Category Archives: รู้จักโรค

การนอนกรน

เมื่อร่างกายหลับ การหายใจของคนเราจะมีความสม่ำเสมอ เพราะกล้ามเนื้อทุกส่วนจะผ่อนคลาย รวมทั้งกล้ามเนื้อหายใจ เมื่อเกิดความผิดปกติของระบบการหายใจนี้จะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า การนอนกรน ประเภทการนอนกรน
1.ประเภทไม่เป็นอันตราย คือการนอนกรนธรรมดาที่ทำให้เกิดเสียงรบกวน จะไม่เกิดผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อยู่ใกล้ กลุ่มนี้มักมีการอุดกั้นทางเดินหายใจเพียงเล็กน้อย
2.ประเภทที่อันตราย คือการนอนกรนที่มีเสียงไม่สม่ำเสมอกันขณะที่หลับสนิท จะมีเสียงกรนดังสลับกับเบาเป็นช่วงๆ และจะมีช่วงหยุดกรนไประยะหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่หยุดหายใจ
การป้องกันและการรักษาการนอนกรนของผู้ป่วย
1. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
2. หลีกเลี่ยงการนอนหงาย ให้นอนในท่าตะแคงข้าง และให้ศีรษะสูงเล็กน้อย
3. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือยานนอนหลับและยากล่อมประสาทก่อนนอน
4. กรณีที่เป็นการนอนกรนชนิดอันตรายที่มีการหยุดหายใจร่วมด้วย ให้รักษาโดย
• ใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ครอบจมูกขณะหลับ เพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น วิธีนี้ปลอดภัย และได้ผลดีในผู้ป่วยเกือบทุกราย
• Radiofrequency จี้กระตุ้นให้เพดานอ่อนหดตัวลง โคนลิ้นหดตัวลง
• การผ่าตัด เอาส่วนที่ยืดยานออก
อันตรายจากการนอนกรน
1. ร่างกายอ่อนเพลีย คล้ายนอนไม่พอ ทำให้เกิดผลเสียต่อการเรียนการทำงาน และอาจเกิดอุบัติเหตุ
2. ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความสามรถในการจำลดลง หงุดหงิดอารมณ์เสียง่าย
3. มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดในสมองโรคหัวใจขาดเลือด (อาจทำให้เสียชีวิตทันที เพราะหัวใจทำงานผิดปกติขณะเกิดการหยุดหายใจในช่วงหลับ หรือที่เรียกว่าไหลตาย
4. ขาดสมรรถภาพทางเพศ
ที่มา : http://www.funny2cu.com/health/health01.php

10 วิธีในการคลายความเครียด

1. ฟังเพลง หามุมสงบ
นั่ง ปล่อยใจให้ล่องลอยอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วฟังเพลง เบา ๆ โดยเฉพาะเพลงจำพวก Meditation ซึ่งเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายแบบตามความต้องการ ทั้งเสียงของดนตรี บรรเลงหรือเสียงธรรมชาติ จำพวกเสียงคลื่น..เสียงน้ำตก..เสียงนกร้อง รับรองว่าจะช่วยสร้างสมาธิให้กลับคื่นสู่สมองและจิตใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ เชียวล่ะ

2. ฉายเดี่ยวดูภาพยนตร์
ขอแนะนำให้ ฉายเดี่ยวแล้วตีตั๋วดูหนังดีๆ สักรอบ เพราะการไปดูหนังเนี่ยเป็นวิธีที่เวิร์คที่สุดที่จะปลดปล่อยความรู้สึกให้ ล่องลอยอย่างเป็นอิสระไม่จมอยู่กับปัญหา แถมระบายความอัดอั้นตันใจได้อย่างเห็นผล แต่ต้องถามตัวเองก่อนนะว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น ถ้าอยากร้องไห้ก็ไปดูหนังรักเศร้าเคล้าน้ำตาแล้วก็ร้องไห้ออกมาซะให้พอ หรือถ้าเครียดจัดก็จงไปดูหนังตลกแล้วหัวเราะให้หลุดโลกไปเลย

3. โทรหาเพื่อนรู้ใจ
อย่า คิดว่าตัวเองจะแก้ปัญหาทุกปัญหาได้ดีไปซะหมด หัวใจสาวมั่นแม้จะแกร่งเพียงใดก็ยังต้องการที่พึ่งพิงเสมอ ยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนรู้ใจสันคนแล้วระบายความรู้สึกให้เพื่อนได้รับรู้ เพราะการมีคนรับฟังและให้คำปรึกษา จะทำให้ชีวิตที่เอียงกะเท่เร่เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่า ไม่ได้แบกปัญหาอยู่คนเดียวในโลกไงล่ะ

4. เขียนไดอารี่
การ เขียนไดอารี่เปรียบเสมือนการเปิดประตูอารมณ์ที่ปล่อยให้ความอัดอั้นตันใจ ต่างๆ ได้ไหลลงสู่หน้ากระดาษอย่างเป็นอิสระและเป็นส่วนตัวที่สุด เพราะการถ่ายเทความรู้สึกในใจออกมา จะทำให้จิตใจปรับสมดุลได้เร็วขื้น อีกทั้งระหว่างการเขียนไดอารี่นั้นยังถือเป็นการทบทวนความรู้สึกตัวเองที่ดี ที่สุดด้วย ส่วนข้อดีสุดเลิศอีกข้อก็คือ ไดอารี่เป็นเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ที่สุด เพราะรับฟังเราเสมอและไม่เคยเอาความลับไปบอกต่อไงล่ะ

5. พลังแห่งการสัมผัส
ลอง มองหาใครสักคนช่วยโอบกอดหรือสัมผัสเบา ๆ เวลารู้สึกเหนื่อยล้าดูสิ เพราะร่างกายคนเราเวลาถูกสัมผัสเนี่ย จะทำให้เกิดฮอร์โมนที่ชื่อ “อ๊อกซี่โทชิน” ซึ่งมีผลในการลดระดับความเหนื่อยและความเครียด ช่วยให้ร่างกายที่กำลังอ่อนล้ารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

6. สร้างอารมณ์ขัน
พยายาม มองหาเพื่อนที่มีอารมณ์ขันช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีก ครั้ง เพราะคนที่หัวเราะง่ายจะมีสุขภาพจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลลง (ฮอร์โมนคอร์ติซอล = ฮอร์โมนแสดงความเหนื่อยล้าในกระแสเลือด) แถมยังช่วยเสริมสร้างระดับของ “อิมโมโนโกลบูลินเอ” ซึ่งเป็นสารแอนตี้บอดี้ที่สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายอีกด้วยนะ เพราะฉะนั้นหัวเราะเข้าไว้ แล้วจะดีเอง

7. สูดกลิ่นหอม
รู้หรือเปล่า ว่า…กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์มีผลในการช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่น ตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียด ๆ ก็ลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้สิ อย่างกลิ่นกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ หรือจะหยดน้ำมันหอมระเหยในน้ำอุ่นกำลังดี แล้วนอนแช่ตัวให้เพลินสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ กลิ่นหอมจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้อย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ

8. ไปตากอากาศ
หา เวลาหลบไปสูดอากาศบริสุทธิ์กับชีวิตท่ามกลางธรรมชาติสักพัก สิ หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ ปล่อยสมองให้ว่างที่สุด แล้วก็นอนให้มากที่สุดเท่าที่อยากจะนอน เพราะบางทีความรู้สึกเหนื่อยล้าและหดหู่แบบไม่ทราบสาเหตุเนี่ยมันมาจาก ชีวิตที่ยุ่งเหยิงจนเกินไป เพราะฉะนั้นหลบไปนอนตากน้ำค้างดูดาวเสียบ้าง หัวใจจะได้ชาร์จพลังได้ดีขึ้น

9. หาสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน
ลองหาสัตว์ เลี้ยงสักตัวมาเป็นเพื่อนเล่นก็ไม่ เลวนะ เพราะการให้เวลากับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด คุยเล่น หยอกล้อกับมันเสียบ้าง จะช่วยให้จิตใจอันแสนจะฟุ้งซ่าน สงบลงได้ แถมรู้จักการให้และมองโลกในแง่ดีมากขึ้นอีกต่างหาก ที่สำคัญยังช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วยนะ

10. จินตนาการแสนสุข
อีกทาง เลือกสำหรับการบรรเทาความหดหู่ในส่วนลึก เป็นการดึงตัวเองออกจากโลกปัจจุบัน ทำได้โดยหลับตาแล้วหายใจลึก ๆ จากนั้นก็สร้างจินตนาการถึงความฝันที่วาดหวังเอาไว้ หรือแม้แต่ความหลังอันแสนสุขที่เคยมีการดึงความสุขจากจินตนาการมาใช้จะ ทำ ให้เกิดพลังสร้างสรรค์ในหัวใจ และยังช่วยสลายความเครียดข้างในได้เป็นอย่างดี ทำแบบนี้เงียบๆ สัก 5 นาที รับรองรู้สึกดีแบบทันตาเห็น

ที่มา:http://heyhaparty.blogspot.com /2007/10/10_21.html

เด็กก่อนวัยเรียนนอนกรน ส่งผลต่อสติปัญญา

สมาธิสั้น พฤติกรรมก้าวร้าว  ซนมากผิดปกติ  เรียน รู้อะไรได้ช้า พัฒนาการเหล่านี้คงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนใดปรารถนาให้เกิดขึ้นกับลูกน้อยของตน อย่างแน่นอน แต่จะมีใครทราบบ้างว่า เด็กทุกคนมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดพฤติกรรมดังกล่าว ได้  หาก มีสิ่งบอกเหตุคือ “การนอนกรน” ซึ่งการนอนกรนในเด็ก (Snoring Children) ทางการแพทย์ ยืนยันว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสติปัญญาของลูกน้อยแน่นอน

นพ.พลพร อภิวัฒนเสรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบภาวะนอนกรนในเด็ก โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า ปัจจุบันภาวะนอนกรนในเด็กที่เป็นอันตราย พบมากขึ้นประมาณ 10% ส่วนใหญ่พบในช่วงอายุก่อนวัยเรียนหรือช่วงอายุ 2-6 ปี เนื่องจากวัยนี้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกายจะโตขึ้น รวมทั้งต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ ทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจ จนเกิดเสียงกรน ซึ่งเป็นภาวะที่อันตราย ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้ลูกน้อยนอนกรน อาจเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคระบบทางเดินหายใจ มีอาการของต่อมทอนซิล หรือต่อมอะดีนอยด์โตผิดปกติ หรือเกิดในเด็กที่มีรูปร่างอ้วน น้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน เมื่อลูกน้อยนอนกรน จะทำให้การนอนหลับไม่มีคุณภาพ เนื่อง จากร่างกายไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ และจะอันตรายมากถ้ามีอาการหยุดหายใจร่วมด้วย

เด็กที่มีภาวะ นอนกรน จะส่งผลกระทบให้มีอาการปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน ปัสสาวะรดที่นอนหลับไม่สนิท นอนดิ้นไปมาเหมือนนอนหลับไม่สบาย ผวาตื่นและฝันร้ายได้  และจะอ้าปากเสมอเวลานอน  เนื่องจากต่อมอะดีนอยด์โต ทำให้มีลักษณะกระดูกเพดานปากโก่งสูง ฟันหน้ายื่นเหยินออกมาจนผิดรูป เนื่องจากเด็กหายใจเข้าออกผ่านทางปาก ไม่ค่อยหายใจทางจมูกซึ่งเป็นช่องทางหายใจปกติ นอกจากนี้ ยังกระทบต่อพัฒนาการการเรียนรู้ ความจำไม่ดี สมาธิสั้น มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือซุกซนมากกว่าปกติด้วย

พญ.มณินทร วรรณรัตน์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก แนะวิธีการสังเกตลูกน้อยมีภาวะนอนกรนที่เป็นอันตรายหรือไม่ ด้วยการให้สังเกตดูว่า เมื่อลูกหลับแล้วมีเสียงกรนดังเป็นประจำหรือไม่ เสียนอนกรนขาดๆหายๆ มีอาการหายใจเฮือก เหมือนคนขาดอากาศ หยุดหายใจเป็นช่วงๆ นอนหายใจอกบุ๋มท้องโป่ง หรือในตอนกลางวันมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติเหมือนนอนไม่พอ หงุดหงิดง่าย ซุกซนมาก อยู่ไม่นิ่ง สมาธิสั้น หรือปัสสาวะรดที่นอนหลังอายุ 5 ปี อาการเช่นนี้แสดงว่าลูกของคุณอาจอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายจากโรคนี้ ซึ่งปัจจุบันทางการแพทย์มีแนวทางตรวจวินิจฉัยได้หลายวิธี  โดย แพทย์จะทำการ ตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้นอนกรน และจะทำการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อยืนยันว่ามีอาการ หยุดหายใจขณะ หลับหรือไม่ และอาการรุนแรงแค่ไหน

ที่มา:http://www.thaihealth.or.th

มังคุดทำลายเซลล์มะเร็ง

สตรีนักวิทย์ศึกษาสารสกัดจากเปลือกมังคุด พบฤทธิ์จู่โจมเฉพาะเซลล์มะเร็งในร่างกาย โดยไม่สร้างความเสียหายให้เซลล์ดีที่อยู่รายรอบ มั่นใจงานวิจัยสามารถพัฒนาเป็นยามะเร็งประสิทธิภาพสูงในอนาคต
รศ.ดร.รมิดา วัฒนโภคาสิน ภาควิชาเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เปิดเผยว่า ใช้เวลากว่า 2 ปีศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งจากสมุนไพร หลังจากเชื่อว่าสมุนไพรบางชนิด อาทิ มังคุด ขมิ้นชัน ใบพุทรา สามารถต้านเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ ผลจากการทดสอบพบว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุดสามารถจัดการกับเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี แม้จะใช้เพียงเล็กน้อยเพียง 4 มิลลิกรัมก็ตาม
สารสกัดจากเปลือกมังคุดที่นำมาใช้ในการศึกษานี้ ได้รับการสนับสนุนจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยการทดสอบพบว่า สารสกัดในปริมาณ 4 มิลลิกรัมดังกล่าว สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้กว่า 50% ของเซลล์มะเร็งทั้งหมด และจากการขยายผลนำสารสกัดไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งอื่น ก็พบว่าสามารถออกฤทธิ์ดีในการทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้และเซลล์มะเร็งตับ
นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้ศึกษาเทคนิคการรักษามะเร็งด้วยยีนบำบัด โดยนำสารสกัดจากมังคุดใส่ในเม็ดบีดขนาดจิ๋วระดับนาโน จากนั้นอาศัยไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนตัวและไม่เป็นอันตราย เป็นตัวนำเม็ดบีดนั้นเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ซึ่งวิธีดังกล่าวสามารถที่จะประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย หรือโรคเลือดจาง ส่วนสารสกัดจากสมุนไพรขมิ้นชันและใบพุทรา ยังอยู่ระหว่างการศึกษา
ทั้งนี้ จากผลงานการศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดจากสมุนไพร กับการทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการผลิตเป็นยามะเร็งประสิทธิภาพสูงต่อไปในอนาคต จึงส่งผลให้ รศ.ดร.รมิดา วัฒนโภคาสิน ผ่านการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับรางวัลสตรีนักวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2547 จากลอรีอัล โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย 1.5 แสนบาท
ที่มา : numwan.com

ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่

เห็นว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ จึงอยากเผยแพร่ต่อ….หากใครได้ดูรายการ “ข้อเท็จจริง..วันนี้” ทางช่องยูบีซี 7 ที่มีการการพูดคุยกับ ศ.นพ.รุ่งธรรม ลัดพลี เกี่ยวกับเรื่อง “ภาวะสมองเสื่อง..กับไข่ไก่” เรื่องที่มีการการสนทนากันนั้น พอจับใจความหลักๆ ได้ว่า … จากค่านิยมเดิมๆที่ทราบกันว่า การบริโภคไข่ทุกวันนั้น จะไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด ทางคุณหมอบอกว่าอยากให้เลิกค่านิยมดังกล่าวเสีย เพราะข้อเท็จจริงในปัจจุบันนั้น ไข่นับว่าเป็นอาหารราคาถูก ปรุงง่าย แต่มากด้วยคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด การที่หลายๆคนมีระดับคลอเสลเตอรอลในเลือดสูงนั้น เป็นเพราะตับทำงานไม่มีประสิทธิภาพเอง คุณหมอยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูงในระดับ 200 นั้น หากทานไข่แล้ว มันไปเพิ่มอีกเพียง 20 แต่ตรงกันข้ามประโยชน์ที่ได้จากการทานไข่ มันมากกว่าไอ้ส่วนที่ไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด คุณหมอบอกว่า โรคอัลไซเมอร์นั้น ผลการวิจัยล่าสุด ระบุว่า เป็นเพราะอาการเลือดในสมองน้อย หรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ การรับประทานไข่ทุกวันๆละ อย่างน้อย 2 ฟอง จะช่วยได้มาก คุณหมอยังอ้างถึงและพูดถึงผู้สูงอายุว่าการบริโภคไข่ทุกวันนั้น ไม่มีปัญหาดังที่เราๆเข้าใจกันแบบผิดๆ คุณหมอรักษาผู้สูงอายุหลายๆคนที่มาให้การรักษาในหลายๆโรค ขนาดอายุ 80 กว่า คุณหมอยังแนะนำให้ทานไข่วันละ 2 ฟอง ผลก็คืออาการของโรคที่รักษาบรรเทาลง คนไข้มีอาการดีขึ้นกว่าเดิมมาก จากที่เดินไม่ค่อยได้ ก็กลับมาเดินได้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไข่มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่,ไข่เป็ด,ไข่นกกระทา, และอีกหลายๆชนิด แต่ไข่ไก่ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนการนำมาประกอบอาหารนั้นแล้วแต่ใจชอบ ประกอบอาหารแบบไหนได้ทั้งนั้น คุณหมอเสริมว่า ส่วนของไข่ที่ดีที่สุดนั้น อยู่ที่จุดๆหนึ่งในไข่แดงที่มีลักษณะคล้ายๆเส้นใยยึดส่วนอื่นๆไว้ (หากไม่เคยสังเกต ก็ลองเตาะไข่ดิบดู) พร้อมกันนี้ ก็ได้มีการยกแผนภูมินำมาประกอบว่าประเทศไทยมีการบริโภคไข่ต่อคนมากน้อยเพียงใด ปรากฎว่า ต่ำกว่าหลายๆประเทศที่เจริญแล้ว โดยประเทศที่บริโภคไข่ต่อคนสูงสุด ก็คือญี่ปุ่น รองๆลงมาก็มีจีนแดง, สหรัฐอเมริกา, ฯลฯ คุณหมอยังให้ข้อคิดว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีสติปัญญาที่ดี ทำไมอาหารมื้อเช้าทุกวัน ยังมีไข่เป็นส่วนประกอบเสมอ และทานกันทุกวัน แต่เรากลับยึดถือแต่ค่านิยมเรื่องคลอเลสเตอรอล…. การบริโภคไข่จะช่วยบำรุงสมองเป็นอย่างดี อย่าไปสนใจพวกอาหารเสริมที่โฆษณากันเลย ไข่นี่แหละสุดยอดของอาหารแล้ว หากอยากฉลาด ต้องทานไข่ คุณหมอยังเสริมว่าภาวะเลือดที่ข้นเกินไป จะไม่เป็นผลดี เพราะการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายจะไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆในแต่ละวัน
ที่มา : HeyhaParty

10 พฤติกรรมสมองฟ่อเร็ว

วันนี้เกร็ดความรู้มี 10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็วมาบอกกัน…
1. ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด ต่ำ แต่นี่จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็น สาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น
3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคสมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็น ประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง
5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็น มลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน การอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์ สมองตายได้
7. นอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความ คิดจะทำให้สมองฝ่อ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
รู้อย่างนี้แล้วก็หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กล่าวมาจะดีกว่า เพื่อจะได้มีสมองที่ดี.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Foot notes เหตุเกิดที่เท้า

แต่ละวัน “เท้า” ต้องแบกร่างกายเราไปไหนมาไหนด้วยหลายพันก้าว แล้วลองคิดดูว่าถ้าเท้าไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ชีวิตเราจะลำบากขนาดไหน เพราะฉะนั้นหันมาเอาใจใส่เท้ากันดีกว่า

รู้จักเท้ากันหน่อย
อย่างที่บอกว่า แต่ละวันเท้าต้องพาเราก้าวเดินไปโน่นมานี่หลายพันก้าว แต่พอคิดถึงเรื่องสุขภาพ เท้ากลับเป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญ ชนิดที่กว่าจะหันมาสนใจก็เกือบจะเดินไม่ได้อยู่แล้ว อย่างชาวออสเตรเลีย ซึ่ง 1/5 มีอาการเจ็บเท้า แต่มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนร้อยละ 85 กลับเพิกเฉย ถ้ามีการสำรวจข้อมูลของคนไทยบ้างก็ไม่น่าจะต่างกันนัก เห็นได้จากพฤติกรรมการสวมรองเท้าของสาวไทย ซึ่งยังนิยมชมชอบรองเท้าส้นสูงกันอยู่มาก ทั้งๆ ที่ส้นสูงจัดว่าเป็นศัตรูสำคัญต่อเท้าและสุขภาพของผู้หญิงทีเดียว แต่นอกจากภัยของรองเท้าส้นสูงที่ HealthToday เคยนำเสนอไปแล้วในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การสวมใส่รองเท้าส้นเตี้ยก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป ส่วนจะไม่ปลอดภัยอย่างไรนั้น เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

แต่ก่อนอื่นเราลองมาทำความรู้จักกับอวัยวะที่ต้องทำงานหนักอย่างเท้ากันดู หน่อย เพราะคงไม่ค่อยมีใครรู้หรอกว่า เท้าประกอบไปด้วยกระดูก 26 ชิ้น ข้อต่อ 33 ข้อ และเส้นเอ็นกว่า 100 เส้น ยังไม่รวมกล้ามเนื้อ และเอ็นที่ยึดกระดูก เท้าจึงเป็นผลงานทางวิศวกรรมอันน่ามหัศจรรย์ชิ้นหนึ่งทีเดียว ไม่เฉพาะแค่รูปลักษณ์เท่านั้น เพราะมีการค้นพบมาตั้งแต่ชาวอียิปต์โบราณแล้วว่า การกดจุดสะท้อนเท้าจะช่วยรักษาอาการป่วยไข้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ ซึ่งตรงกับผลการศึกษายุคใหม่ที่ยืนยันว่า การนวดเท้าช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ อาการไม่สบายภายในช่องท้อง อาการปวดหลัง และอาการก่อนมีประจำเดือนได้ เพราะเท้ามีปุ่มรับความรู้สึกจำนวนนับพันปุ่มปกคลุมอยู่และทำการส่งสัญญาณ ต่างๆ ไปยังสมองส่วนที่อยู่ติดกับส่วนของสมองที่ควบคุมเรื่องเพศ อธิบายกันมาขนาดนี้แล้วสาวๆ เริ่มรู้สึกว่า ควรหันมาดูแลรักษาเท้าให้มากขึ้นกันบ้างไหมนี่

ภัยจากรองเท้าส้นเตี้ย
รองเท้าส้นเตี้ยที่อันตรายต่อสุขภาพเท้าของสาวๆ คือ รองเท้าส้นเตี้ยที่ดูนิ่มๆ และดูเหมือนว่าจะสวมสบายอย่างสไตล์รองเท้าบัลเล่ต์หรือรองเท้าแตะเนื่อง จากว่ารองเท้าแบบนี้มักจะไม่มีอะไรมารองรับบริเวณอุ้งเท้าที่โค้งงอ ทำให้อุ้งเท้าเกิดอาการตึง และหากว่าเราใส่รองเท้าลักษณะนี้นานๆ เนื้อเยื่ออาจจะค่อยๆ เกิดการฉีกขาด จนทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบทุกครั้งที่ย่างก้าว ที่รู้จักกันว่าเป็นอาการอักเสบของพังผืดที่ฝ่าเท้า อันเป็นอาการหลักที่นำผู้หญิงไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเท้ามากที่สุด เพราะฉะนั้นคนที่ชอบใส่แต่รองเท้าส้นเตี้ยอาจจะต้องมองหารองเท้าที่มีการ หนุนบริเวณความโค้งของอุ้งเท้าและส้นเท้ามาใส่ เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความสมดุล
โดยเราอาจจะต้องทำการทดสอบรองเท้าดูก่อนเพื่อความมั่นใจ ด้วยการใช้มือข้างหนึ่งจับที่หัวรองเท้าอีกข้างจับที่ส้น แล้วลองพับหรือบิดรองเท้าดู ถ้ารองเท้าสามารถบิดเป็นเกลียวหรือพับครึ่งได้ก็จงมองหาคู่ใหม่เสียโดยดี เพราะรองเท้าที่เป็นมิตรกับเท้าควรจะมีความยืดหยุ่นเฉพาะบริเวณนิ้วเท้า และบริเวณที่เท้าสามารถงอได้ตามธรรมชาติเท่านั้น
ขอพื้นที่ให้นิ้วเท้าได้หายใจบ้าง
กฎอีกข้อในการเลือกรองเท้า นอกจากการไปซื้อรองเท้าในช่วงเวลาเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่เท้ามีการขยายตัวมากที่สุดแล้วก็คือ ควรวัดขนาดรองเท้าใหม่ หากว่าน้ำหนักตัวของคุณขึ้นหรือลง หรืออายุมากขึ้น หรือว่าอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ รวมถึงควรเลือกขนาดรองเท้าที่มีพื้นที่ว่างให้นิ้วเท้าที่ยาวที่สุดได้ขยับ เขยื้อนประมาณ 1 เซนติเมตร ขณะที่ด้านหน้าของรองเท้าควรมีความกว้างเท่ากับเท้าของเรา เพื่อนิ้วเท้าจะได้ไม่ถูกบีบอยู่เป็นนานๆ จนกลายโรคนิ้วหัวแม่เท้าเกออกด้านนอก หรือ bunion ได้

เลือกซื้อรองเท้าครั้งหน้า อย่าลืมมองหาอะไรที่มากกว่าความงาม เพื่อสุขภาพเท้าของตัวเราเอง
ที่มา  :  healthtoday.net

หัวหอมแดงเป็นยา ป้องกันโรคหัวใจ และโรคอัมพฤกษ์กับอัมพาต

นักวิทยาศาสตร์ฮ่องกงอ้างว่า หัวหอมแดง ซึ่งใช้เป็นเครื่องแกงมีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจได้

พวกเขาเปิดเผยว่า หัวหอมแดงซึ่งใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารอินเดียและ ทางแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วย ช่วยกำจัดคอเลสเทอรอลเลว ซึ่งเป็นตัวการทำให้หัวใจวาย และเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ออกจากร่างกายได้ ในขณะที่ช่วยถนอมคอเลสเทอรอลดี ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจเอาไว้

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮ่องกงของจีน ได้ทดลองด้วยการให้หนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีคอเลสเทอรอลสูง กินหัวหอมแดงทุบแหลกเป็นเวลานาน 2 เดือน ปรากฏว่าปริมาณคอเลสเทอรอลเลว ได้ลดน้อยลงไปโดยเฉลี่ยร้อยละ 20

ศาสตราจารย์เซิน ยู่ เฉิน หัวหน้าคณะนักวิจัย กล่าวว่า “ผลการทดลองยืนยันข้ออ้างว่า การกินหัวหอมแดงประจำ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้”.

ที่มา ไทยรัฐ

อกหักทำให้เจียนตาย หัวใจถึงกับเต้นอ่อนลงในจังหวะ’สโลว์ซบ’

เคยมีการพูดแบบประชดกันว่า “อกหัก ไม่ถึงกับตาย” แต่บัดนี้มีการศึกษาอ้างว่า การถูกหักอกอาจเป็นอันตรายยิ่งกว่าที่เชื่อกัน ถึงขนาดที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นไปจริงๆชั่วครู่ได้

นักวิจัยมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม และไลเดน ของเนเธอร์แลนด์ได้พบว่า สมองของเราส่วนที่รับรู้ความเจ็บปวดทางร่างกายและทางอารมณ์ของเราเป็นส่วนเดียวกัน ดังนั้นเมื่อถูกทับถมหนักเข้าก็ทำให้จิตใจปั่นป่วนพลอย ทำให้ร่างกายล้มป่วยไปด้วยได้

ผลของมันต่อระบบประสาทยังทำให้ ผู้นั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ และหากยิ่งรู้สึกชอกช้ำมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งรู้สึกหัวใจเต้นช้าลงเท่านั้น

นักวิจัยได้ทดสอบกับอาสาสมัคร เพื่อต้องการรู้ว่า เมื่อถูกปฏิเสธความรักจะเจ็บช้ำเพียงไร เพราะยังไม่เคยรู้กันมาก่อน ผลปรากฏว่า หัวใจของพวกเขาต่างพากันเต้นอ่อนลงไปตามๆกัน เมื่อรู้ว่าถูกปฏิเสธความสัมพันธ์ ในบางรายยิ่งทรุดลง และกว่าจะกลับคืนดังเดิม ได้ก็ต้องใช้เวลา.

ที่มา ไทยรัฐ

“รูมาตอยด์” ควบคุมได้ถ้ารักษาถูกจุด ระวัง!ยาชุดยาลูกกลอนเร่งพิการเร็วขึ้น

วารสารการแพทย์ต่างประเทศ มีรายงานผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ประมาณ 0.5-1% ของประชากรทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่แน่ชัด โดยทั่วไปพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในอัตรา 1:5 – 1:10 และพบมากในหญิงวัยกลางคน

นพ.สุรพงษ์  มาศรังสรรค์ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคข้อ กล่าวว่า รูมาตอยด์ เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคที่เกิดจากแพ้ภูมิตัวเอง ที่มีลักษณะเด่นในเรื่องข้ออักเสบเรื้อรัง แต่ก็มีอาการผิดปกติของระบบอื่นได้ เช่น ปอด ตา หลอดเลือด เส้นประสาท เม็ดโลหิต ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรครูมาตอยด์ แต่คาดว่าเกิดจากความเสี่ยงทางพันธุกรรมร่วมกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโรคติดเชื้อไวรัส

อาการของโรครูมาตอยด์จะค่อยเป็นค่อยไป โดยมีอาการปวดตามข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า เริ่มแรกจะปวดไม่มาก มักเป็นตอนกลางคืนและเวลาตื่นนอนตอนเช้า พอนานไปจะปวดมากขึ้น และพบว่าข้อจะบวมมากขึ้นจนเห็นได้ชัด รวมถึงจะเริ่มปวดบริเวณข้อที่ใหญ่ขึ้น เช่น ข้อศอก ข้อเข่า ข้อไหล่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง

นพ.สุรพงษ์ เตือนถึงการหาซื้อยาชุดมารับประทานเองว่า เมื่อเริ่มปวดแรกๆ กินยาแก้ปวดก็พอทุเลา แต่ไม่หาย ต้องกินยาเพิ่มมากขึ้น บางคนซื้อยาชุดหรือยาลูกกลอนที่มีสารสเตรียรอยด์มากิน แรกๆ จะรู้สึกดีมาก แต่พอผ่านไปสักระยะก็จะช่วยไม่ได้ อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงจากยาสเตียรอยด์ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความพิการเร็วกว่าปกติ ซึ่งบางรายความพิการเกิดขึ้นรวดเร็วมาก จนไม่สามารถช่วยตัวเองได้ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอด

อาการอื่นๆ ที่พบได้ เช่น ตาแดง หลอดเลือดแดงอักเสบอุดตัน เป็นแผลจะรักษาหายยากมาก เส้นประสาทส่วนปลาย โดยเฉพาะที่ข้อเท้า เป็นอัมพาต กระดกข้อเท้าไม่ได้ ปอด มีภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และปอดเป็นพังผืด

การวินิจฉัยโรครูมาตอยด์

การวินิจฉัยโรครูมาตอยด์ประกอบด้วย
-ประวัติอาการปวดข้อที่เป็นมากกว่า 6 สัปดาห์
-การตรวจร่างกายพบข้ออักเสบชัดเจน โดยเฉพาะ ข้อมือ ข้อนิ้วมือ ข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า
-การตรวจเลือดหารูมาตอยด์แฟคเตอร์ (Rheumatoid Factor) กับ แอนตี้ซิทรูลิเนตแอนตี้บอดี้ (Anticitrullinated Antibody) เป็นตัวช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรค

บางกรณีที่เจาะเลือดตรวจสุขภาพ แล้วพบว่ารูมาตอยด์แฟคเตอร์เป็นบวก และมีอาการปวดข้อ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรครูมาตอยด์เสมอไป เพราะอาจให้ผลบวกปลอมได้ แม้ในคนปกติที่อายุมากก็สามารถพบผลบวกปลอมได้ถึง 5% จึงต้องทำการวินิจฉัยแยกโรค ซึ่งโรคที่มีอาการปวดข้อคล้ายรูมาตอยด์ ได้แก่

1.โรคติดเชื้อ

-ไวรัส เช่น หลังจากเป็นหวัด หัดเยอรมัน ไวรัสตับอักเสบบี จะมีอาการปวดข้อเหมือนรูมาตอยด์ แต่อาการมักจะหายได้ภายใน 6 สัปดาห์ ซึ่งต่างจากโรครูมาตอยด์ที่จะเป็นเรื้อรัง

-วัณโรค มีอาการปวดตามข้อคล้ายรูมาตอยด์ได้

1.เชื้อแบคทีเรีย เช่น ติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ และจะมีอาการปวดข้อคล้ายรูมาตอยด์ได้
2.ภาวะแพ้ต่างๆ เช่น แพ้ยา แพ้อาหาร จะมีอาการปวดตามข้อเหมือนรูมาตอยด์ แต่จะหายเร็วเมื่อหยุดสิ่งที่แพ้
3.โรคแพ้ภูมิตัวเองอื่นๆ เช่น โรครูปัส (SLE หรือ โรคพุ่มพวง) โรคหนังแข็ง
4.โรคข้ออักเสบจากผลึก เช่น เก๊าต์ที่เป็นมานาน เก๊าต์เทียมที่เกิดจากผลึกแคลเซียมไพโรฟอตเฟส
โรคผิวหนังสะเก็ดเงิน
5.โรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดโลหิต มะเร็งปอด
6.โรคข้อเสื่อม โดยเฉพาะข้อนิ้วมือ
7.อาการปวดข้อที่เกิดจากการหยุดใช้ยาสเตียรอยด์กะทันหัน จะมีอาการปวดตามข้อ เป็นไข้คล้ายผู้ป่วยรูมาตอยด์

โรครูมาตอยด์มีแนวทางการรักษาอยางไรและรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

-โรครูมาตอยด์ยังไม่มีการรักษาที่ชี้ชัดว่าหายขาด เพียงแต่ทำให้โรคสงบ และปรับยาให้น้อยที่สุดที่สามารถควบคุมโรคได้ บางรายสามารถหยุดยาได้ แต่ก็อาจกลับมาเป็นอีก

2.การรักษาโรครูมาตอยด์มีหลักการดังนี้

-การรักษาสภาพจิตใจ คือการให้ความรู้เกี่ยวกับโรครูมาตอยด์กับผู้ป่วย ญาติ และผู้ใกล้ชิด โดยให้กำลังใจ และคอยช่วยเหลือในช่วงที่มีอาการปวดมาก บางรายอาจให้พบจิตแพทย์ เพื่อให้คำแนะนำหรือให้ยาลดความเครียด รวมถึงให้คำปรึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา เพราะเป็นโรคที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษานาน

การรักษาทางกาย

-รักษาอาการปวด เพราะความปวดเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ โดยให้ยาแก้ปวด แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มพาราเซตามอล ยาแก้ปวดและลดการอักเสบ มอร์ฟีนและอนุพันธ์ของมอร์ฟีน

-ลดการอักเสบของข้อ โดยใช้ยากลุ่มเดียวกับยาแก้ปวดและลดการอักเสบ

-ยาในกลุ่มที่ควบคุมให้โรคสงบ จะมีฤทธิ์กดหรือปรับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะมีผลข้างเคียงมากกว่ากลุ่มยาแก้ปวดเช่น ยาต้านมาลาเรีย ยากลุ่มซัลฟาซาราฟิน ยาเม็ดโทรเทรกเซท เอ็นดรอกแซน อิมมูแลน คลอแรมบูซิ่ว เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มยาใหม่ๆ ในปัจจุบัน เช่น เล็ฟฟูโนมาย (อราว่า) ยากลุ่มต้านสารไซโตครายและต้านเม็ดโลหิตขาว และสารสเตรียรอยด์ เป็นยาตัวสุดท้ายที่จะพิจารณา เนื่องจากเป็นยาที่ผสมอยู่ในยาชุด ยาลูกกลอน ยาจีน ซึ่งผู้ป่วยอาจได้รับมาก่อน จึงทำให้มีปัญหาเมื่อมาพบแพทย์ ทำให้การรักษาโรคช้าเกินไป ข้อบ่งชี้ในการใช้สารสเตรียรอยด์ในผู้ป่วยรูมาตอยด์ คือกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ถ้าปล่อยไว้อาจมีอันตรายต่อชีวิตหรือพิการ หรือผู้ป่วยมีภาระรับผิดชอบมาก หรือมีความจำเป็น อาจพิจารณาให้ในระยะแรกแล้วรีบถอนออกเร็วที่สุด และกรณีที่คนไข้ได้รับสารสเตรียรอยด์มาก่อน จากยาชุด จะหยุดเลยไม่ได้ ต้องค่อยๆ ถอนยา หากหยุดทันทีอาจทำให้ช๊อคถึงตายได้

ผลข้างเคียงจากยาสเตียรอยด์

ติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะวัณโรค กระดูกพรุนหักง่าย กล้ามเนื้อลีบอ่อนแรง หน้าบวมเหมือนพระจันทร์ อ้วนฉุลงพุง ผิวหนังหน้าท้องแตกลาย ทำให้มีภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เป็นต้อกระจกก่อนวัยอันควร กรณีที่ขาดยาแล้วเกิดภาวะเครียดจะช๊อคได้ง่าย ที่สำคัญคือถ้าใช้นานๆ จะหยุดยายากมาก

การป้องกันและความพิการ เป็นปัญหาของรูมาตอยด์ในระยะยาว การป้องกันที่สำคัญคือการทำกายภาพบำบัด ผู้ป่วยต้องตั้งใจทำอย่างเต็มที่ เพราะถ้าเกิดแล้วแก้ไขยาก จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัด เพื่อแก้ไขความพิการ ดังนี้

-การผ่าตัดใส่ข้อเทียม เช่น ข้อหัวเข่า ข้อสะโพก ข้อนิ้วมือ
-การผ่าตัดป้องกันเอ็นนิ้วมือขาด
-การผ่าตัดแก้ไขเส้นประสาทสันหลังถูกกดทับ ระดับต้นคอ และเส้นประสาทข้อมือ

การดำเนินของโรครูมาตอยด์
-โดยทั่วไปโรครูมาตอยด์มีระยะสงบและกำเริบสลับกันไป ส่วนน้อยที่เป็นและอาจสงบโดยไม่เป็นอีก ส่วนน้อยที่เป็นแล้วรุนแรงพิการในเวลารวดเร็ว ซึ่งผู้ป่วยจะเป็นลักษณะใด ไม่สามารถบอกได้ ต้องติดตามการรักษาโดยใช้ยาให้น้อยที่สุดที่สามารถคุมให้โรคสงบได้ จนกระทั่งหยุดยาได้

สาเหตุการตายของผู้ป่วยโรครูมาตอยด์

-จากโรครูมาตอยด์เอง พบไม่มาก อาจเป็นกรณีที่โรครุนแรงและมีอวัยวะหลายระบบอักเสบ รวมถึงรายที่กระดูกคอเคลื่อนทับกระดูกสันหลังจนเป็นอัมพาต
-ตายจากการใช้ยา พบมากที่สุด โดยติดเชื้อแพร่กระจาย ไตวาย ตับวาย แพ้ยาอย่างรุนแรง ผิวหนังลอกทั้งตัว ไขกระดูกถูกกดทับอย่างรุนแรงจนไม่มีการสร้างเม็ดเลือด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่เกิดจากการแพ้ภูมิตัวเอง ทำให้มีข้ออักเสบเรื้อรัง การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง สามารถทำให้โรคสงบและป้องกันความพิการได้

ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com
37c@vejthani.com

ที่มา ไทยรัฐ