Category Archives: โรคมะเร็ง

แนะนำให้สุภาพสตรีใช้วิธี การออกกำลัง หนีมะเร็ง มดลูกได้

นักวิจัยสถาบันมะเร็งแห่งชาติของอเมริกา พบว่า สตรีที่ออกกำลังเหงื่อออกเป็นประจำ จะหนีห่างโรคมะเร็งของเยื่อบุมดลูกได้มากถึงร้อยละ 30

พวกเขาได้วิเคราะห์รายงานการศึกษาที่ได้ทำมาแล้ว 14 เรื่องด้วยกัน พบว่าการออกกำลังจะหนีห่างจากโรคนี้ เมื่อเทียบกับผู้ที่นั่งๆ นอนๆ มากระหว่างร้อยละ 20-40

รายงานผลการศึกษาตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ “วารสารมะเร็งแห่งอังกฤษ” กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่า การออกกำลังช่วยให้ห่างโรคมะเร็งเต้านม ลำไส้ ทางเดินอาหาร และไตได้ เพราะไขมันส่วนเกินของร่างกาย มักจะก่อให้ระดับฮอร์โมนสูงขึ้น ซึ่งไปช่วยทำให้เสี่ยงกับมะเร็งสูงขึ้นอีกต่อหนึ่ง

หัวหน้าผู้เรียบเรียงรายงาน นายสตีเวน มัวร์ กล่าวว่า “เรารู้มาแล้วว่า การรักษาน้ำหนักตัวให้พอเหมาะไว้ เป็นวิธีหนีห่างโรคมะเร็งมดลูกที่สำคัญทางหนึ่ง แต่ในการศึกษานี้ยังได้พบว่า การออกกำลังยังช่วยสร้างอำนาจป้องกันของมันเองขึ้นด้วย”.

ที่มา ไทยรัฐ

กินวิตามินบี1หนีห่าง โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ของสตรีมาก 2 ใน 3

นัก วิจัย ศูนย์มะเร็งเกาหลีใต้ เผยผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่กินผักและผลไม้ที่มีสารสารโฟเลตมากที่สุด จะหนี ห่างโรคได้มากกว่าผู้ทที่กินผลไม้น้อยกว่าถึง 2 ใน 3…

นักวิจัย เมืองกิมจิแนะนำให้ สตรีพากันกินผักใบเขียวดก และผลไม้จำพวกมะนาวและส้ม ซึ่งมีสารโฟเลตมากๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่เป็นที่น่าประหลาดว่า กลับไม่เผื่อแผ่ อานิสงส์ มาถึงเพศชายเลย

ดร.เจ.คิม แห่งศูนย์มะเร็งแห่งชาติ ของเกาหลีใต้ ได้พบจากการศึกษาจากคนไข้โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จำนวนเกือบ 600 ราย เทียบกับคนปกติจำนวนเท่ากันพบว่า ผู้หญิงที่กินผักและผลไม้เหล่านั้น ทำให้ได้สารโฟเลตมากที่สุด จะหนี ห่างโรคได้มากกว่าผู้ที่ได้กินสารโฟเลตหรือวิตามินบีน้อยที่สุด ได้ถึง 2 ใน 3 และได้ตั้งข้อสังเกตว่า ผลการศึกษาส่อให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนการกินอยู่อาจจะ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลงได้

ดร.คิม ได้พยายามศึกษาเรื่องนี้มานับแต่พบว่าตั้งแต่ทศวรรษ ปี พ.ศ. 2543 มา เมื่อคนเกาหลีใต้นิยมกินอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น ก็มีผู้เป็นโรคนี้สูงขึ้นถึง 6 เท่า

มะเร็งเต้านม ตรวจเช็คเบื้องต้น ด้วยตัวคุณเอง

1. ยืนเปลือยท่อนบนหน้ากระจก ไหล่ตั้งตรง แขนทั้งสองข้างแนบลำตัว ใช้สายตาพิจารณาหน้าอกแต่ละข้างในกระจกอย่างถ้วนถี่ ทุกมุม ทุกด้าน ตรวจดูว่ามีอาการบวม รอยจ้ำแดง รอยพับ ย่น หรือเนื้อบุ๋มลงหรือเปล่า

2. ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ และพิจารณาหน้าอก มองหาอาการผิดปกติเหมือนข้อแรก ถ้ามีสิ่งผิดปกติ คุณจะเห็นได้ง่ายขึ้นในท่านี้

3. บีบบริเวณหัวนมทีละข้าง เพื่อเช็คว่าไม่มีของเหลวไหลออกจากหัวนม

4. เริ่มตรวจจากหัวนม ใช้นิ้วมือค่อยๆ คลำหาก้อนเนื้อ ตุ่ม หรือผิวขรุขระ ตลอดทั่วทั้งหน้าอก ราวนม ไล่ไปจนถึงบริเวณใต้รักแร้ ซึ่งเป็นจุดที่มะเร็งมักก่อตัว

ที่มา : มาริชา เวสส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม และ http://www.healththai.com/content_detail.php?id=715

ความเสี่ยงมะเร็งเพิ่ม16% จากความสูงทุกๆ 4 ซม.

งานวิจัยเผยผู้หญิงสูงมีแนวโน้มมากขึ้น 1 ใน 3 ที่จะเป็นมะเร็งบางชนิด เชื่อสาเหตุอาจมาจากการที่คนสูงมีฮอร์โมนกระตุ้นเนื้อร้ายมากกว่าคนเตี้ย
การศึกษาที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบว่า ความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น 16% จากความสูงทุกๆ 4 เซนติเมตร

นักวิจัยศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างความสูงกับมะเร็งที่พบทั่วไป 10 ชนิด เช่น มะเร็งเต้านม ลำไส้ ไต มดลูก รังไข่ และมะเร็งเม็ดเลือดขาว ด้วยการตรวจสอบประวัติการรักษาพยาบาลของผู้หญิงวัยกลางคนในอังกฤษ 1.3 ล้านคน ระหว่างปี 1996-2001

นักวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่สูง 173 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ มีแนวโน้มเป็นมะเร็งมากกว่าผู้หญิงที่สูง 150 เซนติเมตรกว่า 33%

นักวิจัยระบุในรายงานที่อยู่ในวารสารแลนสิต ออนโคโลจี้ ว่า เหตุผลหนึ่งสำหรับความเชื่อมโยงนี้คือ ผู้หญิงสูงมักแตกเนื้อสาวเร็วกว่า ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ร่างกายพร้อมผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนจำนวนมาก ฮอร์โมนนี้เป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่รู้กันว่ากระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย

นอกจากนี้ นักวิจัยยังเชื่อว่า ฮอร์โมนการเติบโต เช่น insulin-like growth factors อาจเป็นคำอธิบายของเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือยิ่งมีฮอร์โมนชนิดนี้มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ร่างกายมีเซลล์มากขึ้นเท่านั้น จึงเพิ่มโอกาสที่จะมีเซลล์ที่กลายพันธุ์เป็นเนื้อร้าย หรือฮอร์โมนดังกล่าวอาจเพิ่มอัตราการแบ่งเซลล์และส่งผลให้ความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น

ดร.เจน กรีน ผู้นำการวิจัยจากแคนเซอร์ เอพิเดมิโอโลจี้ ยูนิตของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า แม้ความสูงโดยตัวของมันเองไม่ได้ส่งผลต่อมะเร็ง แต่อาจเป็นตัวบ่งชี้บางอย่างได้

“ข้อเท็จจริงที่ว่า มะเร็งหลายชนิดทีเดียวมีความเชื่อมโยงบ่อยครั้งกับความสูง บ่งชี้ว่าอาจมีกลไกร่วมกันที่บางทีเริ่มทำงานตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของชีวิตขณะเจริญเติบโต”

“แน่นอนคนเราเปลี่ยนความสูงไม่ได้” เธอบอก แต่ก็ชี้ว่าการเป็นคนสูงก็มีด้านบวก เป็นต้นว่าความสูงนั้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ ตลอดจนยังเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับมะเร็งที่ลดลงหรือถูกจำกัดไปเลยในหมู่ผู้สูบบุหรี่

ซารา ไฮโอม ผู้อำนวยการแผนกข้อมูลสุขภาพของแคนเซอร์ รีเสิร์ช ยูเค ขานรับว่า คนสูงไม่ควรตกอกตกใจกับงานวิจัยชิ้นนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้สูงกว่าเฉลี่ย ดังนั้น ความสูงจึงมีผลต่อความเสี่ยงมะเร็งของแต่ละคนน้อยมาก พร้อมบอกว่า ควรมีการวิจัยต่อไปเพื่อทำความเข้าใจกลไกที่แท้จริงของความเชื่อมโยงนี้

นอกจากนั้น การศึกษานี้ยังจำกัดกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงเท่านั้น จึงไม่เป็นที่ชัดจนว่าผู้ชายสูงจะมีความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ กระนั้น งานวิจัยในอดีตได้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความสูงกับโอกาสเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งอัณฑะที่เพิ่มขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ

5 กลยุทธ์พิชิตโรคร้ายหยุดมะเร็งด้วยตนเอง

แต่ในความเป็นจริง ทุกวันนี้ดูเหมือนโรคร้ายจะกรุ้มรุมเข้ามาใกล้ตัวเราทุกขณะอย่างมะเร็ง โรคร้ายที่นับวันมีแต่จะทวีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น
แม้ว่ามหาวิทยาลัยมหิดลจะประสบความสำเร็จในการทดลองใช้ยาเพื่อหยุดยั้งการขยายตัวของก้อนเนื้อร้ายโดยไม่ทำลายเซลล์เนื้อดีที่อยู่รอบข้าง เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับวงการแพทย์ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะกับมะเร็งสมอง
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังมีคนจำนวนมากป่วยด้วยโรคมะเร็ง!
จากสถิติตัวเลขของผู้ป่วยโรคมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติและสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ ประเทศฝรั่งเศส คาดการณ์ถึงจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งในปีที่ผ่านมา คือ พ.ศ.2553 มีมากถึงกว่า 118,601 คน โดยจำนวนผู้หญิงป่วยเป็นมะเร็งมากถึง65,514คน ส่วนผู้ชายมีมากถึง 53,087คน
ที่น่าสังเกตคือ มะเร็งที่เป็นกันมากในลำดับต้นๆ ทั้งกับชายและหญิง คือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะวิถีของเมืองใหญ่ นั่นคือ ปัจจัยในเรื่องของอาหาร อากาศ ซึ่งก็คือสิ่งแวดล้อม
หรืออย่างมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ตัวเลขในปัจจุบันก้าวขึ้นมาติดชาร์ตท็อปไฟว์เข้าไปแล้ว เป็นมะเร็งที่ชายไทยเป็นมากเป็นอันดับ 5
ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก็มาจากสภาพแวดล้อม การอยู่ในสถานที่ที่มีไฮโดรคาร์บอน ซึ่งก็คือ เบนซินเช่น ปั๊มน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรมโลหะหนัก
ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมีอธิบดีกรมอนามัยในฐานะประธานมูลนิธิกาญจนบารมีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร บอกว่า มะเร็งเป็นโรคที่คนไทยเป็นมากในอันดับต้นๆ ก็จริง แต่มะเร็งป้องกันได้ ถ้าหากวินิจฉัยพบในระยะแรกๆ หรือถ้าเป็นเพียงหนึ่งใน 3ก็ยังรักษาได้
สำหรับมูลนิธิกาญจนบารมีนั้น ดร.นพ.สมยศเล่าว่า ก่อตั้งขึ้นโดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ใช้ชื่อว่า”มูลนิธิกาญจนบารมี”นาน 10กว่าปีแล้วทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายและแนะนำการป้องกันมะเร็ง
แต่เดิมงานหลักของมูลนิธิคือสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์มหาวชิราลงกรณ์ซึ่งเป็นศูนย์มะเร็งที่ธัญบุรี หนึ่งใน 7ศูนย์มีทั้งรักษา วินิจฉัยมะเร็ง มีการผ่าตัด ฝังแร่รักษามะเร็งเสร็จสรรพอยู่ที่นั่น
เนื่องจากศูนย์นี้เป็นศูนย์ที่เกิดใหม่ งบประมาณไม่เพียงพอสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จึงพระราชทานให้ตั้งมูลนิธินี้เพื่อสนับสนุนการจ้างบุคลากรที่ขาดแคลน รวมทั้งช่วยเหลือคนไข้ระยะสุดท้ายที่ไม่มีเงินรักษา เนื่องจากตอนนั้นยังไม่มีโครงการ 30บาทรักษาทุกโรค พอมีโครงการ 30บาทการรักษาพยาบาลดีขึ้น ฉะนั้นเงินในส่วนนี้จึงใช้จ้างบุคลากรที่ขาดแคลน อย่างเจ้าหน้าที่รังสี เจ้าหน้าที่เทคนิค ฯลฯ และทำงานด้านการป้องกันมะเร็ง
ฉะนั้นในส่วนของมูลนิธิ จึงทำหน้าที่ให้ความรู้การดูแลรักษาตนเพื่อจะปลอดภัย จากโรคมะเร็ง โดยเน้นในเรื่องของการป้องกัน เพราะมะเร็งนั้นป้องกันได้
สาเหตุของมะเร็งยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับว่ามีตัวกระตุ้นหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด ประการแรกคือ ร่างกายของ    ตัวเองมีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดต่างๆ และมีระบบการกำจัดทำลายหรือไม่
ประการที่สอง ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้น ได้แก่ 1. การติดเชื้อไวรัส/แบคทีเรียเช่น เชื้อไวรัสฮิวแมนแปปปิโลม่า ไวรัส(เอชพีวี) หรือหูดหงอนไก่ ไวรัสชนิดนี้จะติดจากการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ไวรัสนี้ถ้าเข้าไปติดที่ปากมดลูกอาจใช้เวลา 5-10ปี ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวผิดปกติ หรือติดเชื้อตับอักเสบชนิดบี ทำให้เกิดมะเร็งตับ เป็นต้น
2.การรับประทานอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น เนื้อปิ้งย่างจนไหม้ หรืออาหารที่ผสมดินประสิว เช่น แหนม ไส้กรอก กุนเชียง โดยดินประสิวที่ผสมกับเนื้อ เมื่อเข้าไปในกระเพาะจะไปรวมกับกรด เกิดเป็นสารที่เรียกว่า”ไนโตรซามีน”ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และอาหารสุกๆ ดิบๆเช่น ปลาน้ำจืดดิบที่มีเกล็ดเช่น ปลาซิว ปลาตะเพียนปลาแม่สะแด้ง ฯลฯ ปลาเหล่านี้จะมีพยาธิติดอยู่ตามเกล็ดถ้ากินดิบๆ จะมีพยาธิใบไม้ตับทำให้เป็นมะเร็งตับ
3.จากสิ่งแวดล้อม เช่นแสงแดด มีรังสีอัลตราไวโอเลตที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง รวมถึงน้ำมันเบนซิน โรงงานอุตสาหกรรม คือโลหะหนักพวกไฮโดรคาร์บอน (เบนซิน) และสารระเหยในโรงงานอุตสาหกรรม
ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ประธานมูลนิธิกาญจนบารมีบอกอีกว่าถ้าดูสถานการณ์ล่าสุดของจำนวนคนไทยที่ป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากตัวเลขของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งมีเพิ่มมากขึ้น จากเมื่อก่อนมีเพียง 6,000-7,000คน เพิ่มขึ้นสูงมากเป็น 65,000กว่าคน จากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เพิ่มขึ้นมาก
“สาเหตุของการเป็นมะเร็งเต้านมมาจากอาหาร การไม่ออกกำลังกาย และเกี่ยวกับการใช้หรือสัมผัสฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินไป เช่น คนไม่มีลูก เป็นโสดอายุ 45ปีเป็นต้นไป และผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ตัดไปข้างหนึ่งแล้วก็เสี่ยงต่อการเป็นอีกข้างมากเลย รวมถึงคนที่มีญาติเป็นมะเร็งเต้านมเช่น แม่  พี่สาว น้องสาว”
นอกจากนี้การชะลอการเข้าสู่ภาวะวัยทองโดยการกินฮอร์โมนเพศหญิง อย่างฮอร์โมนเอสโตรเจน ถือว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่?
คุณหมอสมยศบอกว่า ยังไม่ชัดว่าเป็นสาเหตุของมะเร็ง เพราะฮอร์โมนที่กินมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับฮอร์โมนที่มนุษย์เราผลิตได้ตามธรรมชาติ
แต่ถ้ากินเป็นปริมาณมากเพื่อปรับสรีระแบบกำยำล่ำสันให้เล็กลงและมีทรวดทรงองค์เอวมากขึ้น คุณหมอบอกว่า ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่มาก เพราะมะเร็งเต้านมนั้นสัมพันธ์กับฮอร์โมนมาก
ฉะนั้นคนที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 15ปี เช่น บางคนอายุ 8-9ขวบ ก็เข้าสู่วัยสาวแล้ว นับว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง รวมทั้งคนที่ประจำเดือนหมดช้าเช่น 50-60ปียังมีประจำเดือนอยู่ หรือผู้หญิงอ้วนๆ อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
ทั้งนี้ ในส่วนของการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง มีวิธีง่ายๆ 5เลี่ยง 5ต้อง ดังนี้
1.หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งซึ่งก็คือ 1.1งดสูบบุหรี่ 1.2กินอาหารประเภทปลาน้ำจืดชนิดที่มีเกล็ดต้องทำให้สุกเสียก่อน 1.3งดของปิ้งย่าง รมควัน (จะให้ดีให้ใช้กระดาษฟอยล์ห่อก่อนเพราะจะไม่ทำให้ความร้อนมากเกินไป) 1.4หลีกเลี่ยงการรับประทานไส้กรอก กุนเชียง 1.5เวลาออกแดดก็ต้องใส่หมวก หรือใช้ครีมกันแดด
2.ข้อพึงปฏิบัติ 2.1ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5หมู่ รับประทานผักผลไม้ให้มากกว่าวันละครึ่งกิโล หรือครึ่งหนึ่งของมื้ออาหาร
2.2ลดอาหารที่มีไขมัน
2.3ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละ 3-5วัน
2.4ตรวจเช็กร่างกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยทุก 5ปี และสตรีทุกคนต้องหัดตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละครั้ง
2.5ทำใจให้ร่าเริง-อย่าเครียด เพราะความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
เพียงเท่านั้นมะเร็งที่ว่าเป็นโรคร้ายก็กลายเป็นเรื่องเล็ก

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

กรมวิทเตือน การ “ย้อมผม” เสี่ยงมะเร็ง !!

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเตือนผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมในรูปแบบแชมพู ซึ่งมีการโฆษณาทำให้เข้าใจผิดเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทแชมพูสระผมที่สระแล้วทำให้สีผมเปลี่ยนไปว่า ขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมเหล่านี้ เพราะมีขายทั่วไปในท้องตลาดและมีหลายประเภท ทั้งประเภทย้อมผมชั่วคราว ได้แก่ ดินสอทาสีผม สเปรย์ย้อมสีผม ประเภทย้อมผมกึ่งถาวร สีจะคงทนได้นาน 3-5 สัปดาห์ ได้แก่ แชมพูย้อมสีผม โลชั่นและโฟมย้อมสีผม และประเภทย้อมผมถาวรจะทนทานต่อการสระด้วยแชมพู เนื่องจากมีสีออกซิเดชั่น เช่น สารพาราฟินีลินไดอะมีน (p-phenylenediamine) รวมทั้งเกลือและอนุพันธุ์ของสารนี้ เป็นสารก่อกลายพันธุ์และทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง

“มีรายงานว่า สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดถาวร เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้หลายชนิด นอกจากนี้ ยังพบว่าสารพาราฟินีลินไดอะมีน พาราอะมีโนฟีนอล เป็นสีย้อมที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดการแพ้ได้ โดยจะมีอาการบวมบริเวณเปลือกตา ใบหน้า และริมฝีปาก อาการขั้นแรกผิวหนังมีผื่นแดงเป็นตุ่มใส และมีน้ำเหลือง มีอาการคันมากบริเวณศีรษะ ใบหน้า และต้นคอ ถ้าแพ้มากทำให้หายใจลำบาก นอกจากนี้ทำให้เกิดจ้ำเขียวเป็นผื่น” นพ.บุญชัยกล่าว และว่า ผู้บริโภคจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และห้ามใช้หากหนังศีรษะมีรอยถลอก เป็นแผลหรือโรคผิวหนัง

ที่มา : matichon

14 หนทางสู่การเป็น “มะเร็ง”

มะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ รวดเร็ว และมากกว่าปกติ ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็จะ ทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการ เจริญเติบโตของหลอดเลือด ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะ เรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็ง เม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

เท่าที่มีรายงานไว้ใน ขณะนี้ มะเร็งที่พบในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 100 ชนิด มะเร็งแต่ละชนิดจะมีการ ดำเนินของโรคไม่เหมือนกัน เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง จะมีการดำเนินชนิดของ โรค ที่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีชีวิตการอยู่รอดสั้นกว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

การรักษามะเร็งแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะของมะเร็ง สภาพร่างกาย และความเหมาะสม ของผู้ป่วยมะเร็ง การรักษาจะยากหรือง่ายนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งและ การดำเนินโรคของมะเร็งด้วย เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งผิวหนัง รักษาง่ายกว่า มะเร็งปอด มะเร็งสมอง เป็นต้น

บางคนรู้ตัวก่อนว่าเป็นขั้นไหนก็อาจจะรักษาบำบัดได้ทัน ถ้ากับบางคนมารู้ตัวทีหลังก็เป็นระยะที่สายเกินแก้เสียแล้ว มะเร็งบางคนอาจเกิดจากพันธุกรรม และบางคนก่อร่างสร้างด้วยพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โดยขอให้เลี่ยงพฤติกรรมที่มะเร็งโปรดทั้งหลายต่อไปนี้ครับ

1) นอนดึก ทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา นอกจากนั้นยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่นได้เช่น ความดันโลหิตสูง, ไขมันสูงและโรคอ้วนด้วยว่าเมื่อนอนดึกแล้วมักจะหิวและต้องหาของขบเคี้ยวมา กินแก้ปากว่างกัน

2) คึกสูบบุหรี่และขี้เหล้า ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก แม้จะสูบซิการ์ซึ่งมีนิโคตินต่ำกว่าบุหรี่ก็ตามที หรือดื่มเหล้าแบบกลั่นอย่างดีของฝรั่ง แต่ตัวมันเองก็สร้าง “สนิมมะเร็ง” ออกมาไม่น้อย ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็งครับ

3) เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง ไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะ ใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่ มันจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบไม่เหลือเลือดอัน สมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ตัวเราจึงผอมเอาๆตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไวไม่มีลิมิตชีวิตหดหู่แน่

4) แฝงด้วยเครียดจัด จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็วราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น

5) ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย ดังที่กล่าวไปว่าถ้าภูมิดีก็มีพลังต้านมะเร็งได้ตั้งแต่ในเซลล์แรกที่อุตริ เกิดขึ้นมา ด้วยตามปกติในกายเราก็มีเซลล์แบบมะเร็งนี้เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆทุกวัน วานอยู่แล้ว ถ้าไม่มีภูมิที่ดีนี้เราคงได้เห็นเด็กเล็กเริ่มเป็นมะเร็งกันพร้อมๆกับการ หัดพูดแล้ว สำหรับในคนที่ภูมิไม่ดีไม่มีการออกกำลัง พักผ่อนน้อย โดยเฉพาะในผู้อายุมากที่ภูมิต่ำก็จะได้มะเร็งแถมเข้ามาในชีวิตทันที ดังนั้นถ้าเคยมีประวัติไวรัสตับอักเสบบีแล้วก็ต้องพยายามเสริมภูมิต้านโรค ไว้ให้รู้สึกอยู่เสมอว่าเรามีระเบิดเวลาในกายจะได้ไม่ประมาทครับ

6) ปล่อยกายให้อ้วน สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตามตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย

7) ล้วนขาดวิตามิน ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไปก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา

8) กินของร้อนจัดไป เช่นซดชาร้อนหรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น

9) ทำให้โคเลสเตอรอลลดต่ำ พบว่าถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดีครับ มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา

10) ทำกลั้นปัสสาวะ น้ำปัสสาวะเป็นของเสียยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นมันก็ไม่ต่างอะไร กับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เราก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

11) ปะทะเค็มจัด พบว่าสิ่งมีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวกเนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย

12) ประวัติมะเร็งในครอบครัว มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ เช่นมะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าป้องกันไว้ดีๆแล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้นมาครับ

13) ตัวตากแดดบ่อย แสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจจนเครื่องในรวนหมด ครับ เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งกลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

14) ไม่ค่อยช่วยใคร ถ้าพูดให้ง่ายเข้าคือเห็นแก่ตัวและไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้วเรามักไม่ค่อยได้นึก ถึงตัวเองนักและเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ “อยาก” อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี “สารสุข” หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้วครับ

ที่มา : นพ.กฤษดา ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ) (bangkokbiznews)

กินอย่างไร ห่างไกลจากมะเร็งลำไส้ใหญ่

เรื่องกินไม่เคยเป็นเรื่องเล็กเสมอ ไม่ว่าจะเป็นมื้อไหน เวลาไหน กับใคร ที่ไหน กินยังไง คิดในมุมไหนก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะทุกอย่างที่คุณกินย่อมส่งผลถึงร่างกายของคุณทั้งสิ้น ยิ่งทุกวันนี้คนกว่าร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในเขตเมืองซึ่งเต็มไปด้วยความเร่งรีบ การให้ความสำคัญกับการกินที่ผิดๆ เช่นว่ากินแต่อาหารอุ่นร้อนจากไมโครเวฟที่ปราศจากกากใย กินอาหารฟาสต์ฟู้ดเพราะต้องการเอาเวลาไปทำอย่างอื่น เรื่องพวกนี้นำพามาซึ่งโรคหนึ่ง ดูเหมือนมีแนวโน้มว่าคนวัยหนุ่มสาวจะเป็นมากขึ้น นั่นคือ มะเร็งในลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer)

มะเร็งในลำไส้ใหญ่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นลำดับต้นๆ ของมะเร็งทั้งหมดที่มี ปัจจุบันชายไทยเป็นมะเร็งชนิดนี้มากเป็นอันดับ 3 และเป็นอันดับ 5 ในผู้หญิง แม้ว่าโดยมากจะพบในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันพบว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดในคนที่มีอายุน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อดูประวัติของผู้ป่วยเกือบทั้งหมด พบว่าปัญหามาจากการไม่ให้ความสำคัญกับรูปแบบการใช้ชีวิตและอาหารการกิน

พญ.สุทธิรา เลิศอมรพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ ประจำโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน ให้คำแนะนำถึงการสังเกตอาการเริ่มต้นของคนวัยทำงานที่อาจจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ว่า

“อาการที่น่าสงสัยน่าจะมาจากการถ่ายผิดปกติไปจากเดิม ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระมีเลือดปน อุจจาระมีขนาดเล็กลง อ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โลหิตจาง กรณีที่บางคนไม่พบว่ามีอาการผิดปกติเลย แล้วเมื่อไหร่ที่จำเป็นจะต้องได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้เบื้องต้น ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ก็ได้แก่ มีประวัติมะเร็งในครอบครัวที่ไม่จำกัดแค่มะเร็งลำไส้ การดื่มสุราและ/หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ การกินแต่อาหารไขมันสูง รวมถึงไม่กินผักและผลไม้ นอกจากนี้คนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเลย แต่มีอายุมากกว่า 50 ปี ต้องมาตรวจคัดกรองมะเร็ง เพราะอุบัติการณ์ของมะเร็งจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป”

แพทย์จะมีวิธีการตรวจคัดกรองโรค 3 วิธี คือหนึ่ง, การตรวจเลือดในอุจจาระ สอง, การตรวจเอกซเรย์สวนแป้งดูลำไส้ (Barium enema) และสุดท้ายคือการส่องกล้องตรวจลำไส้ (Colonoscopy)

หากคุณยังหนุ่มยังแน่น ยินดีด้วย คุณยังมีโอกาสห่างไกลจากโรคเหล่านี้อยู่มาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณต้องปรับเปลี่ยนวิธีการกิน คุณควรหันมาบริโภคผักผลไม้ให้มากขึ้น และหลากสีอีกด้วย ของพวกนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระและมีเส้นใยสูง ยังมีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า ผักตระกูลกะหล่ำ มีส่วนช่วยลดสารก่อมะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งได้แก่ บร็อคโคลี ดอกกะหล่ำ ผักกาด และผักวอเตอร์เครส แขนงผัก และ
หัวไชเท้า เป็นต้น

เปลี่ยนชีวิตต้านมะเร็ง เรามี 5 ข้อง่ายๆ ที่อยากให้คุณใส่ใจเพื่อห่างจากการเป็นมะเร็ง

1. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม น้ำจะช่วยสร้างความสมดุลให้กับเซลล์และฮอร์โมนในร่างกายให้ทำงานได้ปกติ รวมทั้งช่วยขับของเสียในร่างกาย

2. กินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่มีใยอาหารสูงเป็นประจำ เช่น ธัญพืชต่างๆ ข้าวกล้อง ของเหล่านี้มีคุณสมบัติดูดซับสารก่อมะเร็งก่อนขับออกสู่ร่างกาย

3. หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมัน หรือบริโภคแต่น้อย

4. เลือกบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น เมนูปลาทะเล น้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และน้ำมันถั่วเหลือง

5. หากคุณเป็นพวกคอทองแดงที่ดื่มเป็นประจำ ข้อนี้อาจจะยากหน่อยแต่ก็จำเป็นต้องทำ คุณควรลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูงๆ ไวน์สักหนึ่งแก้วเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าวิสกี้บ่ม 18 ปี และเลิกสูบบุหรี่อย่างจริงๆ จังๆ ซะทีเพื่อตัวคุณเอง

นั่งนานๆ เสี่ยงการเป็นมะเร็ง จริงหรือไม่?

นั่งนานๆ เสี่ยงการเป็นมะเร็ง

 

 

นั่งนานๆ เสี่ยงการเป็นมะเร็ง จริงหรือไม่?

ที่ประชุมของ American Institute for Cancer Research ชี้ว่า การไม่ออกกำลังอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งได้ โดย คริสตีน ฟรีดเดนไรช์ นักระบาดวิทยาและทีมวิจัยจาก Alberta Health Services-Cancer Care ในแคนาดา ชี้ว่า การไม่ออกกำลังอาจเป็นสาเหตุของ มะเร็งปอด 37,200 ราย มะเร็งเต้านม 49,000 ราย และ มะเร็งลำไส้ 43,000 ราย ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี
ทั้งนี้ นักวิจัยยังชี้ว่า เฉลี่ยแล้วผู้ใหญ่ทั่วไปนั่งวันละ 15.5 ชั่วโมง แต่ข่าวดีก็คือเพียงลุกขึ้นมาเดินแค่ 1-2 นาที ก็จะช่วยลดระดับสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งในร่างได้แล้วค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก lasa ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

โรคมะเร็งกับผู้หญิง : มะเร็งปากมดลูก (2)

หลายคนอาจสงสัยว่าปากมดลูกที่ยังเป็นปกติ มีแต่เนื้อเยื่อสุขภาพดี แล้วอยู่ๆ ทำไมเนื้อดีๆ ถึงต้องกลายเป็นมะเร็งด้วย?

คำอธิบายเรื่องนี้ โดยอาศัยข้อมูลทางการแพทย์ เรื่องสารก่อมะเร็ง สามารถให้ความกระจ่างแก่พวกเรา ได้เพียงบางกรณีเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะ ปัจจุบันเพิ่งค้นพบสารก่อมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิด เชื่อว่าทุกสถาบันวิจัย กำลังค้นคว้าอย่างขะมักเขม้น ไม่นานคงมีรายงานที่น่าเชื่อถือ มาขู่ให้เรากลัวโน่นระวังนี่อีกเป็นแน่ ส่วนสาเหตุที่มาจากเรื่องทางพันธุกรรม ก็เพียงช่วยอธิบายโรค ที่เกิดในคนไข้เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น มีคนอีกจำนวนมาก ที่อาจเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ห้ามชะล่าใจเด็ดขาด

สารก่อมะเร็งปากมดลูกที่พิสูจน์แล้วว่า เป็นของจริงได้แก่ เชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ติดต่อได้ทางการมีเพศสัมพันธ์ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ตัวเชื้อจะเกาะอยู่ตาม เยื่อบุผิวของอวัยวะสืบพันธุ์ HPV บางชนิดอาจทำให้เกิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่แสดงอาการออกมาชัดเจน เช่น โรคหูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata) แต่ HPV ชนิดที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง มักหลบซ่อนตัว อาศัยอยู่อย่างเงียบๆ ตามเยื่อบุผิวที่ต่างๆ โดยเฉพาะที่ปากมดลูก บางครั้งอยู่เฉยๆ นานเป็นปีๆ แล้ววันดีคืนดี เชื้อไวรัสที่ดูเฉื่อยๆ นี่แหละ จะเริ่มแผลงฤทธิ์ออกลาย กระทำตัวเป็นเจ้านาย ออกคำสั่งให้ เซลล์เยื่อบุผิวที่อาศัยอยู่นั้น เปลี่ยนลักษณะหน้าตา ไปเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ ไม่อยู่ในระเบียบวินัย ความผิดปกติที่เกิดขึ้น หากมีการขยายขนาดออกไป จนเต็มความหนาของชั้นเยื่อบุผิว และเริ่มกินทะลุลงไป ในเนื้อเยื่อส่วนลึกๆ เมื่อไร ก็ถือว่าเป็นมะเร็ง (Invasive Cancer) ทันที ส่วนพวกที่ความผิดปกติ ยังกินไม่ทะลุผ่านชั้นเยื่อบุผิว เราเรียกว่า ระยะก่อนเป็นมะเร็ง (Cervical Intraepithelial Neoplasia-Cin) หรือบางแห่งเรียกว่า มะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก (Preinvasive Disease) แบ่งเป็น 3 ระยะตามระดับความหนาน้อย หนามากของความผิดปกตินั่นเอง

ระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก ใช้เวลานานอย่างน้อย 1-2 ปี กว่าจะกินทะลุลึกลงจนเป็นมะเร็ง ช่วงแรกๆ มักไม่มีอาการ (หลอกให้ตายใจ) ถ้าเราไหวตัวทัน รีบค้นหาด้วยการหมั่นตรวจภายใน ตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูกประจำปี ก็คงไม่พลาดโอกาสงามๆ ที่จะตรวจพบและรักษาก่อน แต่ถ้าปล่อยปละละเลยตนเอง ผลัดวันประกันพรุ่งไม่ยอมไปตรวจซะที (แบบที่คุณบางคนกำลังรีรออยู่ !) โรคร้ายมันไม่คอยท่าเรานะ มารู้สึกกันอีกที ก็ตอนเลือดออกผิดปกติ หรือตกขาวมีกลิ่น กลายเป็นก้อนเนื้อมะเร็งไปซะแล้ว

ถึงบรรทัดนี้ ขอเวลาทำความเข้าใจ กันสักเล็กน้อย จริงๆ แล้ว การตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก ควรใช้คำที่ถูกต้องว่า การตรวจเซลล์วิทยา ของเยื่อบุผิวปากมดลูก จะดูดีกว่า เพราะที่เรียกกันว่า การตรวจมะเร็ง เป็นเพียงการตรวจแบบคัดกรอง กล่าวคือ แพทย์ใช้อุปกรณ์สะอาด ป้ายเอาเซลล์ที่อยู่บริเวณผิว ของปากมดลูกไปตรวจเท่านั้น ไม่ได้เอาชิ้นเนื้อเป็นชิ้นๆ ไปวิเคราะห์ วิธีตรวจแบบนี้ จึงยังไม่ใช่การวินิจฉัยโรค เป็นแต่บอกให้เราทราบอย่างคร่าวๆ ว่า พบสิ่งผิดปกติหรือไม่ การรายงานผลผิดปกติ ไม่ได้หมายความว่า เป็นมะเร็งปากมดลูกเสมอไป มีสาเหตุอีกหลายประการ นอกจากระยะก่อนเป็นมะเร็ง หรือก้อนเนื้อมะเร็ง ที่ทำให้ผลการตรวจมะเร็งปากมดลูกผิดปกติได้ เช่น การอักเสบเรื้อรัง, ปากมดลูกปกติของสตรีวัยทอง หรือหลังคลอดใหม่ๆ , เชื้อไวรัส HPV ฯลฯ

รู้จักกันซะอย่างนี้แล้ว เมื่อได้รับแจ้งว่าผลการตรวจ มะเร็งปากมดลูกผิดปกติ ก็อย่าเพิ่งสติแตก ตีตนไปก่อนไข้ล่ะ คุณอาจไม่ได้เป็นมะเร็งก็ได้ แต่ต้องรีบมารับการตรวจเพิ่มเติม ด้วยกล้องขยายที่เรียกว่า คอลโปสโคป (Colposcope) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่ไม่ยุ่งยาก (และไม่เจ็บด้วย) กล้องขยายพิเศษนี้ ช่วยส่องขยายปากมดลูก ให้ใหญ่ขึ้นเป็นสิบๆ เท่า ทำให้นรีแพทย์ผู้ตรวจ มองเห็นพื้นผิวปากมดลูกอย่างชัดเจน ตำแหน่งใดที่มีลักษณะน่าสงสัยว่าผิดปกติ แพทย์จะนำชิ้นเนื้อบริเวณนั้น ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อให้ได้การวินิจฉัยโรคที่แน่นอน

เมื่อทราบแน่นอนว่า ความผิดปกติที่ปากมดลูกเกิดจากอะไรแล้ว เราคงปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ แพทย์จะแนะนำการรักษา ที่เหมาะสมกับโรคแต่ละชนิด มีทางเลือกหลายทาง สำหรับ HPV และระยะก่อนเป็นมะเร็ง เช่น การจี้ด้วยความเย็น (Cryosurgery), การยิงทำลายด้วยแสงเลเซอร์ (Laser Vaporization), การใช้ลวดผ่านกระแสไฟฟ้า ฝานเอาชิ้นเนื้อที่ผิดปกติทิ้ง (Leep), การตัดคว้านปากและคอมดลูกออกเป็นรูปกรวย (Conization) เป็นต้น วิธีใดจะโดนใจตรงกับโรคที่สุด ขอให้เป็นหน้าที่ของนรีแพทย์ ผู้รักษากับตัวคุณผู้หญิงปรึกษากันเอง

นายแพทย์ภานนท์ เกษมศานติ์
แผนกสูตินรีเวชกรรม

แหล่งข้อมูล : วารสารโรงพยาบาลรามคำแหง ฉบับที่ 15 – www.ram-hosp.co.th/books