Category Archives: บทความสุขภาพ

9 วิธี ดูแลสุขภาพแบบ แมนแมน

หลายๆคน คงเคยได้ยินมาบ้างประมาณว่า เห้ย ดูแลตัวเองอย่างนั้น ผู้ชายป่าว เกย์ป่าว แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง แน่นอนที่สุดครับว่า เรื่องของ การดูแลสุขภาพ จึงเป็นสิ่งที่ สำคัญอย่างมากมาย ดังประโยคที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ก็น่าจะใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม เพราะเข้าหลัก 30 ร่างกายผู้ชายเราก็เริ่มหยุด การเสริม  ซ้อม  สร้าง  เหมือนเมื่อครั้งเราเป็นวัยรุ่นแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ไม่สาย ที่จะดูแลตัวเอง ด้วย 9 วิธีง่ายๆ ที่ทำเองได้ ง่ายสุดๆ ไม่เชื่อก็ลองทำดู

1.ดื่ม น้ำ
ตื่นเช้าดื่มน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว การดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนนั้นดีต่อสุขภาพ ( ควรดื่มก่อนแปรงฟัน ) เพราะน้ำลายในปากจะมีแบคทีเรียที่ดีต่อลำไส้ช่วยเรื่องการขับถ่าย  และยังช่วยลดความเสี่ยงเรื่องต่อมลูกหมากอักเสบ  และในระหว่างวันควรดื่มน้ำให้เพียง ทราบมั้ยว่าถึงคุยอยู่ในห้องแอร์ไม่ได้เสียเหงื่อ คุณก็เสียน้ำไปพร้อมกับลืมหายใจนะจะบอกให้ ฉนั้นดื่มน้ำเถอะครับ
2.อาหาร เช้า
หลายคนบอกว่ามันวุ่นวายเหลือเกิน ไม่มีเวลาทานหรอก แต่ทรายมั้ยครับว่ามื้อเช้าช่วยลดความเสี่ยงสุขภาพไปได้เยอะ  ทั้งเรื่องหลอดเลือดอุดตัน  โรคหัวใจ  และอัลไซเมอร์  ถึงจะยุ่งยังไงแนะนำ ให้ซื้อไว้ตั้งแต่ตอนเย็นแล้วก็ได้ครับ เช้า ๆ ให้ได้อะไรรองท้องหน่อย ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมเลยล่ะครับ

3.ผล ไม้
วิตามินและเกลืแร่ในผลไม้ จำเป็นสำหรับสุขภาพของคุณมากนะครับ แน่นอนครับสำหรับผู้ชายเรา ผลไม้มักเป็นอาหารที่เรามองข้ามไปเสมอ ลองฝึกนิสัยง่าย ๆ ว่า ไปซื้อของรอบหน้า เลือกผลไม้ซักอย่างติดมือกลับมาแช่ไว้บ้างก็ ดีนะครับจะได้หยิบทานได้สะดวก
4.ออกกำลัง กาย (บ้างก็ดี)
งานทำเยอะไปก็ไม่ดีนะครับ ทำให้เราเสียสุขภาพเอาง่าย ๆ ได้นะครับ (ผมเองก็เป็นแบบนั้นมาแล้ว) ลองออกกำลังกายบ้าง อาจจะอยู่บ้านก็ได้ไม่ต้องไปที่ใหนไกล ดัมเบล ซักสองตัว ก็เรียกความฟิตได้อย่างไม่น่าเชื่อนะครับ หรือไม่ก็ลองหาเวลาออกกำลังกายกลางแจ้งบ้างก็ได้ วิ่ง, จักรยาน, หรือฟุตบอล ก็เข้าท่าดี
5.ครีม กันแดด
โห… ผุ้ชายอะไรฟะ ฟอกกันแดดไปได้ อย่ามองข้ามเชียวนะครับ เพราะแสงแดดทุกวันนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนนะ คุณลองถามตัวเองดูสิ เมื่อตอนเด็ก ๆ คุณวิ่งเล่นกลางแดดน่ะ มันแสบร้อนอย่างทุกวันนี้หรือเปล่า ด้วยปรากฏการณ์หลาย ๆ อย่างทำให้แสงแดดทุกวันนี้น่ากลัวมากขึ้น  อย่างเบาะ ๆ มันก็ทำให้ผิวคุณเสื่อมโทรมเร็วขึ้น  บางทีก็ทำให้เกิดเสียว ฝ้า  หนักเข้าในระยะยาวเป็นมะเร็งได้นะครับ !
6.ทาน เมนูปลา
เนื้อปลาดีต่อสุขภาพนะครับ เลือกเมนูปลาให้ตัวเองบ่อย ๆ หน่อยก็ได้(ถ้าทุกวันก็คงเบื่อแย่)  เลือกก็ไม่ต้องไปกินปลา แพง ๆ เพื่อ Omega 3 แบบสุด ๆ ก็ได้เพราะบางทีปลาราคาถูกกว่าแต่คุณค่าดีกว่าก็เยอะอย่างปลา ซาร์ดีน  มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ดีต่อหลอดเลือดหัวใจ  ระบบประสาท  และสุขภาพจิต  มี Omega 3 พอ ๆ กับปลาแซลม่อน แต่ให้แคลเซี่ยมสูงกว่ามาก แล้วราคายังถูกกว่าอีกตะหาก
8. หัดมองโลกในแง่ดี
ไม่ได้พูดประชดนะ ผมหมายถึงต้อง “หัด” กันจริง ๆ นะไอ้การมองโลกในแง่ดีเนี่ย เพราะทุกวันนี้สภาพแวดล้อม การทำงาน การเงิน … โอ๊ย… จิปาถะ  ล้วนเข้ามาทำให้จิตใจเราว้าวุ่น บางทีเราก็เผลอกลายเป็นพวกคิดลบตลอดเวลา  ทราบมั้ยครับว่าการคิดลบเนี่ยเป็นผลเสียตัวร่างกายคุณทุกระบบ โดยเฉพาะ คุณภาพเซ็ก ของคุณนั่นแหละจะออกอาการก่อนทุกอย่างเลย

9.ไป เที่ยวบ้าง
ไปเที่ยวบ้างนะครับ (อันนี้เผื่อตัวผมเองด้วยนิดหน่อย 555) อย่างหมกอยู่กับงานมากนัก ลองหาเว็บไซต์นำเที่ยว แล้วดูข้อมูลการเที่ยวดี ๆ ซักแพ็กเก็ต ก็เข้าท่านะครับ เพราะถ้าคุณเวลาน้อยผมแนะนำให้เลือกซื้อแพ็กเก็ตที่บริษัทนำเที่ยวเขา จัดไว้ให้จะดีที่สุด เพราะช่วยประหยัดเวลา และมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะได้ไปเที่ยวที่ใหนบ้างแต่ถ้าคุณมีเวลาเยอะล่ะก็ เป้ใบเก่ง กับเงินติดกระเป๋า ก็ออกเดินทางได้เลย ไปแบบเรื่อย ๆ เหนื่อพัก หนัก งาน  หิวกิน  ง่วงนอน  ตะลอนซะให้พอใจ เติมไฟให้พอ แล้วค่อยกลับมาลุยต่อ ก็เยี่ยมเลยล่ะ
ที่มา : mthai

17 วิธีรักษาสุขภาพ แบบฮอต ฮอต

17 วิธี Refresh สุขภาพ แบบฮอต ฮอต (woman plus)

อุณหภูมิ และสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อนส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าที่เราเคยคาดคิด และนี่คือความจริงรวมทั้งวิธีรักษาสุขภาพ 17 ข้อที่เรา อยากให้คุณอ่าน เพราะมันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด อัพเดทสุขภาพกับ 17 ความรู้ HOT HOT …..

1. ป้องกันอาการขาดน้ำด้วยการดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว หรือแบบปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ สมุนไพรเยอะๆ เพราะหน้าร้อน ร่างกายภายในจะมีอุณหภูมิสูง และขับเหงื่อออกมามาก จนอาจทำให้คุณช็อกหมดสติ

2. หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด เพราะอาจทำให้อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงเร็วจนไม่สบาย

3. ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่นแจ่มใส อาจทำให้เป็นหวัดได้

4. อย่างดอาหารเช้า เพราะร่างกายต้องการอาหารเพื่อกระตุ้น ระบบเผาผลาญ ซึ่งจะช่วยควบคุมน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง ของทอด ของมัน

5. หญิงตั้งครรภ์ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนเสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นหวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไป

6. คนสูงอายุมักมีระบบย่อยที่ไม่ดี และคนที่มีม้ามบกพร่อง ถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไปจะเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย ทำให้ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อน

7. เลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Mexoryl และ Tinosorb เพราะสามารถกรองรังสียูวีเอ และยูวีบี ได้ดี เช่น Vichy, Nivea และ Ambre Solaire จาก Garnier

8. หากผิวแสบร้อนจากการโดนแดด บรรเทาได้ด้วยการกินยาแอสไพริน แล้วแช่ตัวในอ่างน้ำอุณหภูมิห้อง ผสม Bath Oil จากนั้นบำรุงผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ และหลีกเลี่ยงแดดในวันถัดไป

9. ทำสเปรย์บรรเทาผิวไหม้เกรียมอย่างง่ายๆ ด้วย น้ำกรองบริสุทธิ์ 2 ออนซ์ ใส่เอสเซนเชียลออยล์กลิ่นลาเวนเดอร์ 9 หยด กลิ่นเปปเปอร์มินต์ 2 หยด และสเปียร์มินต์ 1 หยด ผสมรวมกันแล้วใส่ในขวดสเปรย์ พกติดตัวและฉีดพรมเมื่อมีอาการ

10. เลือกเครื่องสำอางแบบครีม ที่มีเนื้อแห้งเหมือนแป้ง หากหน้ามันปัดทับด้วยบรอนเซอร์ หรือแป้งฝุ่น

11. ควรเลือกใส่เสื้อผ้าเนื้อเบาสบาย ระบายอากาศได้ดีอย่างผ้าฝ้ายธรรมชาติที่หลวมกระชับตัว

12. หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้น้ำตาลสูง อย่างอาหารจำพวก แป้ง คาร์โบไฮเดรต และผลไม้รสหวานจัด เพื่อควบคุม ระดับพลังงานที่มากเกินไปจนส่งผลต่ออุณหภูมิสูงจากภายในของร่างกาย

13. ป้องกันแมลงกัดต่อยซึ่งมีชุกชุมในฤดูร้อน ด้วยการเลือกทาผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากพืชสมุนไพรธรรมชาติ

14. เลือกแว่นกันแดดขนาดใหญ่ที่ให้การปกปิดมิดชิด กระชับใบหน้า เพื่อป้องกันรังสียูวีบีจากการเกิดต้อกระจกในดวงตา และผิวไหม้เกรียม ริ้วรอยรอบดวงตา

15. อย่าเข้าใจผิดว่ายิ่งเข้มยิ่งดี สีของเลนส์ในแว่นกันแดดไม่ได้ช่วยในการปกป้องรังสี เพราะประสิทธิภาพสำคัญเกิดจากสารเคมีที่เคลือบ เพื่อสะท้อนรังสี

16. คอนแทคเลนส์ไม่ช่วยอะไร โดยเฉพาะรุ่นที่เคลมว่าสามารถดูด ซับรังสีได้ เพราะอย่างไรก็ด้อยประสิทธิภาพกว่าแว่นกันแดด ดังนั้นจึงไม่อาจใช้แทนกันได้

17. ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่น่าเลือกมากที่สุดในปัจจุบัน ควรมีคุณสมบัติบางเบา ซึมซาบไว ติดทนนาน และมีส่วนผสมของสารประกอบจากไทเทเนียม หรือซิงค์ออกไซด์
ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/37238

33 วิธีแก้โรคนอนไม่หลับ

1. อย่าเข้านอนเพราะว่า “ถึงเวลานอนแล้ว” แต่จงเชื่อนาฬิกาในตัวคุณเอง ถ้าดูไม่ออกว่าตอนไหน ขอให้รู้ไว้ว่าร่างกายจะสื่อให้ทราบเมื่อถึงเวลา แต่ทว่า มนุษย์เรา ไม่รู้ ความหมายอยู่บ่อย ๆ ซึ่งได้แก่ การหาวนอน อาการแสบตา ความรู้สึกประเภท “ลานหมด” หัวจะทิ่มลงท่าเดียว ส่วนหนังตา ก็หย่อน พาลจะหลับให้ได้…. ถ้ายังไม่รับ ทราบสัญญาณเหล่านี้ คุณก็จะพลาดรถไฟ สายเจ้าหญิงนิทรา และจะต้องรอไปอีกสองชั่วโมง จึงจะง่วงนอนอีกครั้ง เนื่องจากต่าง คนต่างก็มีช่วงจังหวะของตัวเอง จึงเปล่าประโยชน์ที่ คุณ จะเข้านอนแต่เนิ่น ๆ ถ้าคุณเป็นสมาชิกครอบครัว นอนดึก หรือรอจนดึกดื่น จึงเข้านอน ถ้าคุณเป็นพวกนอนหัวค่ำ

2. อย่านอนผิดเวลาทุกวัน คุณรับประทานอาหารประมาณเวลาเดิม ก็ขอให้เข้า นอน และ ตื่นนอนตามตารางเวลา เดิมเป็น ประจำด้วย มิฉะนั้นคุณก็เสี่ยง ที่จะง่วง นอนผิดเวลา

3. ทดลองหลับแว่บเดียว ทำเหมือนจิตรกรซัลวาดอร์ ดาลี ที่ดูเหมือนเป็น หนึ่งใน บรรดา ลูกสมุนของเทคนิค “แสงแว่บ” เรียกสติคืนมา นั่งบน เก้าอี้โซฟา มือถือ ช้อนชาคันหนึ่ง ตรงปลายเท้าของคุณวางจานโลหะ ไว้หนึ่งใบ เมื่อผล็อย หลับ มือก็จะปล่อยช้อนหล่นลงมาบนจานโลหะ ส่งเสียงดัง ซึ่งจะปลุกคุณให้ตื่น…. ในทางทฤษฎีถือว่า อาการของคุณปกติดี คำอธิบาย….เมื่อหลับตา คุณตัดข้อมูล ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ควรฝึกวันละหลายครั้ง

4. พักกลางคัน ถ้าคุณไม่สนใจพักแป๊ปเดียวเพื่อให้ตนเอง กระปรี้กระเปร่า ก็ใช้วิธีนี้ นั่งท่าสบาย ๆ อยู่ที่โต๊ะ ทำงาน ของคุณ หนุนศีรษะบนแขนที่ไขว้ กัน หรือนอนท่าเหยียด ยาว หลับตาและปล่อยตัวตามสบาย 5 นาที เพื่อผ่อนคลาย ง่าย ๆ

5. สะสมการนอน “ช่วงสั้น” ใน วันทำงาน คงยากที่ จะนั่งสัปหงกหน้าแป้นพิมพ์ คอมพิวเตอร์ตอน บ่ายอ่อน ๆ เก็บสะสมความอยากเอนหลังนาน ๆ เป็นชั่วโมง ครึ่งถึงสองชั่วโมง (ซึ่งเป็นหนึ่งวัฏจักรของการ นอนหลับพักผ่อน ที่เต็มอิ่ม) เอาไว้ชดเชยตอนบ่ายของวันสุดสัปดาห์ คุณจะได้พักผ่อนอย่าง อิ่มเอม ใช้หนี้ความเหนื่อยล้าตลอดสัปดาห์

6. บอกเลิกการตีเทนนิสหรือการออกกายบริหารที่ฟิตเนสทุกเย็นวันอังคาร นอกเสียจากว่าคุณไม่ กลัวนอนดึก การเล่นกีฬาตอนหัวค่ำยิ่งไม่เอื้อ ต่อการนอน เพราะทำให้ร่าง กายสดชื่นตื่นตัว แต่ก็อีกนั่นแหละ ต้องจับตาดูความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคน เพราะสิ่งที่ทำให้คนใกล้ตัว หลับบางที คือสิ่งที่กลับปลุกให้คุณตื่น

7. ลงมือฝึกชี่กง (ลมปราณ) ชี่กงเหมาะมากสำหรับสงบความคิดจิตใจ และขจัด ความอ่อนเพลีย ในไม่ช้าคุณจะเรียนรู้ที่จะทำท่าที่ชวนให้ง่วงนอนเป็น

8. รับประทานอาหารค่ำแต่หัวค่ำ คุณจะรู้สึกว่าเวลาช่วงค่ำยาวนานขึ้น ควรหลีก เลี่ยงการเข้านอน “ขณะยังย่อยอาหารอยู่” ปล่อยให้เวลาผ่านไป อย่างน้อย สอง ชั่วโมงหลังอาหารค่ำแล้วจึงค่อยนอน

9. ค้นพบความเพลิดเพลินและประโยชน์ของการเดินย่อยอาหารมื้อค่ำ

10. ละเว้นสารกระตุ้นต่าง ๆ เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำชา….ความจริง ที่มนุษย ์ส่วนใหญ่ยังคงละเลยอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีความสามารถจะรับและ มีปฏิกริยา โต้ตอบ พิเศษกับคาเฟอีนก็ตาม เพราะระบบเผาผลาญ บางคนต้อง ใช้เวลาสิบสอง ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อกำจัดกาแฟเพียงถ้วยเดียว ไม่น่าแปลกใจ ที่คำว่า “kawa” หรือ “กาแฟ” ในภาษาอาหรับ หมายถึง “ตัวทำลายความง่วง”

11. จงหาว ถ้าเกิดง่วงนอนและมีอาการหาวบ่อย ๆ การบังคับตนเองให้หาว จะช่วย ผ่อนคลาย ได้และทำให้อยากนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า ได้ยืดแข้งยืดขาด้วย

12. ดื่มเครื่องดื่มชาสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการกล่อมประสาทอย่าง ชาคาโมมายล์ ลาเวนเดอร์….จะช่วยให้นอนหลับได้

13. ลดปริมาณอาหาร และ กลูไซด์ (อินทรียสารในคาร์โบไฮเดรต) ตอนมื้อค่ำ หลีกเลี่ยงน้ำตาล ของหวานที่หวานจัด น้ำผึ้ง น้ำอัดลม…. เพราะเสี่ยงที่จะ เสริม ให้ โลหิตมี ปริมาณกลูโคสต่ำกว่าปกติในตอนกลางคืน

14. รับประทานแอปเปิ้ล ผักกาดหอม และผลิตภัณฑ์จากนม ตามความเชี่อที่ว่า อาหารเหล่า นี้เป็นเพื่อนกับความง่วง เพราะประกอบด้วยสารหลักใน ตัวยาที่ออกฤทธิ์ วิตามินและเอ็นไซม์ที่เป็นสื่อกลางช่วยให้ง่วงเหงาหาวนอน ควรเลือกผลิตภัณฑ ์จากนมที่ย่อยได้ง่ายที่สุด อย่างโยเกิร์ต (นมเปรี้ยว) นมข้น และเนยแข็งสีขาว ดีกว่าพวกเนยแข็งที่ ไขมันสูงและผ่านการหมักเชื้อ สำหรับอาหารค่ำ ควรเลือกอาหารจำพวกปลานึ่ง ผักนึ่ง และผลไม้ที่ย่อยง่าย เลีกเลี่ยงอาหาร ที่มีไขมัน ผลิตภัณฑ์จากหมูเนื้อ เครื่องเทศและเครื่องปรุงรส

15. ก่อนเข้านอนอย่าดื่มน้ำมากเกินไป แต่ให้ดื่มมาก ๆ ในระหว่างวันตั้งแต ่เวลา 18 นาฬิกาเป็นต้นไปจงลดการบริโภคของเหลว

16. ปกป้องตนเองให้พ้นจากเสียงรบกวนหาสำลีอุดหูหรือติดกระจกซ้อนสองชั้น ปูพรมตลอดห้อง ใช้เพดาน เก็บเสียง….เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม ทีเราใช้ ชีวิต อยู่มีส่วนในการลด ทอนคุณภาพการนอนได้

17. หัวเราะวันละหลาย ๆ ครั้ง การหัวเราะเป็นกิจกรรมตามธรรมชาติและ เกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาท สำหรับบางคน “หัวเราะนาทีเดียวมี ค่าเท่ากับการ ผ่อนคลายร่างกายสี่สิบห้านาทีเต็ม”

18. การพักผ่อนนอนหลับเป็นเรื่องใหญ่ ที่นอนเป็นเรื่องสำคัญ จงหันไปเลือก ฟูก ขนาด 160 คูณ 200 ซ.ม. กว้างขวางกว่าฟูกมาตรฐานขนาด 140 คูณ 190 ซ.ม. หรือ ไม่ก็ไปหาฟูกแบบอเมริกัน เลือกตามชอบใจว่าจะเป็น คิงไซส์ ขนาด 190 คูณ 200 ซ.ม. หรือแคลิฟอร์เนียนคิงไซส์ ขนาด 180 คูณ 210 ซ.ม.

19. เพื่อความสมดุลสงบ เวลานอนควรตรวจสอบทิศทางที่ถูกต้อง สำหรับการวาง เตียงนอน คือให้ศีรษะหันไปทางทิศเหนือ เท้าไปทางทิศใต้ตามทิศทาง ของคลื่นแม่ เหล็กโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าให้ศีรษะหันไปทางทิศ ตะวันออก

20. ถ้าคุณต้องทาสีผนังห้องนอนใหม่ ขอให้ทราบด้วยว่าสีฟ้ากลาง ๆ เป็นสีสำหรับ การนอนที่ดีที่สุด

21. กรองแสงสว่างเหมือนกับการหรี่ศูนย์ความรู้สึดตื่นของเราค่อย ๆ หรี่จาก แสง สว่างจ้าให้มืดลงเรื่อย ๆ ลดไฟฟ้าในห้องนอนของคุณ หรือปิดตาสักครู่ ก่อน ดับไฟ คุณจะ ช่วยร่างกายให้ปฏิบัติหน้าที่ ง่ายขึ้นโดยช่วงเวลา เปลี่ยนแปลงคือ สองสามนาที และปฏิบัติกลับกันในตอนเช้า

22. ไม่ควรนำต้นไม้ใบเขียวไว้ในห้องนอน อย่างน้อยเวลากลางคืน หลีกเลี่ยง ไม่ให้ มาแย่งออกซิเจน

23. ใช้วารีบำบัด สปาบางแห่งเสนอวิธีบำบัดที่ช่วย ให้คุณค้นพบกุญแจ สำหรับการ นอนหลับใน โปรแกรม ประกอบด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ในสระว่ายน้ำ ที่ บรรจุน้ำทะเลอุ่น ๆ ตามด้วยเสียงดนตรีใต้น้ำ การแช่น้ำ ในอ่างจากุชซี่ที่ผสม หัวน้ำมันดอกลาเวนเดอร ์จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

24. อย่าให้ห้องนอนของคุณร้อนเกินไป จะดีที่สุดให้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 ถึง 25 องศาเซลเซียส

25. ควบคุมการหายใจขณะตื่นอยู่ ร่างกายเพิ่มการหายใจในระดับทรวงอกเอง โดยสัญชาตญาณ จงหายใจเข้าช้า ๆ และลึก ๆ โดยใช้ท้องอย่างไม่ต้องฝืน และ ต่อเนื่องกันราบ รื่น หายใจออกแล้วหยุดไว้สองวินาที ก่อนหายใจใหม่ อีกครั้ง การหยุดช่วงสั้น ๆ นี้มีบทบาททำให้ระบบประสาทสงบลง ให้ปฏิบัติ การหายใจ ในท่านอนเหยียดยาว ก่อนนอน

26. นวดตัว โดยเน้นที่เท้า กลุ่มเส้นประสาท เส้นโลหิต หรือต่อมน้ำเหลือง ด้วยน้ำมันหอม ระเหยผสมลงไปในน้ำมันฐาน หรือครีมที่เป็นกลาง ถ้าชอบจะ เพิ่ม น้ำมันหอมระเหย (ดอกลาเวนเดอร์ ดอกมาร์จอแลน ดอกบาซิลิก หรือเนโรลี) โดยหยดผสมไปกับน้ำมันฐาน (น้ำมันหอม ระเหยมากที่สุด 5 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันฐานถ้าเป็นไปได้ ใช้ชนิด บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามธรรมชาติ) เทคนิค อื่นในการคลาย เครียดได้แก่ การใช้ฝ่ามือทั้งสองนวด โดยกางนิ้วออก นวดศีรษะเบา ๆ ไล่จากคางขึ้น ไปถึงหน้าผาก แล้วย้อนกลับ ลง มาที่ท้ายทอย คุณนวดที่หางตาได้ ด้วยเช่นกัน

27. ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ วิธีนี้ช่วยลดภาวะตึงเครียด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ การนอนง่ายคือบังคับควบคุม ความรู้สึกของสายตาและ ไม่คิดอะไรอีกต่อไป ได้สำเร็จ ขณะ นอนหลับ สัมผัสทั้งห้าของเราถอดสายปลั๊ก ตามธรรมชาต ิเริ่มต้น จากการมอง การรับกลิ่น การรับรส การสัมผัส และสุดท้ายการได้ยิน

28. อาบน้ำร้อน โดยค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นจาก 35 ถึง 39 องศาเซลเซียส การทำเช่นนี้มี ปฏิกริยากล่อมประสาทให้ง่วงนอน (สำหรับแปดในสิบหน) คุณสามารถเติมสมุนไพร สกัดลงในอ่างน้ำร้อนได้ แต่เพื่อความเพลิดเพลิน เท่านั้น เพราะมีเพียงความร้อนเท่านั้นที่ ทำปฏิกริยา คุณเพียงแต่แช่ เท้าใน น้ำร้อน ก็ได้ ซึ่งจะต่อเนื่องถึง อุณหภูมิของร่างกาย และมีผลผ่อนคลายกลุ่ม ร่างแหเส้นประสาท หรือเส้นโลหิต หรือหลอดน้ำเหลือง ให้ปฏิบัติ ก่อนเข้านอน

29. เพียงแค่วางมือทั้งสองข้างบนหน้าท้อง ความร้อนจากมือช่วยผ่อนคลาย อวัยวะภาย ในช่องท้องที่ ขวางการไหลเวียนพลังงาน

30. อย่าคาดหมายล่วงหน้า พยายามอย่านึกคิดล่วงหน้าถึง การนัดหมาย สำคัญทาง อาชีพการงานใน วันรุ่งขึ้น แนวคิดคือเข้านอนดึกด้วย ความกังวลจะทำให้ คุณหลับ ไม่ลง

31. ผ่อนคลายตัวเองด้วยการหลับตาและจินตนาการถึงการอาบน้ำ ฝักบัวเย็น ฉ่ำ ที่ราดรด ลงมาจาก ศีรษะแล้วไหลไปตามลำคอ นำพาความเครียดทั้งวัน ที่ผ่านมาให้ไหลไป ตามทางน้ำ หรือใช้วิธีหายใจลึก ๆ อย่างรู้สติเป็นชุด ๆ ผสานกับการคิดแต่ในแง่ดี (“ฉันยอมหลับอย่างวางใจ” “ฉันรู้สึกผ่อนคลาย เต็มที่”)

32. สามชั่วโมงก่อนนอน บอกเลิกกิจกรรมทุกอย่างที่คร่ำเคร่งและใช้สติปัญญา หยุดอ่านหนังสือถ้ามัน จุดจินตนาการของคุณให้ทำงาน ผลักดันให้ฝันหรือ ใช้ความคิดใคร่ ครวญ

33. พยายามคอยสังเกตสิ่งที่คุณทำแล้วหลับได้สนิทดี จะได้นำมาใช้ใหม่ ในค่ำคืน ที่นอนไม่หลับสักที
ที่มา:heyhaparty.blogspot.com

เช็คสุขภาพจิตกันดีกว่า

กติกาคือ 1. หยิบปากกากะกระดาษขึ้นมาเขียน A or B ย้ำห้ามโกง

1. เธอ ชอบมั้ยกับการที่มีแต่ใครๆ มาห้อมล้อมรุมรักเธอ
A ชอบดิ เหมือนดาราดีอ่ะ
B โอ๊ย! ยุ่งอารายกะชั้นนักหนา

2. เธอคิดว่าไม่ว่าจะเจอเรื่องแย่แค่ไหน….ก้ต้องมีสิ่งดีๆมาหาเธอเสมอ
A แน่นอนชีวิตใครจะหดหู่อยู่ตลอด
B โอ้ไม่แน่นอน โลกนี้โหดร้ายกับฉันเสียจิง

3. เธอคิดว่าถ้ามีเรื่องแย่ๆ แค่ไหนก็ตามเกิดขึ้นในอนาคตเธอจะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดี
A ปล่อยมันไปเดี๋ยวก้ดีเอง
B ไม่แน่ใจว่าจะรับได้แค่ไหน

4. เธอคิดว่าวิถีชีวิตที่เธอได้เธอเป็นอยู่ตอนนี้ดีสุดๆ
A แค่นี้ก็ OK น่ะ
B ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ยังไงก้ไม่รู้

5. เธอมีเพื่อนสนิทที่คุยกันได้ทุกเรื่องหรือป่าว
A แน่นอนเพื่อนซี้มีคนเดียวก็เกินพอ
B ชอบมีเพื่อนเป็นกลุ่มมากกว่าอบอุ่นดี

6. เธอรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเวลาตื่นนอนตอนเช้า
A สดชื่นทุกวัน แม้ว่าเป็นวันที่น่าเบื่อ
B ไม่รู้เป็นไร สดชื่น เฉพาะเสาร์อาทิดย์เท่านั้น

7. เมื่อมีปัญหาเธอคิดเสมอว่ามันต้องมีทางออกของมันเอง
A ทุกอย่างมีทางออกของมันเอง
B ไม่เสมอไป บางอย่างเราก้แก้ไขไม่ได้เอง

8. เธอคิดว่าตัวเองมีข้อดีที่น่าภูมิใจ
A แน่นอน ไม่เข้าข้างตัวเองแล้วจะไปเข้าข้างใคร
B ไม่เลย รู้สึกทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง

9. เธอเคยฮัมเพลงเวลาอาบน้ำบ้างหรือป่าว
A แน่นอนเทสเสียงไปในตัว
B ไม่อ่ะ อายตัวเองจิงๆ

10. เธอมีจุดมุ่งหมายในใจอยู่เสมอ
A เป้าหมายในชีวิตวัดความสำเร็จ
B คิดแค่วันนี้ตอนนี้อย่างเดียวเท่านั้น

11. เธอมีความสุขกับการวิ่งตามความฝันของตัวเอง
A ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึงด้วย
B รู้สึกว่าความฝันห่างไกลเหลือเกิน

12. เคยมั้ยบางวันแค่มองดวงจันทร์ก็ยืนอมยิ้ม
A เคยสิ โรแมนติกยังไงก้ไม่รู้
B อยู่ไหนเหรอดวงจันทร์ ไม่เห็นมานานแล้ว

13. เธอปวดหัวบ่อย ๆ โดยไม่มีสาเหตุหรือป่าว
A ปวดเฉพาะเป้นหวัดคัดจมูก
B ปวดเป็นงานอดิเรกเชียว

14. เดี๋ยวนี้ชอบเม้าท์แตกเรื่องชาวบ้านหรือป่าว
A ไม่เลย เรื่องชาวบ้านเราไม่เกี่ยว
B ไม่รู้เป้นไรเห็นใคร ก็คันปากไปหมด

15. เดี๋ยวนี้ขี้หลงขี้ลืมหรือป่าว
A ไม่น่ะ ปกติดี
B นั่นสิ ป้ำๆ เป๋อๆ ยังไงก็ไม่รุ้

16. นอนหลับสบายดีมั้ย
A หัวถึงหมอนก็นอนฝันหวาน
B นอนไม่หลับกระสับกระส่าย

17. พักนี้เธอบ่นอยากไปไหนไกลๆ รึป่าว
A อยากไปกะเพื่อนๆ เฮฮาปาร์ตี้
B อยากไปที่ไหนก็ได้คนเดียว ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก

18. เธอรู้สึกเหนื่อยง่าย แม้ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ
A ไม่เลย แข็งแรงทนทานดีอยู่
B นั่นสิเหมือนแก่ก่อนวัยยังไงก็ไม่รู้

19. เดี๋ยวนี้เธอทะเลาะกับคนรอบข้างถี่เกินไปรึป่าว
A ไม่น่ะออกจะรักกันจี๋จ๋า
B นั่นสิ เจอใครก็เหม็นหน้าไปหมด

20. ช่วงนี้ทำอะไรไม่ค่อยจะมีสมาธิเลยจริงๆ
A ปกติ ( อ่านหนังสือแล้วจำไม่ได้ยังไงก็เป็นอยู่อย่างนั้น)
B รู้สึกเนือยๆ ไม่ค่อยตั้งใจทำอะไรเลย

เช็กระดับความเครียดกันสักหน่อย

ถ้าเลือกข้อ A ต่ำกว่าสิบข้อ
ชมรมความเครียดยินดีต้อนรับ แหมหนุ่มน้อยสาวน้อยเอ๋ย รู้สึกเธอจะเครียดเกินไปแล้วนะ อายุก็เท่านี้เองจะซีเรียสกับชีวิตไปไย เธอต้องหาเวลาเพื่อนผ่อนคลายหรือหาสาเหตุที่ทำให้เธอเครียดขืนปล่อยเอาไว้จะทำให้เธอเสียสุขภาพจิตได้

ถ้าเลือกข้อ A ตั้งแต่ 10-15 ข้อ
สุขภาพจิตของเธออยู่ในระดับปกติ แต่ก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะเครียดได้ถ้ามีอะไรมากระตุ้น หรือมีเรื่องมากระทบจิตใจเธอ ทางที่ดีพยายามเตือนตัวเอง “ไม่เอาน่าอย่าเครียดๆ”

ถ้าเลือกข้อ A มากกว่า 15 ข้อเย้!
ดีใจด้วยน่ะที่ไม่ต้องเข้ามาอยู่ในชมรมคนเครียดสุขภาพจิตของเธอแข็งแรงดี มีความสุขในชีวิต ปัจจุบันตามสภาพสามารถแก้ไขข้อคับข้องใจและปันหาเฉพาะหน้าได้ ยอมรับความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่าย ทำให้มีความสุขกับการใช้ชีวิต
ที่มา:heyhaparty.blogspot.com

ฝึกสมองไบรท์ด้วย 9 เทคนิค

ผู้หญิงสมัยนี้อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่างด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัดเรื่อง
อาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต
เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่ายๆ ดังต่อไปนี้

1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์ เซลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มี
น้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่
ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ

2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้
กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่ว
เหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดีที่ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่
ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถ
จินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน)

4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะ
ปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่ง
ที่ทำจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอนเดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมา
เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ
รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา ฯลฯ เพราะการ
เรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอนเดอร์ฟินและโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยาก
เรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การ
ให้อภัยตัวเองเป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น
ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข ฯลฯ เพราะการเขียน
เรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มี
ความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกซิเจน 20-25 เปอร์เซ็นต์ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึง
เป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงาน
นานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยืดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้
เพิ่มขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์

การมีสมองที่ดีก็เหมือนกับทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแล
และฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
ที่มา:heyhaparty.blogspot.com

ล้างพิษใน 1 วัน..ที่คุณทำเองได้

คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็ง แรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้าย แรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย

หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และ อาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดี แล้ว ต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า

1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ลส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2อย่างคือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรี สูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้

2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้า เลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละสุก หรือส้มตำ(มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอ กับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด

3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อย ที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้

4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาว ลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป

5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็ก ส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษ ถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ ทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้า ไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป

วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว
อุปกรณ์
ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
มะนาว 4 ลูก
เกลือป่น 2ช้นชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน

วิธีทำ
ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูกและเกลือ 1 ช้อนชา เขย่า ให้เข้ากัน

มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูด ซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่น คือาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้

กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ต่อหนึ่ง ครั้ง
ที่มา:heyhaparty.blogspot.com

วิธีธรรมชาติขจัดปัญหา ‘ นกเขาไม่ขัน’

 

คงไม่มีคุณผู้ชายคนไหนอยากพบเจอกับอาการ ‘นกเขาไม่ขัน’ แต่ถ้าเจอแล้วคิดจะพึ่งไวอะกร้าก็ดูว่าทั้งเสี่ยงทั้งแพง ลองหันมาเยียวยาแบบธรรมชาติกันดีกว่าด้วยกติกาดังนี้

งดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ในเนื้อสัตว์มีไขมันอิ่มตัว เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไปเกาะตามผนังหลอดเลือด รวมทั้งหลอดเลือดบริเวณอวัยวะเพศด้วย ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงไม่ได้เต็มที่ เกิดอาการมะเขือเผาได้

รับประทานปลาและอาหารทะเล ปลาทะเลอุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เรียกว่าโอเมก้า 3 (Omega 3) ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น เลือดจึงไปเลี้ยงและคั่งบริเวณอวัยวะเพศได้ดี

รับประทานพืชผักผลไม้ วิตามินและเกลือแร่ในผักผลไม้จะช่วยต่อต้านความชรา สารเบต้าแคโรทีนซึ่งมีมากใหนแครอท ฟักทอง แคนตาลูป ผักใบเขียวร่างๆ และธาตุสังกะสี เมื่อรับประทานวันละ 25 มิลลิกรัม จะช่วยให้ลูกอัณฑะสร้างฮอร์โมนเพศชายได้ดีขึ้น

พึ่งพาสมุนไพร เช่น โสม ขิง ใบแปะก๊วย ซึ่งจะช่วยการไหลเวียนของโลหิต มีรายงานว่าโสมยังช่วยทำหน้าที่คล้ายๆ ฮอร์โทนเพศชายด้วย

สารเสริมอาหาร เช่น น้ำมันปลา ในประมาณวันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม รับประทานร่วมกับวิตามินอี วันละ 400 หน่วยสากล จะช่วยให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น

ใช้อโรมาเทอราปี (Aromatherapy) น้ำมันหอมระเหย หรือ Essential Oil บางชนิดมีคุณสมบัติทำให้รู้สึกสุขสบาย

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ

อย่าเครียด ความเครียดเป็นปฏิปักษ์กับอารมณ์เพศ มีผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศชายด้วย
ที่มา:heyhaparty.blogspot.com

เก้าอี้อัจฉริยะ คอยปลุกเจ้าของไม่ให้ นั่งนานจนปวดหลัง

อีกไม่นาน เราจะมีเก้าอี้อัจฉริยะนั่งทำงานกัน ซึ่งจะคอยเตือนไม่ให้นั่งจุมปุ๊กอยู่นานเกินควรจนปวดหลังปวดไหล่ เหมือนอย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้

ผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงเมืองเบียร์ นายริสโต โคอิวา ได้คิดประดิษฐ์ “เก้าอี้อัจฉริยะ” ขึ้นหลังจากทำการค้นคว้าเรื่องการแจ้งข้อมูลด้วยเสียง กับคณะของมหาวิทยาลัยบิลเฟลด์ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมัน เขาเปิดเผยว่า เก้าอี้ของเขาจะมีตัวตรวจจับอยู่ตรงเบาะนั่ง 4 ตัว กับที่พนัก 4 ตัว เพื่อจะตรวจจับว่านั่งกันอย่างไร ข้อมูลที่วัดได้จะส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผ่านทางหน่วยวัดบลูทูธ

ถ้าหากเก้าอี้จับได้ คนนั่งนั่งผิดท่า หรือนั่งจมอยู่นานเกินไปแล้ว มันก็จะร้องให้รู้ว่า ถึงเวลาควรจะเปลี่ยนท่าใหม่บ้าง เขากล่าวต่อว่า เดิมทีคิดออกแบบเพื่อให้เป็นเก้าอี้ในสำนักงาน แต่อาจจะใช้ได้ทั่วไป เช่น ตามห้องเรียน หรือในสำนักงานใหญ่ๆ เพราะผู้เชี่ยวชาญต่างเล็งเห็นว่า เก้าอี้อาจเป็นองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมในการทำงานอย่างเหมาะสมที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง.

ที่มา ไทยรัฐ

ค้นพบยาอายุวัฒนะ เป็นอาหารบำรุงกล้ามมัดโตนักเพาะกาย

นักวิทยาศาสตร์เมืองมะกะโรนีเชื่อว่า ค้นพบยาอายุวัฒนะ ซึ่งมนุษย์ พยายามแสวงหากันมาตลอดชีวิต มันเป็นกรดอะมิโนผสมน้ำ ซึ่งเป็นพื้นฐานของโปรตีน

ดร.เอนโซะ นิสอยล์ มหาวิทยาลัยมิลานกับคณะกล่าวแจ้งว่า ในการทดลองเลี้ยงหนูด้วยน้ำผสมด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ปรากฏว่า มันจะมีอายุยืนกว่าเพื่อนหนูที่กินอาหารธรรมดาได้ร้อยละ 12 แถมยังมีความแข็งแรงสมบูรณ์ และความแคล่วคล่องว่องไวเหนือกว่าด้วย แต่ยังไม่เคยทดลองกับมนุษย์ จึงควรจะทดลองกับคนไข้จำนวนมาก เพื่อจะได้มีหลักฐานเพียงพอ จนวงการแพทย์จะให้การรับรองได้

วารสารวิชาการ “เซลล์และไฟธาตุ” ได้รายงานว่า ดร.เอนโซะได้เขียนแจ้งในเอกสารว่า “การศึกษาของเราทำให้มีเหตุผลพอที่จะสำรวจบทบาทของกรดอะมิโน ในการป้องกันและควบคุมโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชราของมนุษย์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

บรรดานักเพาะกายมักจะชอบซื้อกรดอะมิโนมากิน เพื่อจะบำรุงกล้ามเนื้อของตน.

ที่มา ไทยรัฐ

เสียเหงื่อแต่ท้องอิ่ม ออกกำลังช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้อ้วนเกิน

นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะรู้คุณของการออกกำลังอีกอย่างหนึ่ง มันทำให้เรารู้จักอิ่มด้วย

นักวิทยาศาสตร์ของมหา-วิทยาลัยแคมปินาส แห่งบราซิล ได้ผลสรุปของการศึกษาว่า การออกกำลังนอกจากช่วยในการเผา ผลาญแคลอรีแล้ว ยังทำให้หน่วยประสาทมีความรู้สึกไวกับความรู้สึกอิ่ม ซึ่งทำให้กินน้อยลง และช่วยให้น้ำหนักลดในที่สุด

วารสารวิชาการ “ห้องสมุดวิทยา-ศาสตร์-ชีววิทยา” รายงานว่า หัวหน้านักวิจัย อาจารย์โฮเซ บาร์เรโต ซี. คาร์วอลไฮรา กล่าวว่า การค้นพบนี้จะช่วยให้บรรดาคนอ้วนทั่วโลก ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 เกิดมีความหวังขึ้น

การชอบกินของมันๆ เชื่อว่า ส่งผล ทำให้การส่งสัญญาณของหน่วยประสาทควบคุมความอิ่ม ที่อยู่บริเวณสมองส่วนล่าง ไม่อาจทำงานได้ ความขัดข้องนี้ทำให้เกิดการกินที่ไม่อาจควบคุมได้ จึงเกิดโรคอ้วนในที่สุด

อาจารย์คาร์วอลไฮราได้พบในการทดลองกับหนูว่า การบังคับให้หนูอ้วนออกกำลัง ช่วยให้การส่งสัญญาณอิ่มไปยังหน่วยประสาทที่สมองส่วนล่างฟื้นขึ้น และมันจึงกินน้อยลง

การออกกำลังช่วยป้องกันและรักษาโรคอ้วนได้ ไม่แต่เพียงเพิ่มการใช้พลังงานขึ้นเท่านั้น หากยังปรับแต่งการส่งสัญญาณของความอิ่มขึ้นใหม่ ช่วยลดการกินให้น้อยลง.

ที่มา ไทยรัฐ