Category Archives: ลดความอ้วนและลดน้ำหนัก

แก้ไข โยโย เอฟเฟค

คนที่ทานยาลดความอ้วน หรือ กินอาหารที่มีแคลอรีต่ำๆ ตอนแรกๆ ก็ผอมลง รู้สึกดีอกดีใจใหญ่
ตูผอมแล้วเฟ้ย แต่ต่อมาไม่นาน สวรรค์ที่อยู่ตรงหน้า ก็พลันพังทลาย หลังจากที่หยุดกินยา หรือ กลับมาทานปกติ ปรากฏว่า อ้วนเอา อ้วนเอา จนกลับมาอ้วนกว่าเก่า เรียกว่าเจอฤทธิ์เดช ของเจ้า โยโย แอฟเฟคเข้าแล้ว (จากสถิติ พบว่า 95% ที่ลดน้ำหนักลงได้ จะกลับมามีน้ำหนักเหมือนเดิมหรือมากกว่า ภายในระยะเวลา 3 ปี)

ที่นี้ พอจะหันมาลดความอ้วนใหม่ คราวนี้แหละ ยากมากๆ แต่ก่อนลดเร็วปรู๊ดปราด ตอนนี้กว่าจะลดขีด ลดกิโลละก็ เลือดตาแทบกระเด็น ถึงแม้จะออกกำลังกายอย่างเคร่งครัดก็ตาม จนหลายคนหมดความอดทนกลับไปกินยา หรือ กินอาหารแคลอรีต่ำๆอีก กลายเป็นวัฏฏสงสาร เวียนว่ายตายเกิด อ้วนแล้วผอม ผอมแล้วอ้วน อยู่อย่างนี้ คนที่อ้วนๆผอมๆอยู่ตลอดเวลานี้น่ากลัวมากนะครับ ถึงขนาดที่ว่า หากเป็นอย่างนี้ อย่าลดเลยดีกว่า

มีผลการศึกษาวิจัย ของ ดร. คอลิเนีย อูริช จาก Fred Hutchinson Cancer Research Center ซึ่งร่วมมือกับทาง University of Washington ตีพิมพ์ผลในวารสารทางการแพทย์ Journal of the American Dietetic Association พบว่า โยโย แอฟเฟค มีผลในทางลบกับ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย คือ มันจะทำให้ ความสามารถในการถล่มกับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายลดน้อยลง เมื่อเทียบกับ คนที่มีน้ำหนักคงที่ ไม่ค่อยลด หรือ เพิ่ม พูดง่ายๆว่า คนที่เกิดอาการ โยโย แอฟเฟคนี้ โอกาสที่จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บก็จะง่ายกว่า คนที่น้ำหนักคงที่ เห็นอย่างนี้ คนอ้วนหลายคนบอกว่า อย่างนี้ไม่ลดดีกว่า

เดี่ยวก่อนท่านทั้งหลาย อย่าพึ่งด่วนสรุปเร็วจี๋ขนาดนั้น คนที่อ้วนก็ควรจะต้องลดกันต่อไป แต่ต้องรู้ว่า อย่าให้น้ำหนักมันกลับคืนมาอ้วนอีกโดยการออกกำลังกาย และ ควบคุมอาหาร ตามแนวทางที่หนังสือเล่มที่คุณถืออยู่นี้บอกเอาไว้นั่นนะสิ ดร. อูริช ยังเห็นด้วย โดยบอกว่า การออกกำลังกายนี้จะช่วยลดผลร้ายที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ที่เกิดจากการที่มีน้ำหนักที่ลดลง และทำให้น้ำหนักตัวคงที่ด้วย ก็ขอเตือนคนที่คิดจะลดโดยการกินยาลดความอ้วนอีกที ว่าคุณจะเอาสุขวันนี้ แล้วมานั่งทุกข์ในวันข้างหน้าหรือครับ

สำหรับคนที่เจอ โยโย แอฟเฟค เข้าแล้ว สิ่งที่ต้องจำไว้ให้ดี คือ อย่าหวนคืนไปผิดเป็นครั้งที่สอง ที่สาม ที่สี่ ทางที่ถูกคือ หันมากินแบบเพื่อสุขภาพ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่า ร่างกายจะต้องใช้เวลาปรับตัวจาก โยโย แอฟเฟค บ้าง แต่ให้ใจเย็นๆ ทานให้ครบทุกมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แล้วจะดีเอง จำไว้ว่า เมื่อเกิดโยโย แอฟเฟค อย่าพยายามลดครั้งใหม่โดยการกินอาหารแคลอรีต่ำๆ อีก

ที่มา : numwan.com

22 เคล็ดลับ เผาผลาญแคลอรี

เรามาดู เคล็ดลับ22 ข้อที่ใช้ เผาผลาญแคลอรี เพื่อสุขภาพที่ดี และมีรูปร่างนายแบบ นางแบบกันดีกว่าคะ

(1) หากอยากกินขนม ให้ดื่มน้ำแทน เอาให้อิ่มไปเลย
(2) พยายามให้ตู้เก็บอาหารของเราว่างเปล่า เพื่อจะไม่ได้มีสิ่งยั่วยวนให้เราตบะแตก
(3) ติดรูปนางแบบ หรือ นายแบบ ที่เราฝันอยากจะเป็น เพื่อสร้างแรงจูงใจ ในการลดความอ้วน
(4) กินของที่มีรสชาติร้อนแรง เช่น พริกป่น ขิง ซอสพริก จากรายงานของ มหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น พบว่ามันจะกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 25%
(5) หลับเพื่อลดความอ้วน เมื่อคุณหลับโอกาสที่จะหาของกินย่อมมีน้อยลง
เป็นนักช็อปที่ฉลาด มีรายชื่อข้าวของที่คุณต้องการที่จะซื้อ และให้ซื้อเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสไปซื้อของอ้วนๆมากิน
(7) กินข้าวเช้าเถอะที่รัก เพราะมันจะไม่ทำให้คุณหิวมากตอนช่วงกลางวัน
ฟังเพลงที่มีสุนทรียรส (พวกเพลงอกหัก อย่าฟัง) นักวิจัยพบว่า สมองเราทำงานเมื่อเวลาฟังเพลงดีๆ เหมือนกับตอนที่เราหม่ำอาหารที่ชอบ
(9) อย่ากินจนกว่าจะนั่ง
(10) ดื่มชาเขียว มหาวิทยาลัยสวิสเซอร์แลนด์พบว่าการดื่มชาเขียวจะช่วย เผาผลาญแคลอรี พยายามดื่ม 3 ถ้วยต่อวัน
(11) เวลากินก็สนใจในสิ่งที่ตนเองกิน หากตอนที่เราดูทีวี อ่านหนังสือ หรือดู internet ก็อย่ากิน
(12) พยายามหาเวลาไปเดิน เพราะนอกจากจะช่วยเผาผลาญแคลอรีแล้ว แสงแดดยังช่วยทำให้ลดความอยากอาหารด้วย
(13) พยายามหมั่นแปรงฟัน เพราะมันช่วยลดความอยากของคุณได้
(14) กินพออิ่ม เหลือก็ช่างมันเถอะ อย่าเสียดาย ให้คิดเสียว่าหากกินเข้าไป เวลาจะลด อาจจะเสียเงินมากกว่า
(15) อย่าใจร้อนจะลดความอ้วนภายในพริบตา เพราะนอกจากมันจะทำไม่ได้แล้ว คุณจะเสียกำลังใจไปเปล่าๆ
(16) เดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์
(17) ซื้อเชือกกระโดด มันเป็นการออกกำลังกายที่ดี และไม่เปลืองที่อีกด้วย
(18) บริหารก้น เมื่อคุณยืนรอรถเมล์ หรือ นั่งทำงาน ลองพยายามเกร็งกล้ามเนื้อที่ก้นแล้วก็คลาย มันไม่เพียงแต่ทำให้ก้นคุณกระชับ แต่มันทำให้เราผ่อนคลายด้วย
(19) ไปซื้อดัมเบลล์มาเล่นที่บ้าน เวลาว่างก็เอามันมายกขึ้นยกลง
(20) ลองขึ้นบันได้ทีละสองขั้น
(21) บ้านไหนมีสวน ก็ไปขุดดิน ตัดหญ้าบ้าง เอาแคลอรีออกไป
(22) ไปซื้อวิดีโอออกกำลังกาย เปลี่ยนบ้านให้เป็น ฟิตเนสเลย
ที่มา : numwan.com

ทุเรียน กินอย่างไรไม่อ้วน แถมเป็นยาถ่ายพยาธิชั้นยอด

ทุเรียน กินอย่างไรไม่อ้วน เผยช่วยชำระล้างขยะในลำไส้ แถมเป็นยาถ่ายพยาธิชั้นยอดคงสงสัยกันสิว่า กินกันอย่างไรล่ะที่ไม่ให้อ้วน ตำราไทยบอกไว้ให้กินเป็นยาถ่ายพยาธิปฏิบัติไม่ยากเลย ง่ายๆ เพียงแค่ตื่นนอนตอนเช้าๆ ยามรุ่งอรุณ ก็ราวๆ ประมาณ 05.00 น. หลังจากล้างหน้า แปรงฟัน เรียบร้อย เริ่มกินทุเรียนได้ทันที กินพอประมาณ อาจสักครึ่งลูกย่อมๆ หรืออาจมาก

-น้อยกว่านั้น ตามน้ำหนัก หรือความอ้วน ความผอม คือ อ้วนก็มากหน่อย ผอมก็น้อยลง ไม่ใช่กินเพื่ออิ่ม แต่กินเป็นยา แล้วดื่มน้ำอุ่นตามไปมากๆควรกินสองวันติดต่อกันและงดอาหารในทั้งสองเช้านั้น ความร้อนในสารกำมะถันธรรมชาติ และกากใย จากพูทุเรียน จะออกฤทธิ์ชำระล้างขยะในลำไส้ออกได้อย่างเกลี้ยงเกลา รวมทั้งเป็นยาถ่ายพยาธิต่างๆ อีกทั้งยังเป็นยาถ่ายในผู้ป่วยน้ำเหลืองเสีย ซึ่งมักเกิดแผลจากแมลงกัดอยู่เสมอทุเรียนให้ประโยชน์คณานับที่แพทย์แผนไทย มีอาทิเนื้อสีเหลือง

- รสหวานร้อน ทำให้เกิดความร้อน แก้โรคผิวหนัง ทำให้ฝี

-หนอง แห้ง เนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ขับพยาธิเปลือกหนาม

- รสเฝื่อน สับแช่ในน้ำปูนใสใช้ชะล้างแผลที่เกิดจากน้ำเหลืองเสี ย แผลพุพอง เผาทำถ่าน บดจนเป็นผง คลุกในน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ลดความบวมพองจากคางทูม และเผาเอาควันไล่ยุงและแมลงใบทุเรียน

- รสเย็นและเฝื่อน ใช้ต้มน้ำอาบแก้ไข้ แก้ดีซ่านและเป็นส่วนผสมในยาขับพยาธิรากจากต้น

- ตัดเป็นข้อๆ ต้มให้เดือด ดื่มบรรเทาอาการไข้และรักษาอาการท้องร่วงนอกจากทุเรียนจะให้คุณอเนกอนันต์ตามสรรพคุณยาที่กล่าวมา ยังเป็นไม้ที่มีความเชื่อตามวัฒนธรรมประเพณีไทย ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยากระทั่งจนถึงปัจจุบัน คือ เป็นไม้มงคล ซึ่งตามตำราปลูกต้นไม้ตามอักษรนาม ประจำทิศว่าไว้..

“ทิศที่ควรปลูกต้นไม้มงคล ทิศบูรพา ให้ปลูกไผ่ กุ่ม และมะพร้าว ทิศอาคเนย์ ให้ปลูกต้นยอและสารภี ทิศทักษิณ ให้ปลูกมะม่วง กับ มะพลับ ทิศหรดี ให้ปลูกชัยพฤกษ์ สะเดา ขนุน และพิกุล ทิศประจิม ปลูกต้นมะขาม จะช่วยป้องกันความถ่อย ถ้อยความและผีร้ายมิให้มากล้ำกรายอีกทั้งต้นมะขามเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม ถือเป็นเคล็ดว่าจะทำให้มีแต่คนเกรงขาม ยำเกรง
ที่มา:heyhaparty.blogspot.com

สกัดนิสัยพาอ้วน เพื่อสุขภาพที่ดี ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

ภก.ดร.พงศกรพัฒน์

การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด รวมถึงการที่สาวๆอยากควบคุมน้ำหนัก ทำได้อย่างตรงจุดด้วยการเปลี่ยนแปลงนิสัยการกิน ทั้งนี้ ภก.ดร.พงศกรพัฒน์ อรุโณทยานันท์ ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม สถาบันการเรียนรู้และฝึกอบรม อาวียองซ์ อะคาเดมี ได้แนะนำการสกัดนิสัยพาอ้วน เพื่อสุขภาพที่ดีว่า คนอ้วนส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจากนิสัยในการกินที่คิดว่ากินทั้งทีต้องกินให้คุ้ม กินให้หมด เสียดายของ และผลสุดท้ายก็เป็นอันตรายต่อรูปร่างและสุขภาพอย่างมาก เพราะจากที่ร่างกายต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน แต่การกินทั้งทีต้องคุ้มอย่างบุฟเฟ่ต์ คุณจะได้รับพลังงานโดยเฉลี่ยต่อมื้อถึง 3,000 กิโลแคลอรี หรืออีกนัยหนึ่ง น้ำหนักคุณจะเพิ่มขึ้นมื้อละ 1.4 ขีด

ภก.ดร.พงศกรพัฒน์กล่าวต่อว่า การตามใจปากแบบนี้ผลคือความอ้วนถามหา และการที่จะกลับมาทำให้หุ่นดีได้ดังเดิมก็ยาก อาจต้องใช้เงินมากกว่าค่าอาหารในวันที่กินเข้าไป แต่ถ้าหากว่าพลาดไปแล้ว ลองใช้วิธีลดปริมาณแคลอรีที่จะได้รับในวันต่อๆไป วันละ 500 กิโลแคลอรี ประมาณ 4 วัน พอจะช่วยได้ หรือใช้วิธีการออกกำลังกายว่ายน้ำ ประมาณ 2 ชม. หรือตีแบด มินตันประมาณ 2-3 ชม. ส่วนนิสัยเสียดายของกินไม่หมดขอให้ห่อกลับบ้านไปกินในมื้อต่อไปแทน จะเป็นการช่วยประหยัดเงินพร้อมกับรักษารูปร่างและสุขภาพ เพราะการฝืนกินจนหมด อาหารที่กินจะกลายเป็นไขมันที่หน้าท้อง ส่วนคนที่ชื่นชอบรับประทานอาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ด อาทิ แฮมเบอร์เกอร์, โดนัท, ไก่ทอด อาหารพวกนี้ให้พลังงานมากกว่าอาหารชนิดอื่น อีกทั้งยังมีโซเดียมสูง มีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งหากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อรอบเอวแล้ว ยังนำมาซึ่งโรคหัวใจ, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง อีกด้วย

ส่วนหนุ่มสาวนักดื่ม ผู้บริหารจากสถาบันการเรียนรู้และฝึกอบรม อาวียองซ์ อะคาเดมี บอกว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งเหล้าและเบียร์เป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงพอๆกับการกินอาหารมื้อใหญ่เลยทีเดียว ยิ่งสาวที่ชื่นชอบเหล้าผสมน้ำอัดลม คุณจะได้ของแถมเป็นน้ำตาลปริมาณพอๆกับที่ร่างกายต้องการทั้งสัปดาห์ คนที่ ดื่มเหล้าหรือเบียร์ทุกวัน จะมีพลังงานส่วนเกินจากเครื่องดื่มเหล่านี้สะสมในร่างกายวันละ 50-200 กิโลแคลอรี เหมือนกินไขมัน 1-4 ช้อนชา ทำให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น  อาจจะเดือนละ 1 กิโลกรัมเลยทีเดียว ดังนั้น คนที่อยู่ใน กลุ่มเสี่ยงกับโรคอ้วน และขี้เกียจออกกำลังกาย จึงควรปรับเปลี่ยนนิสัยการกิน หรืออีกทางเลือกหนึ่งหันมาพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สามารถสกัดกั้นการดูดซึมแป้งและไขมัน พร้อมทั้งช่วยเผาผลาญพลังงานที่เหลือใช้ สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.aviancethailand.com

ลดความอ้วนและลดน้ำหนัก ที่มา ไทยรัฐ http://www.thairath.co.th/content/life/175562

ลดความอ้วน ให้เหมาะกับรูปร่าง

     รูปร่างของเรานั้นแบ่งออกเป็น 4 แบบ และการเลือกวิธีการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลก็ต้องให้เหมาะกับรูปร่าง ทั้งการออกกำลังกายหรือการเลือกรับประทานอาหาร เรามาดูกันว่ารูปร่างแต่ละแบบควรจะปฏิบัติอย่างไรกันค่ะ

รูปร่างแบบแอปเปิ้ล คือ มีขนาดลำตัวหรือช่วงไหล่ลงไปถึงเอวที่ใหญ่กว่าช่วงสะโพกมีไขมันสะสมบริเวณต้นแขนต้นขามากกว่าส่วนต่างๆ
การออกกำลังกายที่เหมาะสม ควรเน้นบริหารร่างกายในส่วนบน เพราะไขมันและโคเลสเตอรอลส่วนใหญ่สะสมอยู่บริเวณไหล่ แขน และลำตัวช่วงบน เช่น ซิตอัพ เต้นแอโรบิค บริหารกล้ามเนื้อ ต้นแขนและหัวไหล่
ส่วนอาหารก็ควรเลือกรับประทานอาหารประเภทมังสวิรัติ ลดปริมาณเนื้อสัตว์ลง รับประทานอาหารที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท เน้นผักสีเขียวเข้ม สีเหลือง สีแดง หรือม่วงเข้ม และพืชในตระกูลกะหล่ำปลี รวมถึงถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ
รูปร่างแบบลูกแพร์ คือ มีรูปร่างแบบข้างบนเล็ก ช่วงล่างใหญ่ สะโพกใหญ่ ก้นใหญ่ไขมันจะไปสะสมมากบริเวณ ต้นขาและสะโพก
การออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ ขี่จักรยาน จ็อกกิ้ง ยกขาเตะสลับ บริหารที่จะช่วยกระชับต้นขา สะโพก และก้น
ส่วนอาหารควรรับประทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำ มีเส้นใยสูง ได้แก่ ผักสดและผลไม้ รับประทานเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิดแต่ต้องไม่ติดมันเลย งดอาหารรสเค็ม อาหารหมักดอง หรือมีส่วนผสมของสารกันบูดและใส่สี เพราะทำให้ร่างกายเก็บน้ำไว้ในเซลล์มากเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้แก่ ถั่วเหลือง เต้าหู้
รูปร่างแบบทรงกระบอก คือ มีรูปร่างที่ตรงลงมา ไม่มีส่วนโค้งส่วนเว้าที่เห็นชัดเจน ถ้าอ้วน ก็จะมีไขมันสะสมไปในทุกส่วน
การออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ ว่ายน้ำ โหนบาร์ เต้นแอโรบิค จ็อกกิ้ง กระโดดเชือก ซิตอัพ
สำหรับอาหารควรงดรับประทานอาหารประเภทนมสดทุกชนิด อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง อาหารรสเค็มและของทอด เนื่องจากเซลล์ในร่างกายมีคุณสมบัติในการเก็บน้ำไว้มาก ควรเลือกรับประทานอาหารพลังงานต่ำ เช่น ผัก ผลไม้ เป็นประจำ
รูปร่างแบบนาฬิกาทราย คนที่มีรูปร่างแบบนี้ หากควบคุมน้ำหนักได้ดีจะมีรูปร่างที่สวยงาม คือ มีส่วนบนกับส่วนล่างที่สมดุลกัน และมีเอวที่คอดสวยงาม แต่ถ้าอ้วนก็มักจะมีไขมันสะสมบริเวณ สะโพก ต้นขา และหน้าท้อง
การออกกำลังที่เหมาะสม คือ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน บริหารสะโพก และลำตัวส่วนบน
อาหารที่ช่วยให้รูปร่างดี คือ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตต่ำ เน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ และธัญพืชชนิด ต่างๆ ให้มาก ส่วนโปรตีนก็ควรเป็นปลา ลดอาหารนมเนยและของหวาน
ที่มาจาก goodfoodgoodlife

5 ท่า ลด 500 กิโลแคลอรี

หากต้องการลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เราจะต้องเผาผลาญพลังงานมากถึง 7,700 กิโลแคลอรี การออกกำลังกายต่างชนิดกันจะช่วยเผาผลาญพลังงานตั้งแต่ 150-1,200 กิโลแคลอรี่ต่อชั่วโมง หากรู้จักเลือกท่าออกกำลังกายก็จะช่วยให้เผาผลาญพลังงานได้มากในระยะเวลาอันสั้น
โปรแกรมออกกำลังกาย 5 ท่าที่ใช้เวลาไม่นาน และเห็นผลจริง มาให้ลองยืดเส้นยืดสายต้านไขมันกัน
โปรแกรมคาร์ดิโอ : เริ่มอุ่นเครื่องเพื่อกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย โดยเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ 5 นาที จากนั้นเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น 5 นาที แล้วพักสัก 2 นาที
ท่าจั้มพ์ : ยืนตัวตรง เท้าห่างประมาณช่วงไหล่ ทิ้งน้ำหนักตัวที่ปลายเท้า มือทั้งสองข้างชูดัมบ์เบลน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมขึ้นเหนือศีรษะ งอข้อศอกเล็กน้อย กระโดด 5 ครั้ง แล้วเหยียดแขนลงข้างหน้า พักสักครู่ แล้วชูแขนขึ้น ทำซ้ำ 5 รอบ
ท่าเครื่องบิน : ยืนตัวตรง เท้าห่างประมาณช่วงไหล่ แขนทั้งสองข้างถือดัมบ์เบล เตะขาซ้ายไปด้านหลัง (ไม่ต้องเหยียดตรง) โน้มตัวไปข้างหน้าให้หลังขนานกับพื้น เมื่อทรงตัวได้เริ่มกางแขนออกให้ขนานกับพื้น เกร็งค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วจึงเอาแขนลง สลับขา ทำซ้ำ 12 รอบ
ท่าปั่นจักยานสลับข้าง : นอนหงาย มือทั้งสองประสานไว้ที่ท้ายทอย ยกขาขึ้นทำท่าเหมือนปั่นจักรยานในอากาศ ยกไหล่ซ้ายบิดตัวไปทางขวา สลับข้าง 3ครั้ง ปล่อยศีรษะแนบพื้น มือยังคงประสานที่ท้ายทอย ประมาณ 5วินาที แล้วทำซ้ำอีก 5รอบ
ท่าวงกลม : โดยยืนตัวตรง ปลายเท้าแยกห่างประมาณ 2 ช่วงไหล่ ก้มตัว เหยียดแขนตรง ปลายนิ้วแตะพื้น วาดแขนออกด้านข้างวนเป็นวงกลม พักสักครู่ก่อนทำซ้ำ 10 รอบ
สำหรับท่าที่ 2 และ 4 หากเร่งจังหวะได้เร็วขึ้นจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้น
ที่มา : นิตยาสารเฮลธ์ แอนด์ ควิซีน

“ช็อคโกแลต” กินบ่อยๆใช้ให้ผอมได้

ผลการศึกษานี้จากกลุ่มผู้ที่ควบคุมอาหาร พบว่าผู้ที่บริโภคช็อคโกแลตบ่อยครั้ง จะมีระดับดัชนีมวลรวมของร่างกายต่ำกว่าผู้ที่ทานน้อย แต่การออกกำลังควบคู่ไปด้วยก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดครับ

จากผลการศึกษากลุ่มประชากรอเมริกันวัยผู้ใหญ่ มากกว่า 1,000 คน ที่ควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ปริมาณแคลอรี่ที่บริโภค รวมถึงดัชนีมวลรวมของร่างกาย (บีเอ็มไอ) ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงโรคอ้วน ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Internal Medicine ระบุว่า ผู้ที่ทานช็อคโกแลตอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ มีโอกาสที่จะผอมกว่าผู้ที่ทานนานๆครั้ง

ทั้งนี้ บุคคลที่อยู่ในกลุ่มศึกษา ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-85 ปี มีรายงานว่า ทานช็อคโกแลตเฉลี่ย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และออกกำลังกายเฉลี่ย 3.6 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยผู้ที่ทานช็อคโกแลตถี่กว่าค่าเฉลี่ย มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนน้ำหนักต่อส่วนสูงที่ต่ำกว่า ทั้งนี้โดยใช้การนำน้ำหนักมาหารกับส่วนสูง และคูณ 2

ตามปกติแล้ว ดัชนีมวลรวมของร่างกายของคนปกติจะอยู่ระหว่าง 18.5-24.9 ขณะที่บุคคลที่ต่ำกว่านั้น ถือว่ามีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และคนที่สูงกว่า 25 น้ำหนักสูงกว่าเกณฑ์

เบียทริซ โกลอมบ์ หัวหน้าคณะผู้วิจัย จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ซานดิเอโก เผยว่า ผู้ใหญ่ที่บริโภคช็อคโกแลตบ่อยครั้งกว่า จะมีระดับดัชนีมวลรวมของร่างกายต่ำกว่าผู้ที่ทานน้อยกว่า ผลการศึกษาที่ชี้ว่า ยิ่งปริมาณช็อคโกแลตที่บริโภคมีมากเท่าใด ก็จะมีส่วนเชื่อมโยงกับดัชนีมวลกายที่ต่ำลงมากเท่านั้น เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับคนทั่วไป อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาครั้งนี้ จำเป็นต้องมีการวิจัยและศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการทดลองศึกษาถึงประโยชน์ของมันที่มีต่อระบบการเผาผลาญอาหารของร่างกาย

อย่างไรก็ดี คณะผู้วิจัยเตือนว่า ต้องไม่ลืมว่าช็อคโกแลตหนึ่งแท่ง มีปริมาณแคลอรีสูงถึง 200 แคลอรี ซึ่งส่วนใหญ่มาจากไขมันอิ่มตัว และน้ำตาล ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี การจำกัดการบริโภคต่อครั้งให้อยู่ที่ปริมาณเพียง 1 ออนซ์ หรือเพียงแต่เหยาะผงโกโก้ ซึ่งมีปริมาณไขมันต่ำ ลงในอาหาร 1 ครั้งต่อวัน ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม

ช็อกโกแลตต่อแท่ง (40 กรัม) จะให้โพลีฟินอล (Polyphenol) อันเป็นส่วนประกอบของแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) ในระดับมาตราฐาน 200 มิลลิกรัม จะช่วยเพิ่มความดันเลือด กระตุ้นการเต้นของหัวใจ ขณะที่แอนตี้ออกซิแดนท์จะช่วยให้ผิวสวย ชะลอความเหี่ยวย่น สามารถป้องกันมะเร็ง และช่วยให้หัวใจมีสุขภาพดี

ที่มา : matichon
ภาพ : manager

4 พฤติกรรมทำอาหารไม่ย่อย

พฤติกรรมแสนคุ้น เคยที่เราละเลยคิดว่าไม่มีอะไรนั้น อาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและสุขอนามัยได้

พฤติกรรมกินข้าวหน้าคอม
นอก จากไม่ถูกสุขลักษณะแล้ว งานวิจัยบางชิ้นยังระบุว่าพฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้สมองสนใจแต่สิ่งที่ปรากฏ หน้าคอม โดยไม่รับรู้รสและปริมาณอาหาร จึงกินเยอะกว่าปกติ และอาจทำให้อยากของหวานมากขึ้นด้วย แถมการนั่งหน้าจอตลอดเวลาโดยไม่ลุกไปไหน ยังไปขัดขวางการทำงานของลำไส้ อาหารที่กินเข้าไปจึงย่อยยาก การอ่านหนังสือขณะกินอาหารก้ให้ผลไม่ต่างกันค่ะ

ดื่มน้ำเย็นระหว่างมื้อ
น้ำ เย็นจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของกระเพาะทำให้อาหารไม่ย่อย และหมักหมม โอกาสที่กระเพาะและลำไส้จะติดเชื้อโรคก็มีมากตามไปด้วย ลองงดดื่มน้ำเย็นระหว่างมื้ออาหาร แต่หันมาจิบน้ำธรรมดาที่อุณหภูมิห้องแทน จะช่วยให้การกลืนอาหารง่ายขึ้นโดยไม่มีผลต่อกระเพาะแต่อย่างใด

กินแป้งเยอะ
โดย เฉพาะแป้งขัดขาวที่ย่อยยาก จึงหมักหมมอยู่ในกระเพาะและลำไส้นานจนเกิดเป็นแก๊สจึงทำให้ท้องอืด แก้ไขได้โดยเพิ่มผักลงไปในมื้ออาหาร ใยอาหารจะช่วยให้ขับถ่ายส่วนเกินออกไปได้โดยไม่ตกค้าง

กินไปคุยไป
การ สนทนาในวงอาหารช่วยเพิ่มรสชาติและมิตรภาพได้ แต่อย่าลืมว่าขณะพูดเท่ากับคุณได้กลืนลมลงท้องด้วย ทำให้เกิดแก๊สในร่างกายมากโดยไม่จำเป็น แถมการคุยเพลินยังส่งผลให้เคี้ยวไม่ละเอียด เมื่ออาหารหยาบไปเจอแก๊สในกระเพาะแล้วยิ่งพาลย่อยยากไปใหญ่ เป็นสาเหตุของอาการท้องอืด ท้องเฟ้ออาหารไม่ย่อยไงล่ะ

เรื่องเล็กๆ แต่ส่งผลเสียมหาศาล ลองลดความเสี่ยงอาหารไม่ย่อยเพื่อสุขภาวะทางโภชนาการที่ดีด้วยกันไหมคะ

ที่มา : ที่นี่ดอทคอม

ดื่มนมยังไงในช่วงลดน้ำหนัก

 ตอนนี้กำลังลดน้ำหนักโดยคุมอาหารและออกกำลัง แต่อยากดื่มนมไขมันต่ำด้วย จะดื่มช่วงไหนคะที่ทำให้ไม่อ้วน

      ”นม” แม้จะมีประโยชน์ แต่ก็มีไขมันผสมอยู่ไม่น้อย ทำให้คุณสาว ๆ หลายคนไม่กล้าดื่มนมในช่วงที่กำลังลดน้ำหนัก

 การดื่มนมถือว่าดีต่อสุขภาพค่ะ เพราะนมอุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะแคลเซียมที่ช่วยในการบำรุงกระดูกซึ่งมีมากในนม ในผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก แนะนำให้ดื่มนมพร่องไขมัน หรือไขมันต่ำ 1 กล่อง หรือ 250 ซีซี ต่อหนึ่งวัน

      ทั้งนี้ แนะนำให้เป็นหลังอาหารเช้า เพื่อร่างกายจะได้นำคุณค่าทางอาหารหรือพลังงานไปใช้ได้เลย ไม่เหลือสะสมไว้เป็นส่วนเกินในร่างกาย เพราะถ้ารับประทานหลังอาหารเย็น หรือก่อนนอน ส่วนใหญ่แล้วจะใช้พลังงานที่ได้รับไปไม่หมด ก็จะทำให้เหลือสะสมเป็นส่วนเกินของร่างกาย แทนที่จะลดน้ำหนักก็กลายเป็นเพิ่มน้ำหนัก และอย่าลืมรับแสงแดดยามเช้าด้วยนะคะ เพราะแสงแดดจะมีวิตามินดีเป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี ทำให้ได้รับประโยชน์จากการดื่มนมเต็มที่ค่ะ

ลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัมภายใน 7 วัน

ที่มา…Lisa

กินของหวาน อย่างไรไม่อ้วน

เผื่อสาวๆที่มีนัดเดทกับหวานใจเพื่อไปทานไอศครีมหรือขนมหวาน แต่ห่วงเรื่องความสวยงาม เรามีเคล็ดวิธีเลือกกินของหวาน ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถทำได้ไม่ยากมาบอกต่อค่ะ

     รู้ปริมาณแคลอรี ก่อนกินควรอ่านปริมาณแคลอรีในขนม โดยดูจากฉลากแสดงข้อมูลโภชนาการข้างกล่อง หากเป็นไปได้ควรเลือกกินหรือซื้อชนิดที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบน้อยที่สุด

 ลดแคลอรี การตัดน้ำตาล ครีม ออกจากขนมก่อนกิน เช่น เกลี่ยน้ำตาลไอซิ่งที่โรยหน้าขนมปังออก หรือไม่ใส่กะทิในขนมหวาน จะลดพลังงานได้ถึง 81- 150 แคลอรี หรือเกลี่ยครีมหน้าขนมเค้กออก ลดพลังงานได้ถึง 160 แคลอรี

 ควบคุมสัดส่วนการกิน กินอย่างละนิดพอให้รู้รสชาติ เช่น คุกกี้ 1-2 ชิ้น เค้ก 1 ส่วน 4/ชิ้นเล็ก ไอศกรีม 1 ลูก คุณจะได้ชิมรสขนมทั้งหมดโดยได้แคลอรีเพียงครึ่งเดียว

 ดื่มชาเขียวหรือกาแฟร้อนหลังมื้อขนม กาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน หากต้องการเพิ่มรสชาติให้ใส่น้ำตาลเทียมแทน 15 นาที

 หลังกินขนมหวานเสร็จอย่านั่งอยู่กับที่ ออกไปเดินเล่นรอบบ้านๆ ประมาณ 15 นาที วิธีนี้นอกจากจะช่วยย่อยแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง ต้นขา และสะโพกได้อีกด้วย 30 นาที หลังกินของหวาน 5 ชั่วโมง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เพื่อกำจัดแป้งและน้ำตาลก่อนกลายเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยก่อนและหลังออกกำลังกายควรดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่นเพื่อเสริมระบบเผา ผลาญควบคู่ไปด้วย งดแป้งและน้ำตาลในวันรุ่งขึ้น มื้อเช้าและกลางวันเน้นผัก 80% โปรตีน 20% ส่วนมื้อเย็นให้กินผักผลไม้สดและดื่มน้ำเปล่าทั้งวัน

เพียงเท่านี้เราก็สามารถทานของหวานได้อย่างไม่ต้องกังวลอีกต่อไป (แต่ก็อย่าทานบ่อยจนเกินไปนะคะเพราะวิธีที่บอกกมาอาจจะใช้ไม่ได้ผลนะคะ)

เค้ก ไอศกรีม อะไรจะอ้วนกว่ากัน

facebook รพ.เปาโล เมโมเรียล