Category Archives: โรคอ้วน

“อ้วน” มาก เสี่ยงโรค

"อ้วน" มาก เสี่ยงโรคความอ้วน หรือไขมันส่วนเกิน เป็นศัตรูวายร้ายอันดับหนึ่งที่ทำลายความสวยงามของคุณสุภาพสตรี อีกทั้งเมื่อไหร่ที่ความอ้วนได้ยึดครองเรือนร่างของใครแล้ว มักไม่มาอาศัยเดี่ยว แต่ชอบชวนญาติร่วมก๊วนที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกด้วย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (meatbolism) และโรคหลอดเลือดหัวใจ

ตัวอย่างของคนอ้วนที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (metabolic syndrome) ได้แก่ ความยาวเส้นรอบเอวมาก หรือ “อ้วนลงพุง” ความดันโลหิตสูง น้ำตาลและไขมันในเลือดล้นเกิน เป็นต้น โดยมักจะค่อยๆ ชักชวนกันมาลงหลักปักฐานทีละนิดทีละหน่อย ในเรือนร่างของคนที่อ้วนจนเกิดเป็นโรคอื่นๆ ตามมาอีกนานับประการ

การสำรวจล่าสุด พบว่า ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ได้ครอบงำทั้งผู้หญิงในเมืองและชนบทในรูปแบบต่างๆ ข้อเท็จจริงที่แทบไม่อยากเชื่อแต่ต้องเชื่อ เพราะเป็นผลจากการสำรวจระดับชาติ คือ ปัญหาความอ้วน และไขมันในเลือดสูงนั้น พบมาในผู้หญิงต่างจังหวัดมากกว่าผู้หญิงเมืองหรือผู้ชายเมืองเสียอีก

ภัยจากความอ้วนมีผลต่อสุขภาพของผู้หญิงมากมาย

- ความอ้วนก่อเบาหวานและส่งผลต่อเมตาบอลิซึมรวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

เนื้อเยื่อของคนอ้วนมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินออกฤทธิ์ได้ น้อยลง เกิดภาวดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลิน (insulin resistance) ทำให้การขนถ่ายกลูโคสเข้าเซลล์ลดลงและขัดขวางการเผาผลาญกลูโคสภายในเซลล์ ทำให้มีกลูโคสหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดมากจนก่อให้เกิดโรคเบาหวาน คนที่อ้วนลงพุงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึงเกือบ 3 เท่า

- ความอ้วนก่อมะเร็งได้

เซลล์ไขมันผลิตฮอร์โมนและสารที่ส่งเสริมการเติบโตของมะเร็ง ภาวะอ้วนจะทำให้มีสารเหล่านี้ปริมาณสูงอยู่เป็นเวลานานและส่งผลต่อเซลล์ เยื่อบุผิวลำไส้จนเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งโดยผ่านวงจรและกลไกใหม่ โดยพบว่าผู้หญิงที่มีค่าดัชนีมวลกายเพิ่มขึ้นทุก 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดสูงขึ้นมาก เช่น มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ถุงน้ำดี หลอดอาหาร และไต โดยผู้หญิงชาวเอเชียแปซิฟิกที่อ้วนจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมมากเป็น พิเศษ ทั้งระยะก่อนและหลังหมดประจำเดือน

- ความอ้วนก่อโรคอันตรายอื่นๆ ได้

นอกเหนือจากจะตั้งครรภ์ได้ยากแล้ว อาจทำให้เกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือครรภ์เป็นพิษ ลูกที่เกิดออกมามักจะตัวใหญ่เกินปกติ และการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก็มักเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนน้ำหนัก ปกติกว่าสองเท่า ผู้หญิงที่อ้วนมากมักไม่ขอบไปตรวจภายในและเอกซเรย์เต้านม จึงทำให้ขาดโอกาสในการตรวจหาโรคมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้มนมตั้งแต่ในระยะต้น จึงมักพบโรครุนแรงถึงชีวิตมากกว่า รวมทั้งมีโอกาสเกิดโรคไต โรคข้อเข่าเสื่อมได้บ่อยกว่าผู้ชาย

อนึ่ง หากเป็นผู้หญิงสูงวัย อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า obesity paradox phenomenor คือ รูปร่างอวบท้วมนิดๆ แต่กลับเป็นประโยชน์เหมือนได้รับพรคุ้มครอง จึงไม่ควรไปบีบบังคับผู้หญิงสูงวัยให้ผอมลงแบบคนสาว

ทั้งนี้ กรณีที่ผอมมากเกินไป (ค่า BMI น้อยกว่า 18.5) หรืออ้วนมากเกินไป (ค่า BMI ตั้งแต่ 35 ขึ้นไป) ในวัยนี้ ก็ยังคงเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอยู่ แต่ถ้าน้ำหนักท้วมๆ อวบๆ ขึ้นมานิดหน่อย กลับพบว่าดูจะปลอดภัยกับสุขภาพโดยรวมมากว่าปล่อยให้ผอมหรืออ้วนเกินไป ดังนั้นผู้หญิงสูงวัยจึงควรได้รับการผ่อนผันให้มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นตาม มาได้นิดหน่อย แต่ก็อย่าปล่อยตัวให้อ้วนมากจนเกินไปก็แล้วกัน

แนวทางแก้ไขปัญหาความอ้วน

หัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความอ้วน ซึ่งเริ่มเป็นปัญหาระดับชาติ คือ การให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงปัญหาโรคอ้วนให้ทั่วถึงในระดับประชาชน เพราะสถานการณ์โรคอ้วนปัจจุบันนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคลอีกต่อไปแล้ว บางครั้งแค่ลองพิจารณารูปแบบการดำเนินชีวิตของตัวเราเองในแต่ละวัน ก็จะรู้ว่าแอบสะสมไขมันไว้ตรงไหน จากนั้นควรลงมือแก้ไขทันทีจะดีกว่า เพราะนิยามแห่งค่าตัวเลขนั้นเป็นเพียงเครื่องเตือนใจให้ไม่ประมาทในการดำรง ชีวิตเป็นสำคัญ

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘โรคอ้วน’ของแถมที่มาพร้อมเทคโนโลยี

ผลศึกษาชี้ว่า “โรคอ้วน” กลายเป็นของแถมที่มาพร้อมเทคโนโลยี ทุกๆ 10% ที่แต่ละประเทศลงทุนด้านไอซีทีเพิ่ม อัตราคนไซส์บิ๊กจะสูงขึ้น 1%

 

‘โรคอ้วน’ของแถมที่มาพร้อมเทคโนโลยี

ถึงแม้จะมีหลายสาเหตุที่ทำให้ผู้คนเป็นโรคอ้วน ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่กินเข้าไป วิธีการกิน การออกกำลังกาย แต่ดูเหมือนจะมีอีกหนึ่งสาเหตุที่ไม่อาจมองข้าม นั่นคือ ผลข้างเคียงจากโลกยุคเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ผู้คนนั่งติดเก้าอี้แทนที่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว

 

ผลวิจัยล่าสุดพบว่า ทุกๆ 10% ที่ประเทศต่างๆ ลงทุนเพิ่มด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) อัตราของคนอ้วนก็จะเพิ่มขึ้น 1% เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่แค่ทำให้ผู้คนนั่งติดเก้าอี้เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงวิธีการกินไปจากเดิม

 

ผลการศึกษาดังกล่าวจัดทำโดยนักเศรษฐศาสตร์ อานุสุยา แชตเตอร์จี” และประธานเจ้าหน้าที่วิจัย “รอสส์ เดโวล” จากองค์กรไม่แสวงผลกำไร “มิลเคน อินสติติวท์” ซึ่งได้ควบคุมตัวแปรต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อความอ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย พลังงานที่ได้จากการกินอาหาร ประเภทของอาหาร การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรเขตเมือง การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ สัดส่วนผู้หญิงในจำนวนแรงงาน การดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

 

รายงานยังพบด้วยว่า จำนวนผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายเพิ่มขึ้น 1% จะช่วยป้องกันการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยโรคอ้วนได้ 0.2%

 

เดโวล อธิบายว่า การศึกษาครั้งนี้ต้องการตัวเลขที่สะท้อนผลของสามัญสำนึกทั่วไปที่ว่า หากเรานั่งอยู่หน้าจอนานๆ โดยไม่ได้ขยับแข้งขาในระหว่างทำงาน ทั้งยังเปลี่ยนวิธีการกินอาหารไปจากเดิม เราจะน้ำหนักขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงพบข้อมูลที่ขัดแย้งกับสามัญสำนึกดังกล่าวน้อยมาก

 

ทีมวิจัยได้ศึกษาถึงภาวะเศรษฐกิจและอัตราความตุ้ยนุ้ยใน 27 ประเทศ ระหว่างปี 2531-2552 อาทิ สหรัฐ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และค้นพบรูปแบบที่น่าสนใจว่า ทุกๆ 10% ของการลงทุนด้านไอซีทีที่เพิ่มขึ้น ในฐานะสัดส่วนการสะสมทุนเบื้องต้น (gross capital formation) อัตราคนอ้วนกลับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.4% หรือคิดเป็นจำนวน 4.2 ล้านคน หากเทียบขนาดประชากรในสหรัฐ

 

ทีมวิจัย คำนวณทั้งผลกระทบทางตรง จากการทำงานที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อย และพฤติกรรมการนั่งเป็นเวลานาน (1%) รวมถึงผลกระทบทางอ้อม จากการกินอาหารที่ให้พลังงานมากในระหว่างทำกิจกรรมหน้าจอไฮเทค (0.4%)

 

รายงานล่าสุด ยังได้เปรียบเทียบข้อมูลของ 14 สมาชิกในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี โดยทุกประเทศในกลุ่มเผชิญกับปัญหาโรคอ้วนในหมู่ประชากรมานานกว่า 2 ทศวรรษ แต่สหรัฐอยู่อันดับท็อปของตารางความจ้ำม่ำ

 

เห็นได้จากสัดส่วนคนอ้วนวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐที่มีราว 1 ใน 3 (33.8%) ขณะที่หากนับรวมทั้งภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐานและโรคอ้วน จะมีชาวอเมริกันมากกว่า 2 ใน 3 ที่เข้าข่าย ตามด้วยเม็กซิโกที่มีสัดส่วนคนอ้วน 30% นิวซีแลนด์ 26.5% ออสเตรเลีย 24.6% และแคนาดา 24.2% ทั้งหมดนี้เสี่ยงกับอาการหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน ข้ออักเสบ และมะเร็งบางชนิด

 

ไม่เพียงประเทศพัฒนาแล้ว ที่ต้องตระหนักถึงผลพวงจากเทรนด์อ้วนครองเมือง แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนและอินเดียก็ต้องพึงระวังให้หนัก เพราะเมื่ออัตราคนอ้วนสู่หลักไมล์แค่ 1% แต่นี่หมายถึงจำนวนที่มากกว่า 10 ล้านคน เนื่องจากฐานประชากรของทั้ง 2 ที่มีมากกว่า 1 พันล้านคน

 

แต่ใช่ว่าจะมีเฉพาะข่าวร้าย ตอนนี้หลายบริษัทเริ่มเอาจริงกับการแก้ปัญหาตุ้ยนุ้ยเกินขอบเขต อย่างกรณีของดาว เคมีคัล ที่ยอมจ่ายทุกบาททุกสตางค์แลกกับคำแนะนำที่ทำให้พนักงานและคนในครอบครัวลด น้ำหนักได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการพบกับนักโภชนาการ และกลุ่มจับตาน้ำหนัก

 

ด้านเจนเนอรัล มิลส์ จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการออกกำลังกายเอาไว้ในสำนักงานและโรงงาน ทั้งยังตั้งศูนย์โภชนาการเพื่อจัดเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้คนในองค์กร

 

ในระดับรัฐบาลก็มีเนเธอร์แลนด์เป็นแบบอ ย่าง ผ่านโครงการส่งเสริมการขี่จักรยาน การแยกเลนบนท้องถนนและสัญญาณไฟเฉพาะสำหรับพาหนะ 2 ล้อ หรือกลุ่มวอล์ค เดนเวอร์ ที่รณรงค์ให้คนเดินมากขึ้น ด้วยการทำให้ถนนปลอดภัยยิ่งขึ้น มีร้านค้าและสิ่งดึงดูดความสนใจไม่ให้เบื่อเดิน รวมถึงปลูกฝังให้เด็กๆ เดินไปโรงเรียนแทนการนั่งรถ

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

อ้วน (OBESITY)

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับความอ้วนด้วย

อ้วน (OBESITY)

ความอ้วน หรือภาวะอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้มากมาย เช่น

ผลต่อสุขภาพ มีการศึกษาจนมีหลักฐานแน่ชัดว่า ความอ้วนทำให้อัตราการเกิดโรค ในระบบต่างๆ มากขึ้น ได้แก่

1. ความดันโลหิตสูง

2. เบาหวาน หรือในคนไข้ที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ความอ้วนจะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินฮอร์โมนได้
ข้อ (1.) และ (2.) เกี่ยวพันโดยตรงกับ อายุที่มากขึ้น และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

3. ภาวะเส้นเลือดแข็งตัว (ATHEROSCLEROSIS) อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ จะสูงขึ้นทั้งในเพศชายและในเพศหญิงวัยกลางคน ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

4. โรคนิ่วในถุงน้ำดี และการที่มีไขมันแทรกในตับ

5. ระบบทางเดินหายใจ การทำงานของปอดจะลดลง บางครั้งถึงกับมีภาวะการหายใจลดลง ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอด ในคนที่อ้วนมากๆ ทำให้เหนื่อยง่าย ง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา

6. โรคข้อเสื่อม และโรคข้ออักเสบเก๊าท์ จะมีอุบัติการณ์เพิ่มสูงมากในทั้ง 2 เพศ

7. อุบัติการณ์การเกิดมะเร็งบางอย่าง จะสูงขึ้น เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งของถุงน้ำดี และมะเร็งเยื่อบุมดลูก เป็นต้น

ผลต่อบุคคลิกภาพ ความสวยงาม และการยอมรับของสังคม คนที่อ้วนมากๆ จะถูกมองว่ารับประทานเก่ง ไม่สนใจดูแลตัวเอง อาจถูกล้อเลียนได้บ่อย

ทั้งหมดที่กล่าวมา พอจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงไม่ควรปล่อยให้ตนเอง มีภาวะอ้วนเกิดขึ้น
เมื่อไรถึงจะเรียกว่า อ้วน หรือมีภาวะอ้วน

ในปัจจุบัน เราใช้ Body Mass Index (BMI) เป็นตัวบอกว่า บุคคลนั้นเกิดภาวะอ้วน จนกระทั่งจะทำให้เกิดโรคได้หรือยัง

วิธีการคำนวน BMI = น้ำหนักตัว (เป็นกิโลกรัม)/(ส่วนสูงเป็นเมตร)2

ค่าปกติของเพศหญิง BMI อยู่ระหว่าง 19 – 24

เพศชาย BMI อยู่ระหว่าง 20 – 25

(ลองคำนวนด้วยตัวเองดูสิครับ ว่าท่านเกิดภาวะอ้วนขึ้นหรือยัง)
ความอ้วนมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

99% ของภาวะอ้วน ไม่ทราบสาเหตุ

1% ของภาวะอ้วน เกิดจากโรค เช่น โรคทางต่อมไร้ท่อบางอย่าง หรือยาบางอย่าง ที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาคุมกำเนิด ยารักษาโรคภูมิแพ้ ยาทางด้านจิตประสาท

99% ที่บอกว่าไม่ทราบสาเหตุนั้น แท้จริงแล้วคือ หาสาเหตุที่แน่นอน หรือโรคทางด้านร่างกายไม่ได้ แต่อาจอธิบายได้จาก กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม จากการสังเกตและศึกษาพบว่า กรรมพันธุ์เรื่องอ้วน มีส่วนทำให้เกิดภาวะอ้วนได้ ส่วนสิ่งแวดล้อม เช่น พื้นฐานทางด้านวัฒนธรรม นิสัยการบริโภคอาหาร หรือชนิดและปริมาณไขมันในอาหาร ที่ได้รับอยู่ประจำ การดำรงชีวิต ลักษณะของกิจกรรมในการดำรงชีวิต มีผลทำให้เกิดภาวะอ้วนขึ้นได้

สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าไม่มีโรคที่ทำให้เกิดภาวะอ้วนเกิดขึ้นแล้ว การที่คนเราจะอ้วนได้ง่าย ก็เนื่องจากมีกรรมพันธุ์อยู่แล้ว หรือความไม่สมดุลกัน ระหว่างพลังงานที่ได้รับเข้าไป กับพลังงานที่ใช้ ถ้าพลังงานที่ได้รับ (รับประทานเข้าไป) มากกว่าพลังงานที่ใช้ (ในการทำงานและการออกกำลังกาย) จะทำให้พลังงานเหลือ สะสมในรูปของไขมัน
การรักษาภาวะอ้วน

• ต้องมีจิตสำนึกที่ดีว่า ไม่ควรจะปล่อยให้มีความอ้วนเกิดขึ้น และมีความตั้งใจแน่วแน่ ที่จะคอยคุมน้ำหนัก อย่าปล่อยตัวเองให้เป็นทาส ของความอยากอาหาร พึงระลึกไว้เสมอ กินเพื่ออยู่ เพื่อสุขภาพ ไม่ใช่อยู่เพื่อกินไปเรื่อยๆ จนอาจจะเกิดโรคขึ้นได้

• ควบคุมอาหาร หรือเปลี่ยนลักษณะของอาหารที่รับประทาน ไม่ใช่อดอาหาร ควรรับประทานที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ผลไม้บางอย่าง ลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมัน ปริมาณอาหารที่รับประทาน ก็ควรจะเหมาะสมกับพลังงานที่ใช้ อย่ารับประทานจุกจิก ถ้าอดไม่ได้ ให้เลือกรับประทานผลไม้ ที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ฝรั่งหรือแอปเปิ้ล

• ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ (ถ้าได้เริ่มต้นทำแล้ว ควรจะทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยประมาณ 15 นาที ถึง ครึ่งชั่วโมง ในแต่ละวัน)

• การใช้ยาลดความอ้วน ควรปรึกษาแพทย์ และอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะยาทุกอย่างมีผลข้างเคียงได้

• โรคบางอย่าง เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคข้อเสื่อม นั้น การลดน้ำหนักตัวลงมา จะทำให้โรคดีขึ้น หรือง่ายที่จะควบคุมด้วยยาปริมาณน้อย บางครั้งจึงจำเป็น ที่จะต้องใช้ยาลดความอ้วน เพื่อเป็นการเริ่มต้นในการลดน้ำหนัก

นายแพทย์พูนศักดิ์ เลาหชวลิต
แผนกอายุรกรรม

แหล่งข้อมูล : วารสารโรงพยาบาลรามคำแหง ฉบับที่ 5 – www.ram-hosp.co.th/books

โรคที่พบบ่อยในคนอ้วน

โรคที่พบบ่อยในคนอ้วนภายในเรือนร่างที่ฉาบทาด้วยความอุดมสมบูรณ์ ตามความคิดผู้ที่ไม่รู้ แต่โรคผู้มีอันจะกินนี้ มักจะรวบรวมพรรคพวกไว้มากมาย ล้วนแต่โรคเด็ดๆ ทั้งนั้น

1. ไขมันในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติของระบบอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าเม็ดไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ยิ่งหนามากขึ้นๆ ถนนของเจ้าเลือดก็เดินไม่สะดวกตามไป ก็เลือดต้องไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย และเราก็ขาดเลือดไม่ได้ แน่นอนจะมีปัญหาต่อสุขภาพตามมาอีกมาก ทั้งโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เหนื่อยหอบ มึนงงบ่อยๆ เป็นลม เมื่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่ดี เซลล์ก็เสื่อมโทรมลง อนุมูลอิสระก็เกิดเร็วขึ้น ทีนี้แหละ แก่เร็วอย่างเห็นได้ชัด

2. ความดันโลหิตสูง เมื่อไขมันเคลือบผนังหลอดเลือด บางจุดอาจตีบมาก หัวใจมีหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำ ก็ต้องขับดันเลือดวิ่งไปให้ทั่วร่างกายทุกซอกทุกมุม เมื่อบางจุดโดนบีบให้แคบ แต่ร่างกายต้องการเลือด มันอาจออกแรงผลักดันเลือด อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ถึงแก่ชีวิต หรือพิการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

3. โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศอุตสาหกรรม รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องจากไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจก็ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจวาย

4. โรคเบาหวาน พบว่าคนไทยเป็นเบาหวานกันประมาณ 3 ล้านคน ลองคิดดูว่าไม่น้อย วันหน้าถ้ายังใช้ชีวิตเผอเรอ มีหวังได้เป็นเบาหวานด้วยอีกคน โรคนี้เป็นเพื่อนคู่ซี้กับโรคอ้วน ที่มักพบควบคู่กันเสมอ เบาหวานนั้นเพราะระบบควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายผิดปกติ เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ถ้าเกิดเป็นแผลก็มักรักษาไม่หาย กลายเป็นแผลเรื้อรัง บางทีก็เป็นแผลกดทับ ประกอบกับเสี่ยงต่อการติดเชื้อราง่ายขึ้น เพราะมีการอับชื้นของซอกแขน และซอกขามากกว่าปกติ

5. โรคข้อกระดูกเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า เนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัวมากเกินพิกัด บางคนที่อ้วนมากๆ อาจจะยืนหรือเดินไม่ได้เลย เพราะข้อเท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้ คนอ้วนมากๆ จะเดินก็ลำบาก โยกเยกซ้ายขวา เดินไปเหนื่อยหอบไป

6. โรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากในคนอ้วนมักมีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งหรือนอน ปอดจึงขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้มากขึ้น บางครั้งถึงกับมีภาวะการหายใจลดลง หายใจติดขัด ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอด คนอ้วนมากเหนื่อยง่าย ง่วงนอนตลอดเวลา อาจพบภาวะของโรคอารมณ์เศร้าหมองร่วมไปด้วยก็กิน ซึ่งอาจจะช่วยให้อารมณ์ช่วงนั้นดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำร้ายตัวเองมากยิ่งขึ้น

7. โรคมะเร็งบางชนิด คนอ้วนมีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งได้

8. โรคนิ่วในถุงน้ำดี และไขมันแทรกในตับ เมื่อมีไขมันมาก การทำงานของตับก็ลดลง เพราะไขมันเข้าไปแทรกอยู่ จนทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี

แหล่งข้อมูล : นิตยสาร Alternative Medicine

โรคอ้วน – ความอ้วนเกิดจากอะไร

ความอ้วนเกิดจากอะไร

ความอ้วนเกิดจากอะไร

1. เกิดจากสาเหตุภายนอก เป็นสาเหตุใหญ่ที่เกิดโรคอ้วน เพราะตามใจปากมากเกินไป กินมากเกินความต้องการของร่างกาย อาหารที่กิน เนื้อ ไขมัน หรือแป้ง ของหวาน สิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ถ้ามีมากเกินไปก็จะกลายเป็นไขมันพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ออกกำลังกายน้อย กินแล้วนอน

• นิสัยในการรับประทาน คนที่มีนิสัยการรับประทานที่ไม่ดี เรียกว่า กินจุบกินจิบไม่เป็นเวลา

• ขาดการออกกำลังกาย ถ้ารับประทานอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ แต่ได้ออกกำลังกายบ้างก็อาจทำให้อ้วนช้าลง แต่หลายคนไม่ได้ยืดเส้นยืดสาย ไม่ช้าจะเกิดการสะสมเป็นไขมันในร่างกาย

2. มาจากสาเหตุภายใน พบได้จากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อไทรอยด์ ทำให้มีไขมันตามบริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง

• จิตใจและอารมณ์ มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่การกินอาหารขึ้นอยู่กับจิตใจและอารมณ์ เช่น กินดับความโกรธ ดับความคับแค้นใจ กลุ้มใจ กังวลใจ หรือดีใจ บุคคลเหล่านี้ จะรู้สึกว่าอาหารที่ทำให้จิตใจสงบ จึงหันมายึดเอาอาหารไว้เป็นที่พึ่งทางใจ ตรงกันขามกับบางคนกลุ้มใจเสียใจก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

• ความไม่สมดุลระหว่างความรู้สึกอิ่มกับความหิว เมื่อใดที่ความอยากเพิ่มขึ้น เมื่อนั้นการกินก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถึงขั้นเรียกว่า กินจุ ในที่สุดก็อ้วนเอาๆ

3. เพราะกรรมพันธุ์ ซึ่งพบได้น้อย กรรมพันธุ์นี้พิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งสองคน ลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 80 ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 40

4. โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันสูง

5. จากการกินยาบางชนิด ก็ส่งผลกระทบให้อ้วน ผู้ป่วยบางโรคได้รับฮอร์โมนสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ก็ทำให้อ้วนได้ และในผู้หญิงที่ฉีดยาหรือกินยาคุมกำเนิดก็ทำให้อ้วนง่ายเช่นกัน

6. เพศ เพศหญิงนั้นมักอ้วนกว่าเพศชาย ก็ธรรมชาติเธอมักสรรหาจะกิน กิน และกิน ตลอดเวลา อีกทั้งตอนตั้งครรภ์ ก็ต้องกินมากขึ้น เพื่อบำรุงร่างกายและลูกน้อยในครรภ์ แต่หลังจากคลอดลูกแล้ว บางรายก็ลดน้ำหนักลงมาได้ แต่บางรายก็ลดไม่ได้ ผู้หญิงทำงานน้อย ออกกำลังน้อยกว่าชาย ผู้หญิงอ้วนมากกว่าผู้ชาย 4 : 1

อายุ เมื่อมากขึ้น โอกาสโรคอ้วนถามหาก็ง่ายขึ้น เนื่องจากพออายุมาก มีความเชื่องช้า ใช้พลังงานน้อยลง กินมากกว่าใช้ หญิงและชายที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป มักจะอ้วนง่าย เพราะคนวัยนี้ ยังอยู่ในวัยทำงานมาก กินมากขึ้นเพื่อชดเชยกำลังงานที่ถูกใช้ไป คนมีสุขภาพจิตดีมักมีรูปร่างสมส่วนแข็งแรง บางคนสุขภาพจิตไม่ดี อารมณ์เครียดเป็นประจำ ทำให้เกิดความท้อถอย เบื่อหน่าย ขี้เกียจออกกำลัง โรคอ้วนก็จะถามหา

แหล่งข้อมูล : นิตยสาร Alternative Medicine

โรคอ้วน – หยุดอ้วน

โรคอ้วน - หยุดอ้วนในสภาวะของสังคมปัจจุบัน ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพกันมาก โรคหนึ่งเป็นภาวะจากความสมบูรณ์ที่เกินไป เดิมเคยเรียกว่า โรคคนรวย แต่ยุคนี้ไม่จำเป็นแล้ว โรคความอ้วน จากความเชื่อเดิมที่คิดกันว่าคนเราอยู่ดีกินดีมีความสุข สุขภาพดี ร่างกายจะต้องอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่เมื่อองค์ความรู้ต่อเติมงอกงามขึ้น จนรู้ว่า ความสมบูรณ์นั้นกลับกลายเป็นแหล่งรวมโรคนานาชนิดที่ร้ายแรง

โรคอ้วนอย่างเดียวก็กระชากความมั่นใจของคนนั้นไปแทบหมดสิ้น อีกทั้งต้องเผชิญกับโรคร้ายที่จ่อคิวตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เหนื่อยง่าย อุ้ยอ้าย เครียดง่าย เหล่านี้เป็นสิ่งที่เมื่อคุณอ้วนจะต้องพบพานไม่ช้าก็เร็ว
เมื่อความรู้ปรากฏ คนก็ กลัว ความอ้วน แต่กลัวเป็นแฟชั่น ไม่ได้กลัวที่จะรักษาอย่างตั้งใจจริง ปัจจุบัน จึงได้เกิดสินค้าลด รักษา ความอ้วนกันอย่างมากมาย

ด้วยการรักษาหลากหลายวิธี ทั้งยาลดความอ้วน ที่กินมากจนประสาทหลอนกันไป อาหารเสริม อาหารคุมน้ำหนัก อาหารละลายไขมัน ธัญพืช สมุนไพรลดไขมัน ครีมนวดลดไขมัน จนกระทั่งก้าวไปถึงการแพทย์ ทั้งเครื่องสลายไขมัน ดูดไขมัน ตัดไขมัน หรือ กระทั่งสินค้าที่โฆษณาเกินจริง เช่น แหวนลดน้ำหนัก เข็มขัดลดน้ำหนัก ล้วนแต่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เพื่อหวังผลทางการตลาด
แต่การรักษาที่ได้ผลจริงแท้แน่นอนก็คือ กินพอดี ออกกำลังกายให้พอ จิตใจต้องเข้มแข็งในการต่อสู้ ไม่ต้องไปหายาเทวดาสั่งที่ไหนกินก็หายได้ ง่าย ถูก แต่ไม่ชอบ เสียเงินสบายใจกว่ากันเยอะเลย

โรคอ้วน คือ อะไร ?
ในที่นี้ หมายถึง ความอ้วนที่มากเกินไป มีน้ำหนักตัวมากกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ใช่อ้วนกำลังดี อ้วนพองามหรือกำลังสวย คำว่า อ้วน ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง มีเนื้อและไขมันมาก โต อวบ ซึ่งเป็นความหมายที่ไม่น่าปรารถนาของคนทั่วๆ ไป

จะเห็นว่าสาเหตุแห่งความอ้วนนั้นไม่มีอะไรมาก เพราะไขมันเข้าไปอยู่ในตัวเกินความจำเป็น จากที่แก้ไขยาก อ้วนเพราะเจ็บป่วยบางโรค และยาบางชนิด แต่คนอ้วนจำนวนมากในโลก ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย วัยรุ่นหรือสูงวัย ต่างอ้วนเพราะตัวเองไม่คุมจิตใจ ตามใจปาก อยากกินดะ ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่ออกกำลังกาย นั่งๆ นอนๆ เที่ยว เล่น กิน แล้วก็เป็นบังอรเอาแต่นอน สุดท้ายโรคอ้วนก็พาเพื่อนตามมา ทั้ง เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมโลก (โรค) ที่ร้ายๆ ทั้งนั้น พร้อมจะคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ หรือถ้าไม่ตาย เมื่อเป็นโรคเหล่านี้ก็ต้องดูแลรักษากันไปตลอดชีวิต

วันนี้ไม่สาย ที่จะรักตัวเอง

แหล่งข้อมูล : นิตยสาร Alternative Medicine

‘โรคอ้วน’ขจัดได้ ง่ายนิดเดียว

ก่อนหน้านี้คนอ้วนไม่ถือเป็นโรค แต่ปัจจุบันจัดเป็น “โรคอ้วน” เนื่องจากก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ โรคอ้วนเป็นโรคเกิดจากสาเหตุหลาย ๆ อย่างทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

การลดน้ำหนักเพียงบางส่วน สามารถก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ และมีผลต่อการรักษาโรคอ้วน เพราะหากทำไม่ได้ การรักษาโรคอ้วนก็ต้องรักษาตลอดชีวิตเหมือนโรคเบาหวาน

ดังนั้นทางเครือข่ายคนไทยไร้พุง ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดทำโครงการ “รวมใจลดพุงทั่วไทย ถวายไท้องค์ราชัน ๘๔ พรรษา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔”

โดยเชิญโรงพยาบาลที่มีประสบการณ์ในการจัดการโรคอ้วน หรืออ้วนลงพุง กว่า 30 แห่งทั่วประเทศ ทั้งระดับโรงเรียนแพทย์, โรงพยาบาลทั่วไป, โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลชุมชน เข้าร่วมเป็นเครือข่าย “คลินิกลดอ้วน” และประกาศรับสมัครผู้ที่มีปัญหาอ้วนทั่วประเทศ คือมีดัชนีมวลกาย (BMI) 25 กิโลกรัม/ตารางเมตรขึ้นไป หรืออ้วนลงพุง คือผู้ชายมีรอบพุง 90 เซน ติเมตรขึ้นไป และผู้หญิงมีรอบพุง 80 เซนติเมตรขึ้นไป โดยรวบรวมผู้ที่มีปัญหาอ้วนให้ได้น้ำหนักตัวรวมกัน 84 ตัน เข้าร่วมโครงการลดน้ำหนัก และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เป็นบุคคลต้นแบบ มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้และทักษะการลดน้ำหนักให้กับผู้อื่น

พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง เผยว่า โครงการคนไทยไร้พุง ในภาพรวมมีจุดประสงค์ก็เพื่อจะแก้ไขปัญหาน้ำหนักเกิน หรือที่เรียกว่า “โรคอ้วน” หรือ “อ้วนลงพุง”  ซึ่งเรารณรงค์ให้คนไทยรู้จักปัญหาที่เกิดจากโรคอ้วนว่ามีผลเสียอย่างไร ควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนักจากเดิม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยยึดหลัก 3 อ.คือควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ ที่สุดคืออยากให้เขาสามารถรักษาน้ำหนักที่ลดลงไม่ให้เพิ่มขึ้นอีก

“ช่วงที่ผ่านมาเราทำในองค์กร จัดเป็นกิจกรรมกลุ่ม ติดตามผลในระยะไม่ยาว 6 เดือน หรือ1 ปี ส่วนหนึ่งลดน้ำหนักได้ บางส่วนดีมากลดได้ ร้อยละ 5  หมายถึงคนที่น้ำหนัก 100 กิโลกรัม สามารถลดน้ำหนักได้ 5 กิโลกรัม ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่ถึงร้อยละ 30 ของคนที่เข้าร่วมโครงการ แต่คนส่วนใหญ่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์จะลดน้ำหนักได้ประมาณ 1-2 กิโลกรัม ที่เหลือทำอย่างไรก็ไม่ลด”

พญ.วรรณี ยังบอกอีกว่า ถ้าเราไม่ได้ติดตามใกล้ชิด นาน ๆ ไปติดตามที ในบางหน่วยงานบางคนน้ำหนักก็ขยับขึ้นมาอีก ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวของการทำงาน แต่เท่าที่ผ่านมา คนไทยรู้ว่าอ้วนเป็นปัญหา รู้วิธีการลดน้ำหนักได้ผล และทำอย่างไรจะไม่ให้น้ำหนักกลับมาอีก ตอนนี้ถ้าเป็นคนที่มีน้ำหนักเกินจริง ๆ อาจจะต้องดูแลใกล้ชิด ต้องมีคนติดตามเขา เพราะการที่จะให้น้ำหนักคงอยู่ได้ ยากกว่าให้น้ำหนักลดเสียอีก

พญ.วรรณี บอกว่าโครงการนี้ต้องติดตามระยะยาว หลังสัมมนาไปแล้วตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ หวังว่าเมื่อทุกคนผ่านการลดน้ำหนักใน 3 เดือน ก็ต้องมาดูผลรวมครั้งแรกว่ามีกี่คนที่สามารถลดน้ำหนักได้ โดยเป้าหมายลดน้ำหนักเริ่มต้น ร้อยละ 5  พอสิ้นปี ก็มาดูอีกทีว่าหลังการลดน้ำหนักเป็นอย่างไรซึ่งถือเป็นขั้นต้น ขั้นที่ 2 ลดต่อไปได้อีก ขั้นสูงสุดน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเราไม่ได้หวังมากขนาดนั้น

“โรคที่พบมากที่สุดในคนอ้วน อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคที่เราพบบ่อย ๆ และโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต สมอง แม้กระทั่งมะเร็ง

ฟังชื่อโรคแล้ว ทั้งคนอ้วนและคนที่เข้าข่ายจะอ้วน ก็คงต้องหันมาใส่ใจตัวเองให้มาก ไม่เช่นนั้นคงต้องเข้าไปสังกัดชมรมคนอ้วนเป็นแน่

ดังนั้นก่อนหยิบอะไรเข้าปาก พึงมีสติไว้เสมอว่า “เดี๋ยวอ้วน”.

ขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์

10 ข้อผิดพลาดของการรับประทานอาหารผิดวิธี สำหรับผู้ป่วยต้องการลดน้ำหนัก

ข่าวคราวจาก เอบีซีนิวส์ ดอท คอม รายงานว่า ลินดา บลาร์เจสกี้ นักโภชนาการ ที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน และ เอบบี้ นักโภชนาการจากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยในรัฐอริโชนา ของสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาข้อมูล และสรุปถึงข้อปฏิบัติที่ผิดพลาด 10 ข้อสำหรับการรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เรามาดูกันว่าจะตรงกับคนไทยบ้างหรือไม่

1. เลือกรับประทานแต่อาหารที่ชอบ
การเลือกรับประทาน แต่ที่ชอบโดยไม่ระมัดระวัง จะทำให้ รับประทานอาหารนั้นต่อไปได้เรื่อย จนลืมว่าเราต้องการลดน้ำหนัก

2. อดอาหารมากเกินไป
หากมัวเข้มงวดในการควบคุม แคลอรี่ในร่างกายมากเกินไป ก็จะยิ่งเป็นการกระตุ้น ให้ร่างกายเกิดความหิว และอยากอาหารมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล

3. ไม่มีจุดยืนหรือเป้าหมายที่แน่ชัด
หากอยากลดน้ำหนัก ด้วยการควบคุมอาหาร ก็ควรตั้งเป้าหมายไว้ เช่น เขียนไว้ในบันทึกว่า จะลดน้ำหนักลงเท่าไร อย่างไร และกระทำตามนั้น แต่เป้าหมายดังกล่าว ต้องเป็นเป้าหมายที่เราทำได้ด้วย

4. ดื่มเครื่องดื่มที่มี แคลอรีสูง
การดื่มไวน์แดง ร่วมกับการรับประทานอาหารค่ำ การดื่มนมไร้ไขมัน หรือน้ำผลไม้ระหว่างวัน ก็ให้แคลอรีสูง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการลดน้ำหนัก ดังนั้น ผู้ที่ลดน้ำหนัก จึงควรดื่มน้ำเปล่าดีกว่า หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวก็ได้

5. ไม่ยอมออกกำลังกาย
ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก จะต้องจำไว้ว่า สิ่งสำคัญในการลดน้ำหนักให้ได้ผล คือ ต้องเพิ่มจำนวนแคลอรี่ที่ใช้ในร่างกาย ซึ่งการบริหารร่างกาย จะมีส่วนช่วยให้เกิดการใช้แคลอรี่มากขึ้น

6. ความเครียด
เป็นอุปสรรคสำคัญของการลดน้ำหนัก บางคนลดไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเครียดจัด อาจกลับมารับประทานอาหารมากขึ้น

7. ให้รางวัลกับตนเองด้วยอาหาร
บางคนลืมตัวไปว่ากำลังควบคุมอาหาร พอเห็นว่าแผนลดน้ำหนักเริ่มได้ผล ก็เริ่มรับประทานอาหารมากขึ้น นักวิจัยบอกว่า น่าจะให้รางวัล โดยการลดอาหารดูบ้าง

8. การเลี่ยนแปลงตนเองมากเกินไป
เหตุผลอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล คือการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกสิ่งทุกอย่าง มากเกินไปในเวลาเดียวกัน เช่น เป็นคนชอบรับประทานเนื้อสัตว์มากๆ แต่หันมาเปลี่ยนเป็นมังสวิรัติในเวลาอันสั้น

9. ไม่ยอมเปลี่ยนความคิดใหม่
ควรคิดอยู่เสมอว่า การลดน้ำหนักเพื่อทำให้สุขภาพดี ทำให้เราอยากเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง

10. ทำตัวแบบเดิม
บางคนไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอาหารการกิน หรือเปลี่ยนแปลงการทำกิจกรรม ถ้าลองเปลี่ยนแปลงแปลงอาหารการกิน การทำกิจกรรม และการดำเนินชีวิตดูบ้าง ก็จะสามารถรักษารูปร่าง และสุขภาพของตนเองไว้ได้

ภญ. อ. กรัณฑ์รัตน์ ทิวถนอม
ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

แหล่งข้อมูล : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร – www.pharm.su.ac.th