โรคเส้นเลือดสมอง เกิดขึ้นเมื่อเซลล์สมองตายเนื่องจากการขาดเลือด จากสาเหตุต่าง ๆ ซึ่งสาเหตุที่เซลล์ขาดเลือด สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ การที่เส้นเลือดแดงอุดตัน และ เส้นเลือดแดงแตก
เส้นเลือดแดงตีบ อาจเรียกว่า Ischemic Stoke

มากกว่า 90% ของคนที่เป็นโรคเส้นเลือดสมองจะจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ในกลุ่มนี้เส้นเลือดสมองจะมีความตีบแคบอยู่ก่อนจาก โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ ที่ทำให้เส้นเลือดสมอง มีความแข็งกว่าปกติ และตีบแคบกว่าปกติ

• Thrombotic stroke การแข็งตัวของเส้นเลือดแดงหรือที่เรียกว่า atherosclerosis ปกติแล้วสมองจะมีเส้นเลือดหลักไปเลี้ยงสี่เส้น ด้านหน้าสองเส้น ด้านหลังสองเส้น ถ้าเส้นเลือดพวกนี้ตีบแคบกว่าปกติจากภาวะเส้นเลือดแข็ง มีเซลล์ที่ตายที่มาในกระแสเลือด หรือมีคอเลสเตอรอลสูง ไปอุดตันเส้นเลือดเหล่านี้จะทำให้เกิดการขาดเลือด ทำให้มีการทำลายเซลล์สมองจำนวนมาก และจะทำให้มีอาการมากกว่าแบบแรก
• Embolic stoke ลิ่มเลือดจากหัวใจหรืออวัยวะอื่น ไหลมาตามกระแสเลือดมาอุดตันที่สมอง ลิ่มเลือดพวกนี้จะพบได้ในคนที่มีโรคหัวใจ หรือจังหวะการเต้นหัวใจไม่สม่าเสมอ
เส้นเลือดในสมองแตก

ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อมีการแตกของเส้นเลือดภายในสมอง เมื่อเส้นเลือดแตก เนื้อสมองจะขาดเลือดไปเลี้ยง และเลือดที่ออกมาจะยิ่งทำให้สมองบวมยิ่งขึ้น
• เส้นเลือดในสมองแตก จะทำให้มีเลือดไหลออกภายในเนื้อสมอง สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดเกิดขึ้นจากความดันโลหิตที่สูง และอีกสาเหตุหนึ่งคือการมีเส้นเลือดสมองโป่งพอง หรือเส้นเลือดแดงสมองที่ผิดปกติ AVM
ความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดสมองได้แก่
1. การสูบบุหรี่
2. ความดันโลหิตสูง
3. เบาหวาน
4. ไขมันในเลือดสูง
5. ผู้มีอายุมากกว่า 55 ปี
6. โรคหัวใจในกลุ่มที่มีจังหวะการเต้นหัวใจผิดปกติ
7. มีประวัติในครอบครัวที่เป็นโรคเส้นเลือดสมอง
8. น้ำหนักเกินมาตรฐาน
9. ไม่ออกกำลังกาย
10. รับประทานยาฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะ เอสโตรเจน
อาการ
อาการที่เกิดขึ้นของผู้ป่วย จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้อสมองที่ขาดเลือด และขึ้นอยู่กับปริมาณของเซลล์สมองที่ถูกทำลาย หากเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจจะไม่มีอาการอะไรเลย อาจเรียกว่า silent strokes
อาการหลักห้าอย่างของเส้นเลือดสมองได้แก่
1. มีอาการชา หรืออ่อนแรง ของใบหน้า แขนหรือขวา ข้างใดข้างหนึ่งของร่างกายอย่างเฉียบพลัน
2. ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไป พูดไม่ชัด หรือไม่สามารถเข้าใจ ได้อย่างเฉียบพลัน
3. มีการมองเห็นผิดปกติไปของตาข้างเดียวหรือทั้งสองงข้างเฉียบพลัน
4. มีการเดิน และการทรงตัวผิดปกติ หรือมีมึนงง เวียนศีรษะอย่างเฉียบพลัน
5. มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างเฉียบพลัน
การวินิจฉัย
เนื่องจากโรคเส้นเลือดสมอง ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ การส่งให้ถึงมือแพทย์ด้วยความรวดเร็วเป็นเรื่องสำคัญ แพทย์จะทำการซักประวัติ ซึ่งมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนไข้ไม่รู้สึกตัว ผู้ที่ไปพบคนไข้เป็นคนแรกจะต้องมาให้ข้อมูลที่จำเป็นในการวินิจฉัย นอกจากนั้นโรคประจำตัว ยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน
• แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของระบบประสาท นอกจากนี้เมือคนไข้มาด้วยอาการหมดสติ แพทย์จะต้องตรวจหาสาเหตุอย่างอื่น ที่ทำให้หมดสติ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ น้ำตาลต่ำ โรคสมองอื่น ๆ
• การตรวจเลือด เพื่อหาระดับน้ำตาลในเลือด และการตรวจอื่น ๆ เช่น การตรวจการติดเชื้อ การตรวจค่าการแข็งตัวของเลือด ภาวะเลือดจาง เกลือแร่ในร่างกาย การทำงานไต ค่าการอักเสบในร่างกาย
• เอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan จะช่วยในการวินิจฉัยโรคเส้นเลือดสมองและบอกชนิดได้ โดยอาจมีการฉีดสีเพื่อให้เห็นเส้นเลือดแดง หรือที่เรียกว่า CT angiography
• การตรวจ MRI Magnetic resonance imaging เป็นการตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างภาพสามมิติของสมอง จะช่วยบอกได้ว่าเนื้อสมองที่ถูกทำลายมากน้อยขนาดไหน และสามารถตรวจเส้นเลือดโดยการฉีดสี หรือเรียกว่า MRA

• การตรวจอัลตราซาวน์เส้นเลือด Carotid ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่อยู่ที่ต้นคอทั้งสองข้าง เพื่อตรวจดูว่ามีลิ่มเลือดหรือมีเส้นเลือดที่แข็งกว่าปกติหรือไม่
• การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียง Echocardiography จะช่วยให้เห็นภาพของหัวใจและลิ้นหัวใจ และสามารถตรวจได้ว่ามีลิ่มเลือดที่อยู่ภายในหัวใจ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเส้นเลือดสมองหรือไม่
การรักษา
ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคเส้นเลือดสมองคือ จากภาวะเส้นเลือดตีบ หรือ เส้นเลือดแตก ซึ่งจะมีแนวทางในการรักษาที่แตกต่างจากกัน
เส้นเลือดสมองตีบ Ischemic stroke

เป้าหมายคือการทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ตามปกติ กลับไปเลี้ยงเนื้อสมองได้ โดยการให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งจะได้ผลดีมากหากให้ภายใน 4.5 ชั่วโมง หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยาที่อาจจะสามารถช่วย เช่น Aspirin และยาฉีดละลายลิ่มเลือด เช่น TPA ในบางรายอาจจะต้องทำหัตถการเช่น การใส่ stent หรือการผ่าตัดอื่น ๆ
เส้นเลือดสมองแตก Hemorrhagic stroke
เป้าหมายของกลุ่มนี้คือการหยุดเลือด และลดการกดเบียดเนื้อสมองจากเลือดที่ออกมาแล้ว
ถ้าหากว่าทานยาที่ห้ามการแข็งตัวของเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือดอยู่ต้องหยุดยากลุ่มนี้ให้หมด
ยาลดความดัน ยาป้องกันการชัก และยาที่ลดการหดตัวของเส้นเลือดจะช่วยได้
การผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมเส้นเลือด และเพือระบายเลือดส่วนที่ออกมากดเบียดสมอง เพื่อลดความดันในสมอง
หลังจากที่ได้ทำการรักษาตอนขั้นตอนข้างต้น แล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องดูแลคือเรื่องของการดูแลโรคประจำตัว ที่เป็นสาเหตุ และเรื่องของการพักฟื้นและทำกายภาพบำบัดตามความเหมาะสม
การป้องกัน
• ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ดี
• ควบคุมระดับไขมันในเลือด
• งดสูบบุหรี่
• ควบคุมโรคเบาหวาน
• ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
• ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
• ออกกำลังกายเป็นประจำ
• งดการดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติด
We Care
Dr.Carebear Samitivej