หมดประจำเดือนไว หนีมะเร็งมดลูกห่าง

October 18th, 2011 by admin No comments »

หมดประจำเดือนไว หนีมะเร็งมดลูกห่าง

หมอญี่ปุ่นพบว่า สตรีที่ชอบออก กำลัง หรือเลือกกินอาหารแต่ที่บำรุงหัวใจ จะถึงวัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ ซึ่งมีความสำคัญกับการป้องกันโรคมะเร็ง

นักวิจัยทางการแพทย์ชาวอาทิตย์อุทัย ได้ศึกษาสตรีที่อยู่ในวัยมีประจำเดือน อายุระหว่าง 35-56 ปี 3 พันกว่าคน เป็นเวลา 10 ปี พบว่า ผู้ที่ออกกำลังมากกว่าที่สุด ประมาณอาทิตย์ละ 8-10 ชม. จะหมดประจำเดือนเร็วกว่าเพื่อนที่ไม่ค่อยออกกำลังร้อยละ 17

ในทำนองเดียวกัน สตรีผู้ที่กินอาหารเป็นน้ำมันพืชและผักมาก ก็จะหมดประจำเดือนเร็วกว่าผู้ที่กินน้อยกว่าอยู่ร้อยละ 15 เช่นกัน

นายกสมาคมนรีเวชแพทย์สหรัฐฯ ดร.โจแอน อี.แมนสัน กล่าวแจ้งว่า ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไว จะเผชิญกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในตัวสูงน้อยกว่าผู้ที่หมดช้ากว่า ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุว่า ผู้ที่หมดประจำเดือนเร็ว จะเสี่ยงอันตรายจากมะเร็งเต้านมต่ำกว่า แต่เขาก็เสริมว่า ก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะจะเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจและกระดูกบางมากขึ้น “แต่ก็ไม่อยากให้ผู้หญิงทั้งหลายเป็นทุกข์ในเรื่องนี้ เพราะว่าคุณประโยชน์มันเหนือกว่าความเสี่ยงกว่ากันมากนัก”.

ดูดไขมันแบบใหม่ ผสมเทอร์มาจ ผิวเรียบกระชับทันที

October 18th, 2011 by admin No comments »

ดูดไขมันแบบใหม่ ผสมเทอร์มาจ ผิวเรียบกระชับทันท

ปัญหาน้ำหนักเกินหรือความอ้วน ทำให้รูปร่างไม่ได้สัดส่วน ดูแก่กว่าวัย และยังมีผลเสียต่อสุขภาพทั้งในปัจจุบัน และในระยะยาว จึงเป็นเรื่องจำเป็น และเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ใช่แต่คนที่อยากดูดีเท่านั้นนะคะที่ต้องดูแลเอาใจใส่ ไม่ควรปล่อยให้ไขมันยึดครองร่างกายของเรา อีกต่อไป

ตั้งแต่อดีตมาถ้าพูดถึงวิธีการกำจัดไขมันที่ดีที่สุดเห็นผลจริง เห็นผลทันที ก็หนีไม่พ้นการดูดไขมัน เพราะเราได้เห็นกันชัดๆ เลยว่าไขมันได้ถูกเอาออกมาจากร่างกาย มีไขมันจริงๆให้จับต้องได้ แต่ในอดีตวิธีการนี้ค่อนข้างยุ่งยาก มีผลข้างเคียงสูง แม้จะมีการพัฒนามาเรื่อยๆ ตั้งแต่ดูดด้วยท่อขนาดใหญ่ๆ จนมาเป็นท่อเล็กๆ เท่าหัวปากกา และมีผู้ช่วยไม่ว่าจะเป็นพลังงานเลเซอร์ (laser lipo) และพลังงานอัลตราซาวด์ (Vaser) ซึ่งช่วยในการสลายไขมัน ทำให้แผลเปิดมีขนาดเล็ก และผลข้างเคียงก็น้อยลง ระยะพักฟื้นน้อยลง แต่ก็ยังมีปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตก นั่นคือ เมื่อไขมันถูกดูดออกไปแล้ว ผิวหนังก็จะห้อย เหี่ยวย่น หรือเป็นคลื่น ไม่สม่ำเสมอ เรียกว่าแม้จะผอมลง แต่ก็ยังอวดสัดส่วนไม่ได้อยู่ดี Laser Lipo อาจมีส่วนช่วยให้ผิวเรียบได้บ้างแต่ก็ไม่มาก ส่วน Vaser นั้นไม่ต้องพูดถึงไม่สามารถช่วยให้ผิวกระชับได้เลย และด้วยความรุนแรงของพลังงานยังอาจก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวด้านใต้ ทำให้ผิวเป็นก้อนแข็งไม่เรียบ และเป็นร่อง ทำให้หลังดูดไขมันแล้วยังต้องมีการทำทรีตเม้นต์อื่นเพิ่ม เช่น เทอร์มาจ เพื่อฟื้นฟูคอลลาเจน ให้กระชับตึงสามารถยึดจับเซลล์ไขมันได้ดีขึ้น จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการมีหุ่นดีค่อนข้างสูง ถึงสูงมาก

ปฏิวัติการดูดไขมัน.. สลายไขมันไปพร้อมๆกับการกระชับผิวให้เรียบตึง

เมื่อไม่นานมานี้ มีเทคโนโลยีล่าสุดชื่อว่า Body Tite หรือ RF assisted liposuction ซึ่งเป็นการปฏิวัติการดูดไขมันครั้งสำคัญ ที่สร้างความฮือฮาให้กับแพทย์ทั้งในแวดวง ศัลยกรรมตกแต่ง และศัลยกรรมผิวหนัง
เพราะมันไม่เพียงแต่ดูดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยทำให้ผิวที่ไขมันถูกดูดออกไปแล้วกลับมาเรียบ กระชับตึงขึ้นด้วย ซึ่งต้องบอกว่านั่นเป็นความฝันของหมอที่ดูดไขมันทุกคน ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะ Body Tite ใช้พลังงาน RF แบบเดียวกับเทอร์มาจที่เราใช้ในการยกกระชับหน้า พลังงาน RF ไม่เพียงแต่ลงไปสลายผนังเซลล์ไขมัน ที่จับตัวกันเป็นก้อน แต่ยังลงไปเปลี่ยนโครงสร้างและปัจจัยทางชีวเคมีในบริเวณนั้น เปลี่ยนโครงสร้างการไหลเวียนของน้ำเหลือง ทำให้ขณะที่กำลังสลายไขมันก็จะได้ผลเป็นการกระชับผิวหนังไป พร้อมๆกัน รวมถึงขจัด Cellulite ไปด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือเดียวในการดูดไขมัน ที่สามารถฟื้นฟูคอลลาเจน ทำให้ผิวมีโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น ทำให้โอกาสที่ไขมันจะกลับมาสะสมใหม่ยากกว่าการดูดไขมันแบบเดิม

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

แพทย์วิภาวดี แนะนำคุณสาวๆ วิธีห่างไกลภัยมะเร็งเต้านม

October 17th, 2011 by admin No comments »

นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์

มะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลสถิติกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มะเร็งเต้านมเป็นภัยร้ายที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิงทั่วโลก และเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิตที่สำคัญของผู้หญิง ด้วยอัตราเฉลี่ยประมาณ 1 ใน 9 ของผู้หญิงทั้งหมด แม้จะเป็นโรคร้ายแต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการรักษาแต่เนิ่นๆ ซึ่ง นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์ หัวหน้ากลุ่มงานด้านศัลยกรรม คลินิกเต้านม โรงพยาบาลวิภาวดี ได้ให้ความรู้ว่า มะเร็งเต้านมพบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ร้อยละ 30 เกิดจากพันธุกรรม หรือคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็ง, ทั้งที่เต้านม, มดลูก, รังไข่ หรือลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุต่างๆ อาทิ เด็กสาวที่มีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว, หรือผู้หญิงสูงวัยมีประจำเดือนหมดช้า, การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง, การใช้ฮอร์โมนในเพศหญิงมากเกินไป เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน, ผู้มีบุตรช้า หรือไม่มีบุตร เป็นต้น

คุณหมอธเนศยังกล่าวต่อว่า การหมั่นตรวจเต้านมอย่างถูกวิธี เป็นการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง ซึ่งทำได้ง่ายๆคือ การตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือหลังหมดประจำเดือนประมาณ 7-10 วัน โดยคลำตามบริเวณหัวนม วนรอบตั้งแต่หัวนมออกมาด้านนอก ลากมือไปมาจากบนลงล่าง หรือมาพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียดด้วยเครื่อง Mammography เป็นวิธีตรวจที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ ซึ่งเมื่อได้ตรวจครั้งแรกแล้ว แพทย์จะเก็บข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบสำหรับครั้งต่อไป ถึงความเปลี่ยนแปลง ส่วนการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน การลดปัจจัยเสี่ยงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำได้ไม่ยาก เริ่มด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น ลดอาหารเนื้อแดง, ลดอาหารมัน, ลดเกลือ เลือกรับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ หมั่นออกกำลังกายเสมอ งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เพื่อห่างไกลภัยร้ายจากมะเร็งเต้านม สาวๆที่มีอายุ 20-35 ปี ควรตรวจเต้านมทุกๆ 3 ปี ส่วนผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจเป็นประจำทุกปี ซึ่งในโอกาสที่เดือนตุลาคมเป็นเดือนแห่งการรณรงค์มะเร็งเต้านม โรงพยาบาลวิภาวดี จึงจัดโปรแกรมตรวจค้นหามะเร็งเต้านม ด้วยเครื่องดิจิตอล แมมโมแกรม พร้อมอัลตราซาวนด์ในราคา 2,500 บาท จนถึงสิ้นเดือนนี้ สอบถามได้ที่ 0-2561-1111 กด 1.

สุขภาพ  ที่มา  ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/life/209742

15 เทคนิคเวิร์กๆ…ปลุกสมองไม่ให้ฝ่อก่อนวัย

October 16th, 2011 by admin No comments »

15 เทคนิคเวิร์กๆ...ปลุกสมองไม่ให้ฝ่อก่อนวัย

สมอง​ของ​คน​เรา​ก็​เหมือน​กล้าม​เนื้อ ถ้า​ได้​หมั่น​ออกกำลัง​กาย หรือ​ฝึกฝน​บ่อยๆ จะ​ช่วย​ให้​มี​พละ​กำลังวังชา​มาก​ขึ้น​อย่าง​อะเมซซิ่ง!! “จันทร์​รวี” เขียน​ไว้​ใน​นิตยสาร​สกุล​ไทย และ​นำ​มา​รวบรวม​ตี​พิมพ์​ลง​หนังสือ @nything…สิ่ง​สารพัน 2 เผย​ถึง​เคล็ด​ลับ​ดีๆใน​การ​ปลุก​สมอง​ไม่​ให้​ฝ่อ​ก่อน​วัย​ด้วย​ตน​เอง เพื่อ​ฝน​สมอง​ให้​แหลม​เฟี้ยว  ไม่​กุด​ทู่​ไป​ตาม​กาล​เวลา  ไม่​ว่า​จะ​เป็น​คน​หนุ่ม ​สาว  หรือ  ส.ว.​สูง​วัย  ก็​ใช้​ประโยชน์​ได้​เท่าเทียม​กัน

1) ฝึก​เดิน​ถอย​หลัง ให้​ลอง​หัด​เดิน​ถอย​หลัง​บ้าง หา​พื้นที่​โล่ง​กว้าง​ยืน​ให้​มั่น แล้ว​ค่อยๆก้าว​ถอย​หลัง​ช้าๆที​ละ​ก้าว  ทุก​ย่าง​ก้าว​จะ​ต้อง​มั่นคง  อย่า​เร่งรีบ ควร​ทำให้​ได้​วัน​ละ 50 ก้าว เมื่อ​คล่อง​แล้ว​จึง​เพิ่ม​จำนวน

2) ฝึก​ใช้​มือ​ข้าง​ที่​ไม่​ถนัด ลอง​เปลี่ยน​ความ​เคย​ชิน​แบบ​เดิม เพื่อ​กระตุ้น​ให้​สมอง​แล่น​มาก​ขึ้น

3) ออกกำลัง​กาย​เบาๆ  ยาม​เช้า​หรือ​ยาม​เย็น ​ช่วง​แดด​อ่อนๆ ให้​เดิน​เท้า​เปล่า​เหยียบ​บน​ผืน​ดิน หรือ​เหยียบ​ไป​บน​สนาม​หญ้า​ก็ได้   แล้ว​เดิน​แกว่ง​แขน​เบาๆ หรือ​วิ่ง​เหยาะๆ ช่วย​กระตุ้น​ให้​เลือด​ลม​ไหล​เวียน​ดี

4) ขยัน​ดื่ม​น้ำ การ​ดื่ม​น้ำ​สะอาด​อย่าง​น้อย​วัน​ละ 8 แก้ว จะ​ทำให้​สมอง​แจ่มใส​ขึ้น เพราะ​ใน​เนื้อ​สมอง​ของ​เรา​มี​น้ำ​ร้อย​ละ 85 แม้​สมอง​จะ​หนัก​เพียง​ร้อย​ละ 2  ของ​น้ำหนัก​ตัว  แต่​กลับ​ต้องการ​เลือด​หล่อเลี้ยง​ถึง 5% การ​ขาด​น้ำ​จะ​ทำให้​ประสิทธิภาพ​ของ​สมอง​ลด​ลง เกิด​อาการ​ซึม​เศร้า และ​ก่อ​ให้​เกิด​โรค​ร้าย​สารพัด

5) ทาน​อาหาร​เช้า​อย่าง​ราชา ร่างกาย​คน​เรา​จำเป็น​ต้อง​ได้​รับ​สาร​อาหารเข้าไป​เสริม​สร้าง​ความ​แข็ง​แรง​ให้​กับ​เซลล์​ต่างๆ  รวม​ทั้ง​เซลล์​สมอง​ด้วย ดังนั้น อาหาร​เช้า​จึง​เป็น​มื้อ​สำคัญ​ที่สุด

6) ฝึก​บวก​เลข และ​ฝึก​อ่าน ช่วง​รถ​ติด​ควร​บริหาร​สมอง​ด้วย​การ​เล็ง​ไป​ยัง​เลข​ทะเบียน​รถ​คัน​หน้า หรือ​มอง​ไป​ที่​เบอร์​โทรศัพท์​หลัง​รถ​แท็กซี่  ถ้า​เบื่อ​บวก​เลข​ใน​ใจ ก็​ให้​เปลี่ยน​มา​ฝึก​อ่าน​ป้าย​โฆษณา​ตาม​ทาง

7) หัด​เรียนรู้​และ​ลอง​ทำ​สิ่ง​ใหม่ๆ ช่วย​ให้​กระบวนการ​คิด​ใน​สมอง​แล่น​ปรู๊ด​ดี​ยิ่ง​ขึ้น ลอง​เรียน​จัด​ดอกไม้, ทำ​ขนม หรือ​เล่น​ดนตรี

8) ฝึก​นับ​เลข​ถอย​หลัง ท่าน ส.ว.​ทั้งหลาย​ควร​ทำ​บ่อยๆ เพราะ​ช่วย​ลด​อาการ​สมอง​ฝ่อ​อย่าง​ได้​ผล  ลอง​เริ่ม​จาก​หลัก​สิบ​ก่อน  เช่น  50  ไล่​ถอย​หลัง​มา​ถึง​เลข 1 ควร​นับ​เสียง​ดังๆ หรือ​เขียน​ลง​กระดาษ​ยิ่ง​เวิร์ก

9) หลับตา​นึก​แล้ว​จด ช่วง​ว่างๆระหว่าง​รอ ให้​หยิบ​สมุด​จด​กับ​ปากกา​ดินสอ​มา​ลอง​นึก​ชื่อ​เพลง ชื่อ​หนัง หรือ​ชื่อ​ดารา​นัก​ร้อง​คน​โปรด แล้ว​จด​ลง​สมุด

10) เล่น​เกม​ฝึก​สมอง  ช่วย​กระตุ้น​สมอง​ให้​ ฟื้นฟู  เช่น  ฝึก​จับผิด​ภาพ,  เล่น​หมากรุก  และ​ซูโด​กุ

11) อ่าน​หนังสือ​ให้​หลากหลาย ช่วย​ฝน​สมอง​ที่​เริ่ม​ทู่​ให้​แหลม​คม​ขึ้น  แต่​ควร​เปลี่ยน​นิสัย​การ​ อ่าน​ให้​หลากหลาย​ขึ้น  อย่า​จำเจ​อยู่​แต่​ประเภท​เดียว

12) ฝึก​วาด​รูป​แบบ​ง่ายๆ  หมั่น​สร้าง​มโนภาพ​แบบ​เด็ก​อนุบาล ว่าง​ปั๊บ​ก็​หยิบ​กระดาษ​ขึ้น​มา​วาด​รูป ลาก​เส้น จะ​ช่วย​ให้​คิด​เป็น​ระบบ​ยิ่ง​ขึ้น

13) เปิด​ใจกว้าง​พูด​คุย​กับ​คน​แปลก​หน้า ช่วย​ให้​สมอง​เปิด​รับ​ข้อมูล​ใหม่ๆได้​ดี​ขึ้น

14) หมั่น​พบปะ​สังสรรค์  การ​เมาท์​กับ​ก๊วน ​เพื่อน​ช่วย​ต้าน​อาการ​ซึม​เศร้า ทำให้​คิด​อ่าน​เร็ว​ขึ้น

15) ผ่อนคลาย​ด้วย​การ​ทำ​สมาธิ แบ่ง​เวลา 10-20 นาที หลัง​ตื่น​นอน นั่ง​ใน​ท่า​ที่​รู้สึก​สบาย​ที่สุด แล้ว​หลับตา​ลง และ​หายใจ​เข้า​ลึก​ที่สุด  จาก​นั้น​ค่อยๆผ่อน​ลม​หายใจ​ออก​มา​ให้​สุดลม จะ​ช่วย​ให้​สมอง​โปร่ง​โล่ง​ขึ้น.

รู้จักเชื้อราบนผิวหนัง ที่มาพร้อมกับน้ำท่วมขังและสายฝน

October 16th, 2011 by admin No comments »

มารู้จักเชื้อราบนผิวหนัง

ภัยผิวหนังที่มาพร้อมกับสภาพอากาศที่ฝนตกชุกน้ำท่วมขังในช่วงนี้ ทำให้บางครั้งอาจเกิดผื่นแปลกๆ ขึ้นบนผิวหนังได้ ปัญหาที่พบได้เสมอๆ ในช่วงหน้าฝน โดยไม่จำเป็นว่าจะเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง เพียงแค่ฝนตกอากาศชื้นก็สามารถพบได้ มักมีสาเหตุมาจากเชื้อรา เนื่องจากลักษณะเฉพาะของเชื้อโรคกลุ่มนี้ที่เจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่ชื้นแฉะ ผื่นจากเชื้อรามีได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งผื่นที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่ วงด่างๆ สีขาวหรือสีเนื้อ ในบางคนอาจขึ้นเป็นวงสีน้ำตาล ร่วมกับมีขุยสีขาวเล็กๆ มักเกิดขึ้นบนผิวหนังบริเวณหน้าอกและลำตัว อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ ผื่นชนิดนี้เป็นลักษณะของโรคเกลื้อน ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่นที่สุขอนามัยไม่ค่อยดี ไม่ชอบอาบน้ำ เชื้อเกลื้อนเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Malassezia furfur สามารถพบได้บนผิวหนังของคนทั่วไป แต่ปกติแล้วไม่ก่อโรค ยกเว้นในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น คนที่เหงื่อออกมาก ตากฝน ใส่เสื้อผ้าเปียกเป็นเวลานานแล้วไม่ยอมอาบน้ำ ร่างกายชื้นแฉะอยู่เป็นเวลานาน ทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนจนทำให้เกิดผื่นลักษณะดังกล่าวขึ้น

ในคนที่น้ำหนักมาก หรือภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน อาจเกิดผื่นสีแดงขึ้นตามบริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือใต้ราวนม ร่วมกับมีอาการคันมาก สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในกลุ่มแคนดิดา (Candida) สามารถรักษาให้หายได้โดยการทายาฆ่าเชื้อราทั่วไป แต่มักเป็นซ้ำได้บ่อย เพราะยีสต์ชนิดนี้พบได้ในร่างกายของคนเรา เช่น บริเวณช่องปาก ระบบทางเดินอาหาร และช่องคลอด

สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ต้องเดินย่ำน้ำชื้นแฉะเวลาฝนตกนานเป็นชั่วโมงๆ แถมยังไม่รีบทำความสะอาดเท้า ผ่านไปสักระยะหนึ่งอาจพบว่าผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาวๆ หรือเปียกยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล มีน้ำเหลืองแฉะที่ผิว เรียกว่าโรคน้ำกัดเท้าหรือเชื้อราที่เท้า เกิดจากเชื้อกลาก ซึ่งอยู่ตามสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ทราย รวมทั้งในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว ผื่นที่เท้าอาจจะลามไปที่ลำตัวส่วนอื่นได้ ที่พบบ่อยคือทำให้เกิดผื่นบริเวณขาหนีบ เรียกว่า สังคัง

เวลาถอดรองเท้า บางคนอาจมีกลิ่นเหม็นโชยออกมา เมื่อก้มดูที่ฝ่าเท้าจะเห็นเป็นรูพรุนเล็กๆ หรือเป็นแอ่งเว้าแหว่งตื้นๆ เรียกว่าโรคเท้าเหม็น สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มักพบในผู้ชายที่ใส่ถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์หนาๆ ซึ่งมักจะแห้งยากในหน้าฝน

นอกจากนี้ ในพื้นที่น้ำท่วมเป็นเวลานาน อาจมีพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิปากขอ ซึ่งสามารถชอนไชเข้าสู่ผิวหนังได้โดยตรง ทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ หรือถ้าโชคไม่ดี ได้รับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคฉี่หนูเข้าไปตามรอยแผลเล็กๆ ที่เท้า อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

โดยสรุปแล้ว ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าสาเหตุของโรคส่วนใหญ่มาจากการย่ำน้ำสกปรก หรือปล่อยให้ผิวหนังอับชื้นอยู่เป็นระยะเวลานาน ทำให้เชื้อ ซึ่งพบได้ตามสิ่งแวดล้อมทั่วไปเพิ่มจำนวนขึ้นจนก่อให้เกิดโรค ดังนั้นการป้องกันอันดับแรก คือ หลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำน้ำ หรือตากฝน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลับถึงที่พัก ควรรีบถอดเสื้อผ้าแล้วอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย โดยใช้สบู่หรือสารทำความสะอาดทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชนิดพิเศษแต่อย่างใด เสร็จแล้วใช้ผ้าซับหรือใช้พัดลมเป่าให้แห้ง การโรยแป้งฝุ่นสามารถช่วยลดความชื้นและการเสียดสีได้ เสื้อผ้าและถุงเท้าที่ใช้ ควรทำจากวัสดุธรรมชาติที่ไม่หนาจนเกินไป เพื่อให้ระบายอากาศได้ดี หน้าฝน ผ้ายีนส์จะแห้งยากทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย จึงควรระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้แล้ว การใส่รองเท้าแตะบ้างก็ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อราที่เท้าได้เช่นกัน

โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

‘โรคอ้วน’ขจัดได้ ง่ายนิดเดียว

October 16th, 2011 by admin No comments »

ก่อนหน้านี้คนอ้วนไม่ถือเป็นโรค แต่ปัจจุบันจัดเป็น “โรคอ้วน” เนื่องจากก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ โรคอ้วนเป็นโรคเกิดจากสาเหตุหลาย ๆ อย่างทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

การลดน้ำหนักเพียงบางส่วน สามารถก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ และมีผลต่อการรักษาโรคอ้วน เพราะหากทำไม่ได้ การรักษาโรคอ้วนก็ต้องรักษาตลอดชีวิตเหมือนโรคเบาหวาน

ดังนั้นทางเครือข่ายคนไทยไร้พุง ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดทำโครงการ “รวมใจลดพุงทั่วไทย ถวายไท้องค์ราชัน ๘๔ พรรษา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔”

โดยเชิญโรงพยาบาลที่มีประสบการณ์ในการจัดการโรคอ้วน หรืออ้วนลงพุง กว่า 30 แห่งทั่วประเทศ ทั้งระดับโรงเรียนแพทย์, โรงพยาบาลทั่วไป, โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลชุมชน เข้าร่วมเป็นเครือข่าย “คลินิกลดอ้วน” และประกาศรับสมัครผู้ที่มีปัญหาอ้วนทั่วประเทศ คือมีดัชนีมวลกาย (BMI) 25 กิโลกรัม/ตารางเมตรขึ้นไป หรืออ้วนลงพุง คือผู้ชายมีรอบพุง 90 เซน ติเมตรขึ้นไป และผู้หญิงมีรอบพุง 80 เซนติเมตรขึ้นไป โดยรวบรวมผู้ที่มีปัญหาอ้วนให้ได้น้ำหนักตัวรวมกัน 84 ตัน เข้าร่วมโครงการลดน้ำหนัก และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เป็นบุคคลต้นแบบ มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้และทักษะการลดน้ำหนักให้กับผู้อื่น

พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง เผยว่า โครงการคนไทยไร้พุง ในภาพรวมมีจุดประสงค์ก็เพื่อจะแก้ไขปัญหาน้ำหนักเกิน หรือที่เรียกว่า “โรคอ้วน” หรือ “อ้วนลงพุง”  ซึ่งเรารณรงค์ให้คนไทยรู้จักปัญหาที่เกิดจากโรคอ้วนว่ามีผลเสียอย่างไร ควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนักจากเดิม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยยึดหลัก 3 อ.คือควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ ที่สุดคืออยากให้เขาสามารถรักษาน้ำหนักที่ลดลงไม่ให้เพิ่มขึ้นอีก

“ช่วงที่ผ่านมาเราทำในองค์กร จัดเป็นกิจกรรมกลุ่ม ติดตามผลในระยะไม่ยาว 6 เดือน หรือ1 ปี ส่วนหนึ่งลดน้ำหนักได้ บางส่วนดีมากลดได้ ร้อยละ 5  หมายถึงคนที่น้ำหนัก 100 กิโลกรัม สามารถลดน้ำหนักได้ 5 กิโลกรัม ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่ถึงร้อยละ 30 ของคนที่เข้าร่วมโครงการ แต่คนส่วนใหญ่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์จะลดน้ำหนักได้ประมาณ 1-2 กิโลกรัม ที่เหลือทำอย่างไรก็ไม่ลด”

พญ.วรรณี ยังบอกอีกว่า ถ้าเราไม่ได้ติดตามใกล้ชิด นาน ๆ ไปติดตามที ในบางหน่วยงานบางคนน้ำหนักก็ขยับขึ้นมาอีก ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวของการทำงาน แต่เท่าที่ผ่านมา คนไทยรู้ว่าอ้วนเป็นปัญหา รู้วิธีการลดน้ำหนักได้ผล และทำอย่างไรจะไม่ให้น้ำหนักกลับมาอีก ตอนนี้ถ้าเป็นคนที่มีน้ำหนักเกินจริง ๆ อาจจะต้องดูแลใกล้ชิด ต้องมีคนติดตามเขา เพราะการที่จะให้น้ำหนักคงอยู่ได้ ยากกว่าให้น้ำหนักลดเสียอีก

พญ.วรรณี บอกว่าโครงการนี้ต้องติดตามระยะยาว หลังสัมมนาไปแล้วตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ หวังว่าเมื่อทุกคนผ่านการลดน้ำหนักใน 3 เดือน ก็ต้องมาดูผลรวมครั้งแรกว่ามีกี่คนที่สามารถลดน้ำหนักได้ โดยเป้าหมายลดน้ำหนักเริ่มต้น ร้อยละ 5  พอสิ้นปี ก็มาดูอีกทีว่าหลังการลดน้ำหนักเป็นอย่างไรซึ่งถือเป็นขั้นต้น ขั้นที่ 2 ลดต่อไปได้อีก ขั้นสูงสุดน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเราไม่ได้หวังมากขนาดนั้น

“โรคที่พบมากที่สุดในคนอ้วน อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคที่เราพบบ่อย ๆ และโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต สมอง แม้กระทั่งมะเร็ง

ฟังชื่อโรคแล้ว ทั้งคนอ้วนและคนที่เข้าข่ายจะอ้วน ก็คงต้องหันมาใส่ใจตัวเองให้มาก ไม่เช่นนั้นคงต้องเข้าไปสังกัดชมรมคนอ้วนเป็นแน่

ดังนั้นก่อนหยิบอะไรเข้าปาก พึงมีสติไว้เสมอว่า “เดี๋ยวอ้วน”.

ขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์

แสงสีฟ้า ฆ่าเชื้อสิว

October 10th, 2011 by admin No comments »

แสงสีฟ้า ฆ่าเชื้อสิว

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว มีหลายปัจจัย ทั้งการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่พบเจอกับฝุ่นควัน มลพิษ และอาจเกิดจากเราเองที่หน้ามัน ใช้เครื่องสำอางแล้วล้างหน้าไม่สะอาด อีกเทคโนโลยีหนึ่งทางการแพทย์ ที่ช่วยในการรักษาสิว โดยไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย คือ เทคโนโลยีของแสงสีฟ้า

แสงสีต่างๆ จะมีค่าพลังงานที่แตกต่างกันออกไป สำหรับแสงสีฟ้า ที่ช่วยในการรักษาสิวได้ เพราะพลังงานของแสงจะช่วยลดการอักเสบ และช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งในผิวหนังที่เรียกว่า Propionibacterium ซึ่งเป็นตัวก่อสิว เมื่อฉายแสงสีฟ้าบนผิว ในบริเวณที่เกิดสิวในระยะหนึ่ง จะช่วยทำให้สิวหายเร็วขึ้น

แสงสีฟ้า ฆ่าเชื้อสิว

ปกติการรักษาสิวโดยทั่วไป จะมีการใช้ยาทา และยารับประทาน ซึ่งการรับประทานยาจะมี 2 แบบ คือ ยาแก้อักเสบ และการรับประทานวิตามินเอโดสสูง ซึ่งมีผลให้ผิวแห้ง แต่ช่วยให้สิวหายไวขึ้น แต่สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องทานยาไม่ได้ หรือเป็นสิวที่ไม่มากนัก หรือไม่อยากทานยา สามารถใช้แสงสีฟ้าช่วยได้

จากการวิจัยทางการแพทย์พบว่า การใช้แสงสีฟ้าในการรักษาสิว จะช่วยให้สิวหายเร็วกว่าการรับประทานยาแก้อักเสบ แม้ไม่เท่าการได้รับวิตามินเอโดสสูง แต่จะไม่มีผลข้างเคียงในระยะยาว การรักษาสิวด้วยแสงสีฟ้า มีหลายประเภท ราคาแตกต่างกันออกไป ตามคุณภาพของเครื่องฉาย เครื่องฉายแสงสีฟ้าที่มีประสิทธิภาพ อาจมีต้นทุนสูงด้านหลาดไฟที่ใช้ โดยมาก ราคาจะอยู่ประมาณ 500-800 บาทต่อครั้ง ใช้ระยะเวลาในการทำต่อครั้ง เพียง 15 – 20 นาที ไม่รู้สึกเจ็บหรือมีผลข้างเคียงแต่อย่างใด ดังนั้น วิธีนี้จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการรักษาสิวทุกประเภทในปัจจุบัน

แสงสีฟ้า ฆ่าเชื้อสิว

นอกจากจะทราบถึงวิธีการรักษาสิวแล้ว ยังควรดูแลการผิวให้ถูกวิธี หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้า หากมีการใช้เครื่องสำอาง ก็ควรล้างหน้าให้สะอาด เพื่อป้องกันการอุดตันของรูขุมขน ต้นเหตุหลักของการเกิดสิว เพราะเมื่อเราสามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้นเหตุแล้ว เรื่องสิวก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

Activity Monitor วัดไขมันลดอ้วน วัดใจคนอยากผอม

October 10th, 2011 by admin No comments »
Activity Monitor วัดไขมันลดอ้วน วัดใจคนอยากผอม

Activity Monitor วัดไขมันลดอ้วน วัดใจคนอยากผอม

ถึงเวลายอมรับความจริงกับรูปร่างของตัวเอง ที่บางคนอาจไม่อยากเห็นตัวเลขตาชั่งขึ้นเอาๆ ยังไงเสียถ้าไม่อยากให้น้ำหนักพุ่งกระฉูดมากกว่าที่เป็นอยู่ ก็ต้องหันมาใส่ใจกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นจะดีกว่า ซึ่งสมัยนี้เครื่องชั่งน้ำหนักที่พัฒนาขึ้นมานั้น ธรรมดาเสียที่ไหน ไม่ใช่แค่จะรู้น้ำหนักตัวเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยคำนวณปริมาณพลังงานที่ถูกเผาผลาญในการทำกิจกรรม ต่างๆได้เที่ยงตรงอีกด้วย

Tanita AM-120E (Activity Monitor) เครื่องวัดการเผาผลาญพลังงานจากกิจกรรม ด้วยเทคโนโลยีระบบการวัดแบบ 3-D Accelerometer จึงทำให้สามารถใช้แสดงผลการเผาผลาญพลังงานเมื่อกิจกรรมและขณะพักผ่อน ออกมาเป็นกราฟแสดงผลกิจกรรมตลอด 24 ชั่วโมง สามารถคํานวณพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในแต่ละวันได้และสามารถเก็บบันทึกข้อมูล และสามารถเรียกดูย้อนหลังถึง 7 วัน เครื่องทำงานเที่ยงตรง อีกทั้งดีไซน์ทันสมัย น้ำหนักเบา ใช้ง่าย และสะดวกต่อการพกพา

อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน BMR (Basal Metabolic Rate)

อัตรา การเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน BMR คือพลังงานต่ำสุดที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนเลือด ระบบประสาท ตับ ไต และอวัยวะอื่นๆ มีความแม่นยำ ช่วยกำหนดและจำกัดจำนวนพลังงานที่ร่างกายต้องการ โดยคิดจากน้ำหนัก ส่วนสูง อายุ เพศ และโครงสร้างของร่างกาย

อัตรา เผาผลาญพื้นฐานในช่วงเจริญเติบโตจากวัยเด็กจนเป็นผู้ใหญ่ จะเพิ่มสูงขึ้น และถึงจุดเผาผลาญสูงสุดที่อายุ 17 ปี หลังจากนั้นอัตราการเผาผลาญจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น

Bold
อายุมากขึ้น = BMR ลดลง = สะสมไขมันมากขึ้น

Bold
Health Tips

เมื่อการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานลดลงไปตามอายุที่มากขึ้น เราควรทดแทนการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน ด้วยการออกกำลังกายให้มากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณของพลังงานที่ใช้และลดการสะสมของไขมันในร่างกาย

อัตราการเผาผลาญสามารถใช้บอกอายุได้ (Metabolic Age)

เราสามารถบอกอายุของแต่ละบุคคลได้ โดยการคำนวณจากค่าเฉลี่ยของอายุปกติที่สอดคล้องกับการเผาผลาญในระดับนั้นๆ ถ้า อายุ BMR สูงกว่าอายุจริง ก็แสดงว่าต้องปรับอัตราการเผาผลาญให้ดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายมากขึ้นจะช่วยสร้างระบบการเผาผลาญพลังงานที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้อายุเทียบจากอัตราการเผาผลาญดียิ่งขึ้น

Bold
ค่าอายุ BMR ที่ดีควรจะมีค่าน้อยกว่า หรือ เท่ากับ อายุจริง

Bold
Health Tips
เคล็ดลับง่ายๆในการรักษาสุขภาพจากการออกกำลังกายและโภชนาการคือ
«เอา(แคลอรี่)เข้าเท่าใด เอา(แคลอรี่)ออกเท่านั้น»

สูตรการคำนวน BMR
ผู้ชาย = 660 + (13.7 x น้ำหนักตัว) + (5 x ส่วนสูง) – (6.8 x อายุ)
ผู้หญิง = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัว) + (1.8 x ส่วนสูง) – (4.7 x อายุ)

ลองคำนวณดูว่าในแต่ละวันคุณกินเท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ จากตัวอย่างต่อไปนี้

นางสาวปุ๋ม อายุ 35 ปี ส่วนสูง 165 ซม.น้ำหนัก 50 กก.
BMR = 665 + (9.6 x 50) + (1.8 x 165)-(4.7 x 35) = 1277.5 แคลอรี
และใน 1 วันนางสาวปุ๋มรับประทานอาหารและต้องทำกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

กินเท่าไหร่
ใช้เท่าไหร่
เหลือ
แซนด์วิชแฮม 200 Kcal.
กาแฟเย็น 300 Kcal. ข้าวกระเพราไก่ 478 Kcal. ชาเย็น 216 Kcal.
ลอดช่องน้ำกะทิ 167 Kcal.
บะหมี่น้ำต้มยำ 310 Kcal.
กล้วยบวชชี 0255 Kcal.
เดินขึ้นบันได 400 Kcal.
เดินธรรมดา 300 Kcal.
เดินลงบันได 425 Kcal.
เล่นโยคะ 200 Kcal.
ทำงานบ้าน 150 Kcal.
ดูโทรทัศน์ 50 Kcal.

In 1647 Kcal
Out 1525 Kcal
122 Kcal

แสดง ว่านางสาวปุ๋มรับประทานอาหารเข้าไปมากเกินปริมาณที่ต้องการในแต่ละวัน ทำให้ไม่ได้เผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่ได้รับ ส่งผลให้เกิดเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันไม่ให้มีไขมันส่วนเกิน หรือต้องการควบคุมน้ำหนัก เราก็ไม่ควรกินอาหารมากเกินกว่า ปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายต้องการต่อวัน

5 สัญญาณเตือนภาวะเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองตีบ

October 8th, 2011 by admin No comments »

Pic_206909

เครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล นำคุณก้าวสู่ความทันสมัยอีกขั้นของวิทยาการทางการแพทย์ที่ผสานเทคโนโลยีและประสบการณ์ เพื่อตอกย้ำความเป็น ‘Paolo Intelligence : วิทยาการที่ไม่หยุดยั้ง เพื่อสุขภาพคุณ’ กับการเปิดตัวเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทางลัดใหม่ในการตรวจวินิจฉัย และรักษาโรคหลอดเลือดด้วยเครื่อง ‘Bi-Plane DSA’ (ไบ-เพลน ดีเอสเอ) อีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มศักยภาพการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคใหม่ที่มีอัตราภาวะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มมากขึ้น กับการพัฒนาไม่สิ้นสุด…เพื่อชีวิตคุณ

ผศ.นพ.นที รักษดาวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์โรคระบบประสาทและสมอง ประจำโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน กล่าวว่า “ในปัจจุบันอัตราของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งอัตราของผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งสถิติโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของประเทศไทย เกิดจากสภาวะแวดล้อมรอบตัวในยุคของคนทำงาน โดยเฉพาะคนเมืองที่มีความเครียดจากการทำงาน พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย รวมถึงมีอาการปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน จึงทำให้สถิติของคนเป็นโรคนี้สูงขึ้นทุกปี โดยอาการเตือนของโรคสมองแตก ตีบ ตัน สังเกตได้จากแขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ชาบริเวณใบหน้า ปากเบี้ยว ปวดศีรษะเฉียบพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ทันทีภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ชม. ซึ่งถ้าได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็วตั้งแต่แรก จะสามารถลดอัตราการตายและพิการลงได้มาก หรือสามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติได้

ทั้งนี้ ผศ.นพ. นที รักษดาวรรณ ได้ให้คำแนะนำ สัญญาณอันตรายที่จะต้องรีบเข้ามารับการรักษาโดยด่วน “ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง หรือเฉียบพลันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากสังเกตว่ามีอาการชา แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยวพูดไม่ชัด มีอาการเดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ในระยะเวลาไม่เกิน 3 ชม. เพราะอาการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง โดยล่าสุดได้เตรียมความพร้อมเป็นศูนย์วินิจฉัยโรคสมองครบวงจร ในการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองฉุกเฉิน 24 ชม.โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงาน Stroke Fast Track 24 ชม.ที่มีประสบการณ์ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองตีบแตกตันเฉียบพลัน เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที” ผศ.นพ.นที ยังกล่าวแนะนำเพิ่มเติมในการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจาก ‘โรคหลอดเลือดสมอง’ อีกว่า สามารถทำได้โดย 1) การตรวจหาปัจจัยเสี่ยงและควบคุมรักษาปัจจัยเสี่ยงนั้นอย่างดี 2) การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และ 3) ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรดูแลตัวเองโดยการรับประทานยาและปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ด้าน ผศ.นพ. ฑิตพงษ์ ส่งแสง แพทย์รังสีรักษา กล่าวต่อไปว่า “ในปัจจุบันการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง เบื้องต้นโดยการให้ยา รวมถึงรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาข้อจำกัดในการรักษาคนไข้เป็นรายๆ ไป ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยดูความเสี่ยงของโรคเบื้องต้นให้แก่คนไข้ อาทิ เทคโนโลยีในการตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT 64 Slice) และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดด้วย ‘Bi-Plane DSA’ (ไบ-เพลน ดีเอสเอ) อีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มศักยภาพการวินิจฉัย รักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ‘Bi-Plane DSA’ เป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดทั้งทางสมอง และหลอดเลือดทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหลอดเลือดสมอง ที่ต้องอาศัยการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที ให้ผลที่แม่นยำ รวดเร็วภายในไม่กี่นาที แพทย์ก็สามารถเห็นพยาธิสภาพของเส้นเลือดได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดเส้นเลือด ที่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ เพิ่มความปลอดภัยและศักยภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือด แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของการวางแผนรักษา คือ พิจารณาจากอาการ ข้อจำกัด รวมถึงภาวะความเสี่ยงของคนไข้แต่ละราย เพื่อใช้เทคโนโลยีการรักษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไข้ ”

ทั้งนี้ ใครที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีอาการภาวะเสี่ยงดังกล่าวหรือไม่ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล รับข่าวสาร และกิจกรรมดีๆ ทางสุขภาพได้ที่ http://www.facebook.com/PaoloMemorial

ผ่าตัดหลัง เรื่องเล็กจริงหรือ?

October 8th, 2011 by admin No comments »

มนุษย์เราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์ปวดหลังอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ปวดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับช่วงอายุ แต่ส่วนใหญ่พออายุมากขึ้นมักจะพบว่าปวดบ่อยและรุนแรงขึ้น ซึ่งอาการปวดของแต่ละคนก็มีที่มาแตกต่างกัน

นายแพทย์พรภวิษญ์ ศรีภิรมย์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง เปิดเผยในรายการ 37 องศา ช่อง TNN24 ว่า อาการปวดหลังมีสาเหตุมาจากหลายกรณี ดังนี้

- ปวดหลังเล็กน้อยจากกล้ามเนื้อ อาการนี้เป็นได้ทั่วไป มาจากการยกของหนัก นั่งผิดท่า เป็นต้น
- ปวดหลังจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือหมอนรองกระดูกแตก
- ปวดหลังจากกระดูกงอกทับเส้นประสาท หรือช่องกระดูกสันหลังตีบ

กลุ่มที่มีอาการปวดแปลกๆ เช่น ตอนกลางวันเวลาทำงานไม่ปวด แต่นอนพักผ่อนเวลากลางคืนกลับปวด กลุ่มนี้ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะบ่งบอกถึงสัญญาณของโรคอันตราย เช่น มะเร็งกระดูก วัณโรคกระดูก เป็นต้น

กระดูกสันหลังเคลื่อน ไม่มั่นคง ทำให้มีอาการปวดเวลาขยับตัว

สังเกตอาการปวดหลังผิดปกติ

การแยกแยะด้วยตัวเองว่าอาการปวดหลังที่เป็นอยู่มาจากสาเหตุอะไรค่อนข้างยาก วิธีที่ดีที่สุดคือควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้รู้สาเหตุแน่ชัด หากพิจารณาในกลุ่มคนทำงาน หรือคนที่อายุไม่มาก อาการปวดหลังที่พบ มักมาจากสาเหตุหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือแตกทับเส้นประสาท เป็นที่มาของอาการปวดหลังร้าวลงขาที่ทุกข์ทรมานของคนวัยทำงานที่พบบ่อย อาการปวดผิดสังเกตในลักษณะนี้ เช่น ก้มลงไปยกของขึ้นมา ปวดเสียวร้าวลงขา ปวดจนต้องปล่อยของที่ถืออยู่ในมือ จนตัวจะทรุดลงไป อาการนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าหมอนรองกระดูกแตก

โดยปกติลักษณะทางกายภาพหมอนรองกระดูกจะไม่ทนต่อแรงบิด สังเกตได้จากการยกของหนักในแนวตรงจะไม่ค่อยพบอาการปวดหลังผิดปกติ แต่เมื่อใดที่เอี้ยวตัวไปหยิบของ บางครั้งพบอาการปวดหลังร้าวลงขากะทันหัน นั่นคืออาการหมอนรองกระดูกแตกแล้วเคลื่อนไปทับเส้นประสาทได้ เพราะฉะนั้นใครที่เป็นโรคปวดหลังอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการบิดตัว หรือเอี้ยวตัวยกของ

หมอนรองกระดูกจะมีลักษณะเป็นแผ่น(ถุง หรือ capsule) ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะคล้ายเจลเหนียวๆ แต่ถ้าแตกหรือชำรุดเสียหาย เจลที่เคลื่อนออกมาภายนอกจะแข็งขึ้น หากไปโดนเส้นประสาทเส้นใดเส้นหนึ่งที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ จะทำให้ระบบนั้นผิดปกติไป

นายแพทย์พรภวิษญ์ เปรียบเทียบระบบเส้นประสาทของมนุษย์ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ระบบเส้นประสาทก็เหมือนสายไฟ ต้นทางคือโรงไฟฟ้า ส่งต่อมาที่สายส่งกำลังแรงสูง ปากซอยจะมีหม้อแปลงไฟฟ้า มาจนถึงหน้าบ้านมีมิเตอร์ไฟฟ้า ลักษณะการบาดเจ็บต่อระบบประสาทในแต่ละจุดอาจเปรียบได้กับการระเบิดของจุดจำหน่ายไฟแต่ละจุด เช่น การระเบิดของโรงไฟฟ้า ก็จะทำให้ไฟฟ้าดับทั้งเมือง เปรียบได้กับคอหรือสมองของมนุษย์บาดเจ็บทำให้เป็นอัมพาตทั้งตัวได้ หรือหม้อแปลงระเบิดทำให้ไฟฟ้าดับทั้งซอย เปรียบได้กับการเป็นอัมพาตทั้งขาหรือระดับเอวลงไป ในกรณีของหมอนรองกระดูกชำรุดเสียหาย เปรียบได้กับมิเตอร์หน้าบ้าน ถ้าไฟดับก็ดับเฉพาะในบ้าน เหมือนกับอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อน ที่อาจทำให้มีอาการกระดกนิ้วเท้าไม่ขึ้น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น เดินลำบาก แต่ไม่ถึงขั้นเป็นอัมพาต เป็นต้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าหมอนรองกระดูกเสียหายมากน้อยแค่ไหน

เบื้องต้นแพทย์จะตรวจร่างกายทั่วไปก่อน อย่างไรก็ตามการตรวจโดยดูจากการเอกซเรย์อย่างเดียวจะมองไม่เห็นละเอียดไปถึงหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดต้องตรวจด้วยการทำ MRI Scan จึงจะเห็นพยาธิสภาพของหมอนรองกระดูกที่แตก ว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดหรือไม่

วิวัฒนาการผ่าตัดหลังรักษาหมอนรองกระดูกเคลื่อน

- วิธีมาตรฐาน ในยุคแรกจะผ่าหลังแบบเปิดแผลลงไปตรงๆ เปิดกล้ามเนื้อหลังออกเป็นช่อง และจำเป็นต้องตัดกระดูกบางส่วนเพื่อจะเข้าถึงหมอนรองกระดูกที่อยู่ด้านหลังกระดูกสันหลังได้ วิธีนี้มีข้อจำกัดคือ ประการแรกทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ประการที่สองจำเป็นต้องสูญเสียกระดูกบางส่วน และหลังจากผ่าตัดแล้วจะทำให้ผู้ป่วยปวดหลังต่ออีกระยะหนึ่ง เนื่องจากมีการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังจากการผ่าตัด

- การผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ ศัลยแพทย์จะมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ในการผ่าตัด เพื่อขยายภาพให้ชัดเจนขึ้น ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง การบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อลดลง แต่ยังคงต้องตัดกระดูกบางส่วนออกอยู่ดี

- การผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคป วิธีนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดและลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของการผ่าตัดแบบมาตรฐาน โดยศัลยแพทย์จะเจาะรูเพื่อสอดกล้องเข้าไปในร่างกาย ซึ่งเลนส์กล้องจะติดอยู่ตรงส่วนปลายของสาย ทำให้เห็นภาพพยาธิสภาพภายในได้ชัดเจน ส่วนการนำเศษหมอนรองกระดูกที่แตกออก ทำได้โดยการสอดเครื่องมือผ่านสายกล้องเข้าไป เพื่อนำเครื่องมือเข้าไปดึงหมอนรองกระดูกที่แตกออกผ่านสายกล้อง โดยไม่ต้องเจาะแผลเพิ่ม และไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ ใช้แค่ยาชาเฉพาะที่เท่านั้น เพราะฉะนั้นในขณะทำผ่าตัดผู้ป่วยจะรู้สึกตัว และสามารถบอกแพทย์ได้เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติ หรือเมื่อแพทย์นำหมอนรองกระดูกที่แตกออกมา ผู้ป่วยก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าหายปวด ความปลอดภัยจึงมีมากขึ้น ระยะเวลาในการพักฟื้นสั้นลง นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลแค่ 1 คืนเท่านั้น


ข้อจำกัดของคนที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีเอนโดสโคป

กรณีที่มีกระดูกงอกมาก จนช่องสำหรับสอดเครื่องมือตีบแคบมาก จะทำให้ไม่สามารถสอดเครื่องมือเข้าไปได้

หมอนรองกระดูกแตก แล้วเคลื่อนไปอยู่ที่อื่น อาจต้องพิจารณาใช้วิธีอื่นในการผ่าตัด

ความแม่นยำของวิธีเอนโดสโคป

สำหรับศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญ วิธีนี้นับว่ามีความแม่นยำมากกว่าวิธีมาตรฐาน เพราะกล้องที่สอดเข้าไป สามารถส่องให้เห็นพยาธิสภาพภายในได้อย่างชัดเจน สามารถขยาย โฟกัสได้ สามารถมองเห็นชัดถึงเส้นประสาทนั้นๆ ช่วยหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทได้ดีกว่าการเปิดแผลปกติ ที่สำคัญไม่ต้องตัดกระดูกออก

โอกาสกลับเป็นซ้ำ

ในการผ่าตัดนำหมอนรองกระดูกที่แตกออก จะไม่นำหมอนรองกระดูกที่แตกออกทั้งหมด เพราะต้องคงหมอนรองกระดูกไว้เพื่อให้สามารถทำหน้าที่รองรับข้อกระดูกสันหลังได้ และส่วนที่ยังไม่ชำรุดก็คงสภาพไว้เพื่อให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะฉะนั้นหลังผ่าตัดหากกลับไปใช้งานหลังในลักษณะหนักเหมือนเดิม ก็มีโอกาสที่จะแตกซ้ำที่เดิมได้ สำหรับอัตราการกลับเป็นซ้ำในคนที่ผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคปมีร้อยละ 4 แต่เมื่อเป็นซ้ำก็สามารถกลับมาผ่าตรงที่เดิมได้อีก แต่ถ้าผ่าด้วยวิธีมาตรฐานจะมีโอกาสเป็นซ้ำมากกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 5-10 เนื่องจากแผลสำหรับการผ่าตัดมาตรฐานจำเป็นต้องเปิดแผลใหญ่กว่า ดังนั้นการบาดเจ็บจึงมีมากกว่า

หมอนรองกระดูกเคลื่อนไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น

สำหรับคนที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือแตก แล้วไม่ทำการรักษาเลย จากการศึกษาส่วนใหญ่จะมีอาการแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้

- 1 เดือน ผู้ป่วยจะปวดมาก ลุกไม่ได้
- 3 เดือน มีอาการปวด พอทนไหว แต่ไม่สามารถทำงานได้
- 3 ปี ปวดเรื้อรังเป็นๆ หายๆ ทรมานอยู่อย่างนั้นจนกว่าร่างกายจะสามารถปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้

กลุ่มที่ตัดสินใจเข้ารับการรักษาส่วนใหญ่มาจาก 2 กรณี คือ

ไม่ต้องการทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บปวด จนทำให้ไม่สามารถทำงานหรือกิจวัตรประจำวันได้ ก็ควรเข้ารับการรักษา

จำเป็นต้องรักษา เช่น หมอนรองกระดูกแตกและเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาทที่ควบคุมระบบขับถ่าย ทำให้กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ หรือสังเกตว่าร่างกายเริ่มแนวโน้มของอาการอ่อนแรง เช่น กระดกนิ้วเท้าหรือข้อเท้าขึ้นไม่ได้

นายแพทย์พรภวิษญ์ กล่าวว่า แม้ว่าปัจจุบันจะมีวิธีการผ่าตัดที่ไม่น่ากลัวอีกต่อไป เพียงแค่ฉีดยาชาก็ผ่าตัดได้ อย่างไรก็ตาม การดูแลและถนอมการใช้งานสุขภาพหลังของตัวเองให้ดี โดยไม่ต้องมาผ่าตัด นับเป็นวิธีที่ดีที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์กระดูกสันหลัง
www.vejthani.com