Category Archives: การเลี้ยงเด็ก

พึ่งทีวี-เด็กมีปัญหา

พึ่งทีวี-เด็กมีปัญหา

มาร์กาเร็ต เบนต์เลย์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เก็บข้อมูลของคู่แม่ลูก217 คู่ เป็นเวลานาน 5 ปี ในช่วงอายุ 3 เดือน 6 เดือน 9 เดือน 12 เดือน และ 18 เดือน ก่อนเปรียบเทียบกับแบบสอบถามเรื่องพฤติกรรมการเลี้ยงลูก ชั่วโมงดูโทรทัศน์ต่อวัน และอารมณ์ของเด็ก

ปรากฏว่า คุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบพึ่งพาทีวี ไม่ว่าจะเป็นตอนกินข้าว ตอนร้องไห้ หรือใช้ทีวีกล่อมให้ลูกหลับ ซึ่งบรรดาแม่ๆ ยุคใหม่ที่ไม่มีเวลา เหนื่อยกับการงานทั้งนอกและในบ้านนิยมใช้จอสี่เหลี่ยมเป็นพี่เลี้ยงลูก เพราะคิดว่าไม่มีผลเสียอะไร แต่ทารกที่ติดทีวี หรือดูทีวีอย่างน้อยวันละ 3 ชั่วโมง นอกจากจะเสพติดพฤติกรรมแย่ๆ จากการ์ตูน และละครทีวีแล้ว ยังขาดความรักความอบอุ่นจากแม่

ส่งผลให้เด็กอารมณ์แปรปรวน ขี้โมโห และมีนิสัยก้าวร้าวในอนาคต

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ไอคิวเด็ก พัฒนาได้

เด็ก

ในทางจิตวิทยาเชื่อว่า อีคิวหรือความฉลาดทางอารมณ์เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ แดเนียล โกลแมน ผู้เขียนเรื่อง ความฉลาดทางอารมณ์ เสนอแนะวิธีการพัฒนาอารมณ์ไว้ 5 ประการ ดังนี้

1.รู้จักอารมณ์ตนเอง

การรู้จักอารมณ์ตนเอง จะเป็นพื้นฐานในการควบคุมอารมณ์เพื่อแสดงออกอย่างเหมาะสม การรู้จักอารมณ์ตนเองก็คือการรู้ตัว หรือการมีสติในทรรศนะของพุทธศาสนานั่นเอง ปกติเมื่อเราเกิดอารมณ์ใด ๆ ขึ้นมา เราจะตกอยู่ในภาวะใดภาวะหนึ่งใน 3 ภาวะ ดังต่อไปนี้

 

-ถูกครอบงำ หมายถึง การที่เราไม่สามารถฝืนต่อสภาพอารมณ์นั้น ๆ ได้ จึงแสดงพฤติกรรมไปตามสภาพอารมณ์ดังกล่าว เช่น เมื่อโมโหก็อาจจะมีการขว้างปาข้าวของหรือส่งเสียงดังโดยไม่สนใจใคร

-ไม่ยินดียินร้าย หมายถึง การไม่ยินดียินร้ายต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้น หรือทำเป็นละเลยไม่สนใจเพื่อบรรเทาการแสดงอารมณ์ เช่น ทำเป็นไม่ใส่ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่จริง ๆ ก็รู้สึกโกรธ

-รู้เท่าทัน หมายถึง การรู้เท่าทันต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้น มีสติรู้ว่าควรจะทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุดในขณะที่เกิดอารมณ์นั้น ๆ เช่น โกรธก็รู้ว่าโกรธ แต่ก็สามารถควบคุมความโกรธนั้นได้ ระงับ อารมณ์โกรธได้ และหาวิธีจัดการแก้ไขได้อย่างเหมาะสม

ทำอย่างไรให้รู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง?

ทบทวน ถ้ารู้สึกว่าที่ผ่านมาเรามีปัญหาในการแสดงอารมณ์ ลองให้เวลาทบทวนอารมณ์ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่เข้าข้างตนเองว่าเรามีลักษณะอารมณ์อย่างไร เรามักแสดงออกในรูปแบบไหน แล้วรู้สึกพอใจ ไม่พอใจอย่างไร คิดว่าเหมาะสมหรือไม่ต่อการแสดงอารมณ์ในลักษณะนั้น ๆ

ฝึกสติ ฝึกให้มีสติและรู้ตัวอยู่เสมอว่าขณะนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไรกับตัวเองหรือต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รอบ ๆ ตัว สบายใจ ไม่สบายใจ แล้วลองถามตัวเองว่าเราคิดอย่างไรกับความรู้สึกและความคิดนั้น ความรู้ สึกนั้นมีผลอย่างไรกับการแสดงออกของเรา

2.จัดการกับอารมณ์ตนเองได้

การจัดการกับอารมณ์ตนเองได้ หมายถึงความสามารถในการควบคุมอารมณ์และสามารถแสดงออกไปได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ แต่การที่เราจะจัดการกับอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมหรือไม่เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมอารมณ์

เทคนิคการจัดการกับอารมณ์ตนเอง

ทบทวน ว่ามีอะไรบ้างที่เราทำลงไป เพื่อตอบสนองอารมณ์ที่เกิดขึ้น และพิจารณาว่าผลที่ตามมาเป็นอย่างไร เตรียมการในการแสดงอารมณ์ ฝึกสั่งตัวเองว่า จะทำอะไรและจะไม่ทำอะไร ฝึกรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือที่เราต้องเกี่ยวข้องในด้านดี ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เศร้าหมอง สร้างโอกาสจากอุปสรรค หรือหาประโยชน์จากปัญหา โดยการเปลี่ยนมุมมอง เช่น คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือความท้าทายที่จะทำให้เราพัฒนายิ่งขึ้น เป็นต้น

ฝึกผ่อนคลายความเครียด โดยเลือกวิธีที่เหมาะกับตนเอง เช่น ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ เดินจงกรม เล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ เป็นต้น

 

3.สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง

การมองหาแง่ดีของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราเกิดความเชื่อมั่นว่าสามารถเผชิญกับเหตุการณ์นั้นได้ และทำให้เกิดกำลังใจที่ก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

เทคนิคการสร้างแรงจูงใจให้กับตนเอง

-ทบทวนและจัดอันดับสิ่งสำคัญในชีวิต โดยให้จัดอันดับความต้องการ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นทั้งหลายทั้งปวง แล้วพิจารณาว่าการที่เราจะบรรลุสิ่งที่ต้องการนั้นเรื่องไหนที่พอเป็นได้ เรื่องไหนที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

-ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เมื่อได้ความต้องการที่มีความเป็นไปได้แล้ว ก็นำมาตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อวางขั้นตอนการปฏิบัติที่จะมุ่งไปสู่จุดหมายนั้น ๆ

 

-มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความฝัน ความต้องการของตนเอง ต้องระวังอย่าให้มีเหตุการณ์ใดมาทำให้เราเกิดความไขว้เขวออกนอกทางที่ตั้งไว้

-ลดความสมบูรณ์แบบ ต้องทำใจยอมรับได้ว่าสิ่งที่เราตั้งใจไว้อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ หรือไม่เป็นดังที่เราคาดหวัง 100 เปอร์เซ็นต์ การทำใจยอมรับความบกพร่องได้จะช่วยให้เราไม่เครียด ไม่ทุกข์ ไม่ผิดหวังมากจนเกินไป

-ฝึกมองหาประโยชน์จากอุปสรรค เพื่อสร้างความรู้สึกดี ๆ ที่จะเป็นพลังให้เกิดสิ่งดี ๆ อื่น ๆ ต่อไป

-ฝึกสร้างทัศนคติที่ดี หามุมมองที่ดีในเรื่องที่เราไม่พอใจ (แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้) มองปัญหาให้เป็นความท้าทายที่เราจะได้เรียนรู้สิ่ง ใหม่ ๆ เพื่อสร้างพลังและแรงจูงใจให้ผ่านพ้นปัญหานั้น ๆ ไปได้

-หมั่นสร้างความหมายในชีวิต ด้วยการรู้สึกดีต่อตัวเอง นึกถึงสิ่งที่สร้างความภูมิใจและพยายามใช้ความสามารถที่มี ทำประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กำลังใจตนเอง คิดอยู่เสมอว่าเราทำได้ เราจะทำและลงมือทำ

4.รู้อารมณ์ผู้อื่น

การรู้และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น และสามารถแสดงอารมณ์ตนเองตอบสนองได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกับคนที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยจะช่วยให้เราสามารถอยู่ร่วมหรือทำงานด้วยกันได้อย่างดีและมีความสุขมากขึ้น

เทคนิคการรู้อารมณ์ผู้อื่น

ให้ความสนใจในการแสดงออกของผู้อื่น โดยการสังเกตสีหน้า แววตา ท่าทาง การพูด น้ำเสียง ตลอดจนการแสดงออกอื่น ๆ อ่านอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น จากสิ่งที่สังเกตเห็นว่า เขากำลังมีความรู้สึกใด โดยอาจตรวจสอบว่าเขารู้สึกอย่างนั้นจริงหรือไม่ด้วยการถาม แต่วิธีนี้ควรทำในสถานการณ์ที่เหมาะสม เพราะมิฉะนั้นอาจดูเป็นการวุ่นวาย ก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่นได้ ทำความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของบุคคล เรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเราว่าถ้าเราเป็นเขา เราจะรู้สึกอย่างไรจากสภาพที่เขาเผชิญอยู่

5.รักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน

การมีความรู้สึกที่ดีต่อกันจะช่วยลดความขัดแย้ง และช่วยให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์

เทคนิคในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน

-ฝึกการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่น ด้วยการเข้าใจ เห็นใจความรู้สึกของผู้อื่น

-ฝึกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ฝึกการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดี และไม่ลืมที่จะใส่ใจในความรู้สึกของผู้ฟังด้วย

-ฝึกการแสดงน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการให้และรับ

-ฝึกการให้เกียรติผู้อื่นอย่างจริงใจ รู้จักยอมรับในความสามารถของผู้อื่น

-ฝึกการแสดงความชื่นชม ให้กำลังใจซึ่งกันและกันตามวาระที่เหมาะสม

แค่นี้คุณก็สามารถพัฒนา อีคิว ของตัวเองได้ และเข้าใจคนอื่นมากขึ้น

 

 

ที่มา :กรมสุขภาพจิต

8 เคล็ดลับทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น

8 เคล็ดลับทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น

1. ใช้เสียงกล่อม

สิ่งที่ลูกของคุณต้องการก็คือความใกล้ชิด และความอบอุ่นจากคุณ ดังนั้นก่อนนอน คุณก็อาจจะกล่อมลูกด้วยเสียงเพลงของคุณก็ได้ แต่ถ้าหากร้องเพลงกล่อมอย่างเดียวไม่ได้ผล ก็แนะนำให้คุณอุ้มลูกขึ้นมาไว้แนบอกพร้อมร้องเพลงกล่อมลูกไปด้วย ซึ่งรับรองว่าวิธีนี้ลูกของคุณจะหลับสนิทภายใน 10 นาทีนี้แน่นอน

2. ห่อตัวลูกด้วยผ้า

ผิวเด็กเนี่ยบอบบางกว่าผิวของผู้ใหญ่มาก ดังนั้นเด็กจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในอากาศได้ง่ายกว่า ฉะนั้นถ้าคุณให้ลูกใส่แค่ชุดนอนเพียงชุดเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นก่อนลูกนอนควรห่อตัวลูกด้วยผ้าอ้อม หรือผ้าอะไรก็ได้ที่ไม่ระคายเคืองผิวลูก เพื่อทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น เหมือนอยู่ในอ้อมอกของคุณแม่ยังไงล่ะ

3. ลูบท้องเด็ก

สาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณนอนไม่หลับ อาจจะมาจากเสียงท้องของลูกก็ได้ ฉะนั้นหลังจากที่คุณอุ้มลูกไปวางที่เตียงแล้ว ก็ลองลูบท้องของลูกโดยวนตามเข็มนาฬิกาก็ได้ค่ะ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ลูกของคุณรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น และเมื่อลูกรู้สึกปลอดภัยก็จะทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ

4. ลดแสงสว่างในห้อง

ร่างกายของลูกนั้นจะปรับเวลาการนอนตามแสงสว่าง ซึ่งถ้ามีแสงสว่างลอดเข้ามาเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายของลูกตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้ลูกตื่นขึ้นมากลางดึกล่ะก็ ก่อนที่คุณจะปล่อยให้ลูกนอนก็ควรดับไฟทุกดวงในห้องให้สนิท เพื่อให้ลูกสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีแสงสว่างเข้ามารบกวนการนอนของลูกยังไงล่ะ

5. ปรับเวลากิจวัตรให้ตรงกันทุกวัน

กิจวัตรประจำวันของเด็กนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการตื่นนอน กินข้าว เล่น พักผ่อน และนอนหลับ ดังนั้นเมื่อลูกตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน คุณแม่ก็ควรปรับเวลาแต่ละอย่าง แต่ละวันให้ตรงกัน ถ้าคุณทำได้สักประมาณ 2 อาทิตย์ สมองของลูกก็จะรับรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร แล้วสมองก็จะสั่งร่างกายให้ทำไปโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงเวลา เช่นเมื่อถึงเวลานอนลูกก็จะเข้านอนทันทีเมื่อถึงเวลา แล้วคุณก็คลายความกังวลเรื่องการนอนของลูกไปได้เลย

6. ให้ลูกอิ่มก่อนเข้านอน

ถ้าคุณไม่อยากตื่นขึ้นมาเพราะเสียงท้องร้องของลูกล่ะก็ ก่อนนอนคุณควรให้ลูกกินซีเรียล หรืออาหารอ่อน ๆ สำหรับเด็กสักเล็กน้อย เพราะจะทำให้เขารู้สึกสบายตัว และนอนหลับได้อย่างเต็มที่

7. ขัดตัวให้ลูก

บางครั้งลูกอาจจะรู้สึกเหนอะตัว เพราะเหงื่อไคล หรือคราบสกปรกต่าง ๆ อาจจะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัดจนนอนไม่หลับก็ได้ ดังนั้นคุณควรใช้ฟองน้ำหรือผ้าขัดตัวลูกด้วย ประมาณ 1 – 2 ครั้งต่ออาทิตย์ สำหรับผิวธรรมดา แต่ถ้าลูกของคุณมีผิวแห้ง ขัดตัวแค่อาทิตย์ละครั้งก็พอค่ะ

8. ให้ลูกนอนในเตียงเด็ก

ถ้าคุณพาลูกออกไปซื้อของ หรือพาลูกออกไปนั่งเล่นในร้านกาแฟ แล้วในระหว่างนั้นลูกของคุณเกิดอาการง่วงล่ะก็ คุณควรพยายามหาวิธีทำให้ลูกตื่นตัวอยู่เสมอในช่วงที่อยู่ข้างนอก แล้วค่อยพากลับมานอนที่บ้านเมื่อเสร็จธุระ เพื่อไม่ให้ลูกติดนิสัยนอนผิดที่ผิดเวลา

หวังว่าเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นำมาฝากกันในวันนี้ จะช่วยคลายความกังวลเรื่องการนอนของลูกได้มากขึ้นนะคะ ซึ่งลูกของแต่ละคนก็มีนิสัยการนอนที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณแม่ก็ลองดูแล้วกันนะคะว่าวิธีไหน ที่จะทำใหคุณส่งลูกเข้านอนได้ง่ายที่สุดบ้าง

แม่ได้รับยากลุ่มนี้…ให้นมไม่ได้นะ

ได้รับยากลุ่มเคมีบำบัด คุณแม่ที่เป็นโรคมะเร็ง และมีการใช้ยาเคมีบำบัดบางตัวจะให้นมลูกไม่ได้เลย เพราะส่วนใหญ่ยากลุ่มนี้จะผ่านน้ำนมได้ และมีผลต่อการทำงานต่อเซลล์ต่าง ๆ ของลูกน้อยได้ค่ะ

ยาเสพติด คือ โคเคน เฮโรอีน และที่เจอเยอะมากในปัจจุบันคือ แอมเฟตามีน ในกรณีที่คุณแม่เสพสารเหล่านี้เข้าไปมาก ๆ จะส่งต่อลูกผ่านทางน้ำนม ถ้าลูกได้รับในปริมาณมาก ๆ ก็จะมีผลทางด้านอารมณ์ ขี้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนง่าย ตอนเล็ก ๆ จะตื่นบ่อย หลับได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

สารกัมมันตรังสี ถ้าคุณแม่ได้รับสารนี้แล้ว ไม่สามารถให้นมลูกได้เลย ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง และต้องได้รับสารกัมมันตรังสีในการรักษา หรือต้องวินิจฉัยโรคผ่านการเอ็กซ์เรย์

ได้รับรังสีไอโอดีน-131 สารตัวนี้ใช้ในการวินิจฉัยโรค หรือใช้ในการรักษาโรค ต่อมไทรอยด์ หรือโรคคอพอกเป็นพิษ กลุ่มนี้จะให้นมลูกไม่ได้

สารนิโคติน คุณแม่ที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าเป็นประจำ มีผลต่อลูก เพราะควันบุหรี่มีสารนิโคติน ลูกก็อาจจะได้รับสารนิโคตินไปด้วย ทำให้เอื้อต่อการติดเชื้อต่อระบบทางเดินหายใจของลูกได้ง่ายขึ้น

ส่วน คุณแม่ที่ดื่มสุราปริมาณมาก มีแอลกอฮอล์ในน้ำนมมาก ๆ จะทำให้ไปกดระบบประสาท จะทำให้เด็กหลับง่าย อ่อนเพลีย มีอาการซึม ส่งผลต่อพัฒนาการการเจริญเติบโต คือโตช้า น้ำหนักตัวเพิ่มน้อย และยังมีผลต่อน้ำนม ทำให้การกระตุ้นน้ำนมมีการหลั่งช้า และออกช้าด้วยค่ะ

ภาพจากอินเตอร์เน็ต

ให้นมไม่ได้ เต้านมคัด ทำไงดี

ให้นมไม่ได้ เต้านมคัด ทำไงดี

 

คุณ แม่ที่ให้นมลูกไม่ได้ แต่กลไกของร่างกายจะมีการผลิตน้ำนมตามปกติ เมื่อให้นมไม่ได้อาจมีอาการเจ็บคัดเต้านมมาก ๆ คุณหมอสูติจะดูแลโดยไม่ให้คุณแม่มีการสร้างน้ำนมเพิ่ม และไม่ให้เกิดอาการตึงคัดเต้านมค่ะ

อาการ ตึงคัดเต้านม มีตั้งแต่รุนแรงน้อยไปจนถึงมาก ซึ่งอาการรุนแรงน้อยก็อาจจะแค่เจ็บตึงคัด แต่ถ้ารุนแรงมาก น้ำนมที่ผลิตออกมาไม่หยุด และไม่ได้มีการยับยั้งเลย ก็จะแข็งและเป็นต้อ กลายเป็นน้ำหนองอยู่ในเต้านม จะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ต้องใช้เข็มดูดน้ำหนองออก แล้วต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ ทั้งชนิดฉีดและกินควบคู่ ซึ่งคุณแม่จะต้องดูแลตัวเองโดย…

1. ใส่ชุดชั้นในที่รัดฟิต แบบกระชับ เพื่อไม่ให้มีการสร้างน้ำนม

2. หลีกเลี่ยงการกระตุ้นบริเวณหัวนม เพราะจะทำให้มีการสร้างน้ำนมมากขึ้น

3. ถ้ามีการสร้างน้ำนมเยอะ ต้องมีการให้ยาเพื่อยับยั้งน้ำนม โดยใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ก็จะสามารถยับยั้งกระบวนการสร้างน้ำนมได้

ดัง นั้น คุณแม่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และรู้ว่าไม่สามารถให้นมลูกได้ ต้องรีบป้องกัน และหาวิธีการยับยั้งน้ำนม เพื่อไม่ให้มีการผลิตน้ำนม ก็จะลดอาการเต้านมคัดลงได้ค่ะ

นมแม่มีประโยชน์ แต่ถ้าคุณแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ไม่ควรให้นมลูก เพราะจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดีค่ะ

ภาพจากอินเตอร์เน็ต