แต่ในความเป็นจริง ทุกวันนี้ดูเหมือนโรคร้ายจะกรุ้มรุมเข้ามาใกล้ตัวเราทุกขณะอย่างมะเร็ง โรคร้ายที่นับวันมีแต่จะทวีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น
แม้ว่ามหาวิทยาลัยมหิดลจะประสบความสำเร็จในการทดลองใช้ยาเพื่อหยุดยั้งการขยายตัวของก้อนเนื้อร้ายโดยไม่ทำลายเซลล์เนื้อดีที่อยู่รอบข้าง เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับวงการแพทย์ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะกับมะเร็งสมอง
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังมีคนจำนวนมากป่วยด้วยโรคมะเร็ง!
จากสถิติตัวเลขของผู้ป่วยโรคมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติและสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ ประเทศฝรั่งเศส คาดการณ์ถึงจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งในปีที่ผ่านมา คือ พ.ศ.2553 มีมากถึงกว่า 118,601 คน โดยจำนวนผู้หญิงป่วยเป็นมะเร็งมากถึง65,514คน ส่วนผู้ชายมีมากถึง 53,087คน
ที่น่าสังเกตคือ มะเร็งที่เป็นกันมากในลำดับต้นๆ ทั้งกับชายและหญิง คือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะวิถีของเมืองใหญ่ นั่นคือ ปัจจัยในเรื่องของอาหาร อากาศ ซึ่งก็คือสิ่งแวดล้อม
หรืออย่างมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ตัวเลขในปัจจุบันก้าวขึ้นมาติดชาร์ตท็อปไฟว์เข้าไปแล้ว เป็นมะเร็งที่ชายไทยเป็นมากเป็นอันดับ 5
ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก็มาจากสภาพแวดล้อม การอยู่ในสถานที่ที่มีไฮโดรคาร์บอน ซึ่งก็คือ เบนซินเช่น ปั๊มน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรมโลหะหนัก
ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมีอธิบดีกรมอนามัยในฐานะประธานมูลนิธิกาญจนบารมีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร บอกว่า มะเร็งเป็นโรคที่คนไทยเป็นมากในอันดับต้นๆ ก็จริง แต่มะเร็งป้องกันได้ ถ้าหากวินิจฉัยพบในระยะแรกๆ หรือถ้าเป็นเพียงหนึ่งใน 3ก็ยังรักษาได้
สำหรับมูลนิธิกาญจนบารมีนั้น ดร.นพ.สมยศเล่าว่า ก่อตั้งขึ้นโดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ใช้ชื่อว่า”มูลนิธิกาญจนบารมี”นาน 10กว่าปีแล้วทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายและแนะนำการป้องกันมะเร็ง
แต่เดิมงานหลักของมูลนิธิคือสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์มหาวชิราลงกรณ์ซึ่งเป็นศูนย์มะเร็งที่ธัญบุรี หนึ่งใน 7ศูนย์มีทั้งรักษา วินิจฉัยมะเร็ง มีการผ่าตัด ฝังแร่รักษามะเร็งเสร็จสรรพอยู่ที่นั่น
เนื่องจากศูนย์นี้เป็นศูนย์ที่เกิดใหม่ งบประมาณไม่เพียงพอสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จึงพระราชทานให้ตั้งมูลนิธินี้เพื่อสนับสนุนการจ้างบุคลากรที่ขาดแคลน รวมทั้งช่วยเหลือคนไข้ระยะสุดท้ายที่ไม่มีเงินรักษา เนื่องจากตอนนั้นยังไม่มีโครงการ 30บาทรักษาทุกโรค พอมีโครงการ 30บาทการรักษาพยาบาลดีขึ้น ฉะนั้นเงินในส่วนนี้จึงใช้จ้างบุคลากรที่ขาดแคลน อย่างเจ้าหน้าที่รังสี เจ้าหน้าที่เทคนิค ฯลฯ และทำงานด้านการป้องกันมะเร็ง
ฉะนั้นในส่วนของมูลนิธิ จึงทำหน้าที่ให้ความรู้การดูแลรักษาตนเพื่อจะปลอดภัย จากโรคมะเร็ง โดยเน้นในเรื่องของการป้องกัน เพราะมะเร็งนั้นป้องกันได้
สาเหตุของมะเร็งยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับว่ามีตัวกระตุ้นหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด ประการแรกคือ ร่างกายของ ตัวเองมีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดต่างๆ และมีระบบการกำจัดทำลายหรือไม่
ประการที่สอง ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้น ได้แก่ 1. การติดเชื้อไวรัส/แบคทีเรียเช่น เชื้อไวรัสฮิวแมนแปปปิโลม่า ไวรัส(เอชพีวี) หรือหูดหงอนไก่ ไวรัสชนิดนี้จะติดจากการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ไวรัสนี้ถ้าเข้าไปติดที่ปากมดลูกอาจใช้เวลา 5-10ปี ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวผิดปกติ หรือติดเชื้อตับอักเสบชนิดบี ทำให้เกิดมะเร็งตับ เป็นต้น
2.การรับประทานอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น เนื้อปิ้งย่างจนไหม้ หรืออาหารที่ผสมดินประสิว เช่น แหนม ไส้กรอก กุนเชียง โดยดินประสิวที่ผสมกับเนื้อ เมื่อเข้าไปในกระเพาะจะไปรวมกับกรด เกิดเป็นสารที่เรียกว่า”ไนโตรซามีน”ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และอาหารสุกๆ ดิบๆเช่น ปลาน้ำจืดดิบที่มีเกล็ดเช่น ปลาซิว ปลาตะเพียนปลาแม่สะแด้ง ฯลฯ ปลาเหล่านี้จะมีพยาธิติดอยู่ตามเกล็ดถ้ากินดิบๆ จะมีพยาธิใบไม้ตับทำให้เป็นมะเร็งตับ
3.จากสิ่งแวดล้อม เช่นแสงแดด มีรังสีอัลตราไวโอเลตที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง รวมถึงน้ำมันเบนซิน โรงงานอุตสาหกรรม คือโลหะหนักพวกไฮโดรคาร์บอน (เบนซิน) และสารระเหยในโรงงานอุตสาหกรรม
ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ประธานมูลนิธิกาญจนบารมีบอกอีกว่าถ้าดูสถานการณ์ล่าสุดของจำนวนคนไทยที่ป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากตัวเลขของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งมีเพิ่มมากขึ้น จากเมื่อก่อนมีเพียง 6,000-7,000คน เพิ่มขึ้นสูงมากเป็น 65,000กว่าคน จากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เพิ่มขึ้นมาก
“สาเหตุของการเป็นมะเร็งเต้านมมาจากอาหาร การไม่ออกกำลังกาย และเกี่ยวกับการใช้หรือสัมผัสฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินไป เช่น คนไม่มีลูก เป็นโสดอายุ 45ปีเป็นต้นไป และผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ตัดไปข้างหนึ่งแล้วก็เสี่ยงต่อการเป็นอีกข้างมากเลย รวมถึงคนที่มีญาติเป็นมะเร็งเต้านมเช่น แม่ พี่สาว น้องสาว”
นอกจากนี้การชะลอการเข้าสู่ภาวะวัยทองโดยการกินฮอร์โมนเพศหญิง อย่างฮอร์โมนเอสโตรเจน ถือว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่?
คุณหมอสมยศบอกว่า ยังไม่ชัดว่าเป็นสาเหตุของมะเร็ง เพราะฮอร์โมนที่กินมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับฮอร์โมนที่มนุษย์เราผลิตได้ตามธรรมชาติ
แต่ถ้ากินเป็นปริมาณมากเพื่อปรับสรีระแบบกำยำล่ำสันให้เล็กลงและมีทรวดทรงองค์เอวมากขึ้น คุณหมอบอกว่า ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่มาก เพราะมะเร็งเต้านมนั้นสัมพันธ์กับฮอร์โมนมาก
ฉะนั้นคนที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 15ปี เช่น บางคนอายุ 8-9ขวบ ก็เข้าสู่วัยสาวแล้ว นับว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง รวมทั้งคนที่ประจำเดือนหมดช้าเช่น 50-60ปียังมีประจำเดือนอยู่ หรือผู้หญิงอ้วนๆ อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
ทั้งนี้ ในส่วนของการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง มีวิธีง่ายๆ 5เลี่ยง 5ต้อง ดังนี้
1.หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งซึ่งก็คือ 1.1งดสูบบุหรี่ 1.2กินอาหารประเภทปลาน้ำจืดชนิดที่มีเกล็ดต้องทำให้สุกเสียก่อน 1.3งดของปิ้งย่าง รมควัน (จะให้ดีให้ใช้กระดาษฟอยล์ห่อก่อนเพราะจะไม่ทำให้ความร้อนมากเกินไป) 1.4หลีกเลี่ยงการรับประทานไส้กรอก กุนเชียง 1.5เวลาออกแดดก็ต้องใส่หมวก หรือใช้ครีมกันแดด
2.ข้อพึงปฏิบัติ 2.1ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5หมู่ รับประทานผักผลไม้ให้มากกว่าวันละครึ่งกิโล หรือครึ่งหนึ่งของมื้ออาหาร
2.2ลดอาหารที่มีไขมัน
2.3ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละ 3-5วัน
2.4ตรวจเช็กร่างกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยทุก 5ปี และสตรีทุกคนต้องหัดตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละครั้ง
2.5ทำใจให้ร่าเริง-อย่าเครียด เพราะความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
เพียงเท่านั้นมะเร็งที่ว่าเป็นโรคร้ายก็กลายเป็นเรื่องเล็ก
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน