Archive for the ‘โรคมะเร็ง’ category

หมดประจำเดือนไว หนีมะเร็งมดลูกห่าง

October 18th, 2011

หมดประจำเดือนไว หนีมะเร็งมดลูกห่าง

หมอญี่ปุ่นพบว่า สตรีที่ชอบออก กำลัง หรือเลือกกินอาหารแต่ที่บำรุงหัวใจ จะถึงวัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ ซึ่งมีความสำคัญกับการป้องกันโรคมะเร็ง

นักวิจัยทางการแพทย์ชาวอาทิตย์อุทัย ได้ศึกษาสตรีที่อยู่ในวัยมีประจำเดือน อายุระหว่าง 35-56 ปี 3 พันกว่าคน เป็นเวลา 10 ปี พบว่า ผู้ที่ออกกำลังมากกว่าที่สุด ประมาณอาทิตย์ละ 8-10 ชม. จะหมดประจำเดือนเร็วกว่าเพื่อนที่ไม่ค่อยออกกำลังร้อยละ 17

ในทำนองเดียวกัน สตรีผู้ที่กินอาหารเป็นน้ำมันพืชและผักมาก ก็จะหมดประจำเดือนเร็วกว่าผู้ที่กินน้อยกว่าอยู่ร้อยละ 15 เช่นกัน

นายกสมาคมนรีเวชแพทย์สหรัฐฯ ดร.โจแอน อี.แมนสัน กล่าวแจ้งว่า ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไว จะเผชิญกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในตัวสูงน้อยกว่าผู้ที่หมดช้ากว่า ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุว่า ผู้ที่หมดประจำเดือนเร็ว จะเสี่ยงอันตรายจากมะเร็งเต้านมต่ำกว่า แต่เขาก็เสริมว่า ก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะจะเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจและกระดูกบางมากขึ้น “แต่ก็ไม่อยากให้ผู้หญิงทั้งหลายเป็นทุกข์ในเรื่องนี้ เพราะว่าคุณประโยชน์มันเหนือกว่าความเสี่ยงกว่ากันมากนัก”.

แพทย์วิภาวดี แนะนำคุณสาวๆ วิธีห่างไกลภัยมะเร็งเต้านม

October 17th, 2011

นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์

มะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลสถิติกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มะเร็งเต้านมเป็นภัยร้ายที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิงทั่วโลก และเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิตที่สำคัญของผู้หญิง ด้วยอัตราเฉลี่ยประมาณ 1 ใน 9 ของผู้หญิงทั้งหมด แม้จะเป็นโรคร้ายแต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการรักษาแต่เนิ่นๆ ซึ่ง นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์ หัวหน้ากลุ่มงานด้านศัลยกรรม คลินิกเต้านม โรงพยาบาลวิภาวดี ได้ให้ความรู้ว่า มะเร็งเต้านมพบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ร้อยละ 30 เกิดจากพันธุกรรม หรือคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็ง, ทั้งที่เต้านม, มดลูก, รังไข่ หรือลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุต่างๆ อาทิ เด็กสาวที่มีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว, หรือผู้หญิงสูงวัยมีประจำเดือนหมดช้า, การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง, การใช้ฮอร์โมนในเพศหญิงมากเกินไป เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน, ผู้มีบุตรช้า หรือไม่มีบุตร เป็นต้น

คุณหมอธเนศยังกล่าวต่อว่า การหมั่นตรวจเต้านมอย่างถูกวิธี เป็นการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง ซึ่งทำได้ง่ายๆคือ การตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือหลังหมดประจำเดือนประมาณ 7-10 วัน โดยคลำตามบริเวณหัวนม วนรอบตั้งแต่หัวนมออกมาด้านนอก ลากมือไปมาจากบนลงล่าง หรือมาพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียดด้วยเครื่อง Mammography เป็นวิธีตรวจที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ ซึ่งเมื่อได้ตรวจครั้งแรกแล้ว แพทย์จะเก็บข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบสำหรับครั้งต่อไป ถึงความเปลี่ยนแปลง ส่วนการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน การลดปัจจัยเสี่ยงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำได้ไม่ยาก เริ่มด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น ลดอาหารเนื้อแดง, ลดอาหารมัน, ลดเกลือ เลือกรับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ หมั่นออกกำลังกายเสมอ งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เพื่อห่างไกลภัยร้ายจากมะเร็งเต้านม สาวๆที่มีอายุ 20-35 ปี ควรตรวจเต้านมทุกๆ 3 ปี ส่วนผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจเป็นประจำทุกปี ซึ่งในโอกาสที่เดือนตุลาคมเป็นเดือนแห่งการรณรงค์มะเร็งเต้านม โรงพยาบาลวิภาวดี จึงจัดโปรแกรมตรวจค้นหามะเร็งเต้านม ด้วยเครื่องดิจิตอล แมมโมแกรม พร้อมอัลตราซาวนด์ในราคา 2,500 บาท จนถึงสิ้นเดือนนี้ สอบถามได้ที่ 0-2561-1111 กด 1.

สุขภาพ  ที่มา  ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/life/209742

สิงห์อมควัน ระวังปอดพังก่อนวัยอันควร

July 26th, 2011

ควันบุหรี่เป็นภัยร้ายที่เป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปอด นอกจากนี้ โรคมะเร็งปอดยังเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้บ่อยที่สุดเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น เหตุผลเพราะว่าในควันบุหรี่มีสารประกอบที่อันตรายมากกว่า 4,000 ชนิด โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 60 ชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดโรคมะเร็งปอดนั่นเอง

บุหรี่กับโรคมะเร็งปอด

นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า สิ่งที่ผู้สูบบุหรี่ได้สูดดมเข้าไป ได้แก่ สารทาร์(น้ำมันดิน) นิโคติน(ส่วนผสมยาฆ่าแมลง) คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรเจนไซยานายด์(ก๊าซพิษ) ฟีนอล แอมโมเนีย(สารที่ใช้ทำความสะอาดห้องสุขา) เบ็นซิน และฟอร์มาลดีฮายด์(สารที่ใช้ในการคงสภาพศพ) เป็นต้น ซึ่งสารพิษเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดโทษรุนแรงต่อร่างกาย เช่น สารนิโคติน เป็นสารพิษอย่างแรงที่ทำให้คนเสพติดควันบุหรี่ และทำให้หลอดเลือดมีการหดตัวผิดปกติ ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจและชีพจรเต้นเร็ว หลอดเลือดตีบแคบ เป็นเหตุทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคความดันโลหิตสูงตามมา ส่วนทาร์นั้นมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน โดยเมื่อสูดเอาควันบุหรี่เข้าไปในร่างกาย ส่วนหนึ่งของทาร์จะจับอยู่ที่บริเวณปอด และจะจับรวมกับฝุ่นละอองที่สะสมอยู่ในถุงลมของปอด หลังจากนั้นทำให้เกิดการอักเสบและระคายต่อหลอดลมและปอด เกิดอาการไอ มีเสมหะ เนื่องจากมีสารระคายเคืองแปลกปลอมเหล่านี้อยู่ การอักเสบที่เกิดขึ้นจากการระคายเคืองเป็นเวลานานก็จะก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและที่ร้ายมากกว่าก็คือการเกิดโรคมะเร็งปอดตามมานั่นเอง

ความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด จะสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณบุหรี่ที่สูบ โดยพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่า 10-20 มวนต่อวัน ติดต่อกันนานมากกว่า 10 ปี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ พบว่าการสูบบุหรี่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งไต มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้และทวารหนัก และมะเร็งเต้านม

มะเร็งปอดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักคือ

1. มะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อของปอดเอง โดยจะแบ่งชนิดตามขนาดของเซลล์มะเร็ง คือมะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก ซึ่งพบได้บ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 80 ของการเกิดโรคมะเร็งปอด ที่พบบ่อยรองลงมาคือโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ก็มีเซลล์มะเร็งชนิดอื่นๆ รวมถึงเซลล์มะเร็งที่หายยากซึ่งพบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 -10 ของการเกิดมะเร็งปอด

2. มะเร็งจากอวัยวะอื่นลุกลามมาสู่ปอด เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่มีน้ำเหลืองและเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีโอกาสที่มะเร็งจากอวัยวะอื่นๆ ลุกลามมาสู่ปอดได้ง่าย

สัญญาณของโรคมะเร็งปอด

- อาการไอที่ผิดปกติไปจากที่เคยเป็น
- ไอเรื้อรัง หรือแย่ลง
- ไอเป็นเลือด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนแรกของโรคมะเร็งปอด
- เจ็บหน้าอก หนึ่งในสี่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดจะมีอาการนี้ และอาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอื่นๆ รอบๆ ปอด
- หายใจถี่ มักเกิดจากการอุดตันของการไหลเวียนของอากาศในปอด การคั่งของน้ำเยื่อหุ้มปอด หรือการแพร่กระจายของมะเร็งทั่วปอด
- เสียงแหบ หายใจมีเสียงหวีด เป็นสัญญาณการอุดตัน หรือการอักเสบในปอด ที่อาจมาพร้อมกับโรคมะเร็ง
- การติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำ เช่น หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบ เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งปอดด้วยเช่นกัน
- มีปัญหาในการกลืน

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดโดยส่วนใหญ่ มักได้รับการวินิจฉัยโรคช้า เนื่องจากขณะที่เริ่มเป็นจะวินิจฉัยยาก ทำให้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมักพบมะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจายไปแล้ว

1. การตรวจโดยการถ่ายภาพ
 การตรวจด้วยการถ่ายภาพมีหลายวิธี เช่น การเอกซเรย์ปอดนับเป็นวิธีพื้นฐานที่สุดที่สามารถมองเห็นมะเร็งที่ปอดได้ ส่วนวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้คือ เครื่อง CT scan คือใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการถ่ายภาพแบบ 3 มิติ ช่วยตรวจพบก้อนเนื้องอกที่อาจไม่ปรากฏบนภาพเอ็กซเรย์ หรือพบเนื้องอกที่แพร่กระจาย นอกจากนี้ยังมี เครื่อง MRI scan เป็นวิธีที่ใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพที่ทำให้เห็นรายละเอียดที่ชัดมากยิ่งขึ้น

2. การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา
 เป็นการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ โดยจะนำชิ้นเนื้อขนาดเล็ก หรือก้อนทั้งหมดของเนื้องอกของร่างกายออก แล้วนำชิ้นเนื้อตัวอย่างมาตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับมะเร็งที่อาจเกิดขึ้น วิธีการในการตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัย ได้แก่

- การใช้เข็มดูด โดยจะใช้เข็มที่บางมากผ่านผิวหนังเข้าไป แล้วดูดเอาชิ้นเนื้อบางส่วนออกมาจากก้อนเนื้อที่สงสัย โดยจะใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อป้องกันอาการปวดระหว่างการดูดเก็บชิ้นเนื้อ บางครั้งอาจจะต้องทำร่วมกับเครื่อง CT scan เพื่อช่วยกำหนดตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับผ่านเข็มเข้าไป

- การส่องกล้องเข้าทางหลอดลม ทำโดยใช้กล้องส่องขนาดเล็กสอดผ่านเข้าทางจมูกลงไปทางหลอดลม ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เห็นภาพของหลอดลมและท่อหลอดลมในปอดได้โดยตรง และยังสามารถมองเห็นก้อนเนื้องอกได้ชัดเจน ทำให้สามารถดูดเซลล์ หรือนำชิ้นเนื้อบริเวณนั้นมาตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไปได้

มะเร็งปอดสามารถรักษาได้อย่างไร

แพทย์จะวางแผนการรักษา โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านต่างๆ เช่น ชนิดของโรคมะเร็งปอด สุขภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วย ระยะและการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ผลการตรวจเลือดและผลจากภาพถ่ายและเอกซเรย์ โดยผู้ป่วยแต่ละท่านอาจมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ตามอาการของโรคมะเร็งปอดที่เป็น โดยการรักษาจะประกอบด้วย การผ่าตัด การฉายรังสี และยาเคมีบำบัด อาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรืออาจใช้หลายวิธีร่วมกัน แล้วแต่ดุลพินิจของแพทย์

เพื่อให้ผลการรักษาดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สหสาขาวิชาชีพ หลากหลายสาขา อาทิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง ศัลยแพทย์ พยาบาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรคจากชิ้นเนื้อเยื่อ นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และนักกำหนดอาหาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การรักษาแต่ละวิธี อาจมีผลข้างเคียงมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

นพ.เทพ กล่าวโดยสรุปว่า โรคมะเร็งปอดยังเป็นโรคที่รุนแรง รักษายาก วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือการป้องกัน หรือหยุดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น และจะได้ไม่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดในที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมที่ คลินิกโรคมะเร็ง
โทร. 0-2734-0000 ต่อ 2200, 2204

หญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกมากสุด

March 31st, 2011

มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย พบได้ในสตรีตั้งแต่วัยสาวจนถึงวัยชรา พบมากในช่วงอายุ 30-50 ปี โดยมีสถิติของผู้เสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 7 คนต่อวัน มะเร็งปากมดลูกเป็นต้นเหตุทำให้ผู้หญิงทั่วโลกเสียชีวิตมากกว่าปีละ 270,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 650 คน เมื่อเป็นในระยะเริ่มแรกส่วนมากมักไม่มีอาการ แต่สามารถตรวจพบเซลล์ผิดปกติได้ การตรวจหามะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้ในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษา และป้องกันไม่ให้กลายเป็นมะเร็งชนิดลุกลามได้ทันท่วงที และสามารถรักษาให้หายขาดได้ ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV, Human Papilloma Virus) ชนิดความเสี่ยงสูงที่บริเวณปากมดลูก และหากว่ายังคงมีการติดเชื้อในกลุ่มที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งอยู่ต่อไป จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เซลล์บริเวณชั้นผิวของปากมดลูกเกิดความผิดปกติชนิดรุนแรง และเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกในที่สุด ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย การมีคู่นอนหลายคนหรือมีเพศสัมพันธ์กับชายที่มีคู่นอนหลายคน การรับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 5 ปี จำนวนการตั้งครรภ์และการคลอดลูกมากกว่า 4 ครั้ง ประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม เป็นต้น การสูบบุหรี่ และขาดการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

ลักษณะของการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี
• ส่วนใหญ่คนที่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีมักไม่มีอาการผิดปกติ วิธีดั้งเดิมที่จะทราบได้ว่ามีเชื้อไวรัสเอชพีวีหรือไม่ คือทดสอบหาไวรัสโดยตรงจากการตรวจ Pap smear หรือการนำเนื้อเยื่อไปตรวจเพิ่มเติมพร้อมกับการทำ Pap smear วิธีบอกว่าการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์มะเร็งปากมดลูกคือการทำ Pap smear การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีอาจจะปรากฏในช่วงเวลาเป็นสัปดาห์ เดือน หรือปีหลังจากได้รับเชื้อครั้งแรก
• การทดสอบเชื้อไวรัสเอชพีวีรุ่นใหม่ๆสามารถค้นหาเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์มะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจทั้ง Pap smear และ HPV test ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การทดสอบเชื้อไวรัสเอชพีวีสามารถช่วยให้เข้าใจผลการตรวจที่ก้ำกึ่งเกี่ยวกับเซลล์ที่ผิดปกติได้ อย่างไรก็ดีถ้าหากการทำ Pap smear ไม่แสดงภาวะความผิดปกติก่อนมะเร็งที่แน่ชัด การทดสอบ HPV ก็อาจจะไม่จำเป็น
• การศึกษาปัจจุบันพบว่าการใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำจะช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี แต่เนื่องจากถุงยางอนามัยไม่สามารถปกปิดบริเวณที่เป็นจุดแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ทั้งหมด จึงไม่อาจให้การป้องกันได้เต็มที่ การใช้ถุงยางอนามัย ในบางครั้งอาจจะไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ ควรตระหนักว่าในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีนั้น ควรจะใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะมั่นใจในความสัมพันธ์ ถุงยางอนามัยจะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เมื่อใช้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์และใช้อย่างถูกวิธี
• ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวี โดยปกติร่างกายสามารถกำจัดได้เองก่อนที่เชื้อไวรัสเอชพีวีจะสร้างปัญหาใดๆ มีผู้หญิงเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีชนิดที่ก่อให้เกิดมะเร็ง แล้วร่างกายไม่สามารถกำจัดออกไปได้ ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเปลี่ยนแปลงและมีโอกาสเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้ อย่างไรก็ดีขบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 10 ปี
• ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 30 ปี มีความเสี่ยงน้อยที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูก ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี มีข้อแนะนำให้ตรวจติดตามเฉพาะกรณีที่การตรวจให้ผลการตรวจคลุมเครือเป็นที่น่าสงสัยว่าอาจมีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ ผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูก มีข้อแนะนำให้ตรวจไวรัสเอชพีวีด้วยวิธีที่เรียกว่า “ThinPrep plus HPVhc2″ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกให้ความไวสูงถึงร้อยละ 99-100 จึงจะมั่นใจผลการตรวจได้
• ผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป เมื่อมาพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกกรุณาแจ้งแพทย์เพื่อขอตรวจ “ThinPrep plus HPVhc2″ แพทย์จะเก็บตัวอย่างเซลล์บริเวณปากมดลูก นำใส่ขวดส่งต่อห้องแล็ปเพื่อตรวจหาเซลล์ผิดปกติ และตัวอย่างเซลล์ที่เหลือในขวดน้ำยาสามารถตรวจ HPVhc2 ต่อได้ หากผลการตรวจเป็นลบทั้งคู่ นั่นหมายถึงความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกน้อยมาก สามารถเว้นระยะการตรวจมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 3 ปี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แพทย์แนะนำให้คุณตรวจสุขภาพอื่นๆ ของสตรีเหมือนเคย ทุกๆ ปี เช่น การตรวจภายใน และการตรวจมะเร็งเต้านม หากผลการตรวจเป็นบวกทั้งคู่หรืออย่างใดอย่างหนึ่งเป็นบวก ยังไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นมะเร็ง แพทย์จะอธิบายเพิ่มเติม และทำการตรวจหารอยโรคด้วยกล้องส่องขยาย หรือการตัดชิ้นเนื้อบริเวณปากมดลูก เพื่อยืนยันและระบุระดับความรุนแรงของความผิดปกติอย่างละเอียดต่อไป

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก
• แนะนำให้ฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกในเด็กหญิงอายุ 11-12 ปีทุกราย โดยสามารถเริ่มให้วัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี ในทางอุดมคติ ควรเริ่มให้วัคซีนตั้งแต่ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เนื่องจากวัคซีนจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในเด็กหรือผู้หญิงที่ไม่เคยได้รับการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุมมาก่อน ดังนั้นเด็กหญิงและผู้หญิงที่ไม่เคยติดเชื้อเหล่านี้ก็จะได้ประโยชน์เต็มที่จากการฉีดวัคซีน
• ผู้หญิงที่อายุ 26 ปีและมีเพศสัมพันธ์อาจได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีนน้อยกว่า เนื่องจากผู้หญิงเหล่านี้อาจจะเคยได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีมาแล้วไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์เดียวหรือหลายสายพันธุ์ซึ่งเป็นชนิดที่ครอบคลุมโดยวัคซีน
• การให้วัคซีนมะเร็งปากมดลูกแนะนำในเด็กหญิงและผู้หญิงอายุ 13-26 ปีที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน อย่างไรก็ดีการตัดสินใจควรมีการพูดคุยปรึกษาหารือระหว่างแพทย์และผู้รับบริการถึงความเสี่ยงที่ผู้รับบริการจะเคยได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อนและประโยชน์ที่จะได้รับจากวัคซีน
• ฉีดวัคซีนที่แขนหรือต้นแขน 3 ครั้ง ในวันแรก เดือนที่สอง และเดือนที่สี่ หลังจากนั้น โดยภูมิคุ้มกันจะเกิดหลังจากได้รับวัคซีนครบทั้งสามเข็ม
• วัคซีนมีความปลอดภัยค่อนข้างมาก ไม่พบว่ามีไวรัสที่มีชีวิตเหลืออยู่ในวัคซีน ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังฉีดยาคือ มีแดงและเจ็บบริเวณที่ฉีดยา อาการปวดหัวคล้ายกับจะเป็นไข้หวัดก็พบได้ อาจพบมีไข้ได้ อาการปวดและไข้สามารถบรรเทาโดยการให้ยาได้
• มะเร็งปากมดลูกมักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งมะเร็งเหล่านี้อาจทำให้ผู้หญิงเสียความสามารถในการมีบุตรและคุกคามชีวิตของมารดาที่อายุน้อยได้ ในสตรีส่วนใหญ่จะทราบว่ามีใครที่ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติ เนื่องจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีนั้นพบได้บ่อย การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจะสามารถค้นหาคนที่เป็นมีปากมดลูกผิดปกติที่ยังสามารถรักษาได้ ปัจจุบัน ผู้หญิงจะมีทางเลือกที่สำคัญเพิ่มขึ้นในการป้องกันโดยที่วัคซีนมะเร็งปากมดลูกจะช่วยป้องกันก้าวแรกของการเกิดมะเร็งปากมดลูก นั่นก็คือการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ดีขึ้นมากกว่าในอดีต

ประสิทธิภาพของวัคซีน
• วัคซีนมะเร็งปากมดลูกมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันภาวะเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตผิดปกติที่นำไปสู่มะเร็งปากมดลูกได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่ไม่เคยมีประวัติได้ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อน เนื่องจากการพัฒนาของเนื่อเยื่อที่ผิดปกติไปเป็นมะเร็งนั้นจะต้องใช้เวลาหลายปี ดังนั้นอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่ากว่าจะพบว่าจำนวนการเกิดผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ลดลง
• วัคซีนมะเร็งปากมดลูกจะมีประสิทธิภาพดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อฮิวแมนแพบปิลารีไวรัส ถ้าใช้ในกลุ่มคนที่ไม่เคยติดเชื้อฮิวแมนแพบปิลารีไวรัสมาก่อน ที่สำคัญคือวัคซีนไม่สามารถกำจัดเชื้อฮิวแมนแพบปิลารีไวรัส ในกรณีที่มีการติดเชื้อเรื้อรังมาก่อนฉีดได้ ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าระยะเวลาการออกฤทธิ์ของเชื้อฮิวแมนแพบปิลารีไวรัสจะอยู่ได้นานเท่าไรหรือจำเป็นต้องฉีดซ้ำเมื่อไร และบ่อยเท่าไร แต่เท่าที่มีข้อมูลล่าสุดในปัจจุบันรายงานถึงระยะเวลาที่วัคซีนจะออกฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสได้นานอย่างน้อย 3-5 ปี หรืออาจจะนานกว่านั้น ในอนาคตการติดตามผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนอาจจะให้ข้อมูลมากขึ้นว่าภูมิคุ้มกันของการให้วัคซีนจะลดลงเมื่อไรและจำเป็นต้องฉีดซ้ำเมื่อไร
• สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยควรทราบเกี่ยวกับวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ข้อมูลในปัจจุบันคือวัคซีนมะเร็งปากมดลูกนั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยควรตระหนักว่าวัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีเรื้อรัง แต่ไม่สามารถใช้ในการรักษาการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีในคนที่มีการติดเชื้อมาก่อนแล้วได้
• ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าระดับแอนติบอดีย์ควรจะสูงเท่าไร จึงจะป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีบางสาบพันธุ์ได้ แต่สังเกตพบว่าระดับแอนติบอดีย์ในผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละครั้งที่ได้รับวัคซีน เนื่องจากระดับแอนติบอดีย์ไม่ลดลงหลังจากหยุดให้วัคซีน ก็น่าจะเป็นได้ว่าการเริ่มต้นด้วยแอนติบอดีย์ระดับสูง จะช่วยป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ยาวนานขึ้นอาจจะเป็นปีหรือหลายสิบปี
• วัคซีนมะเร็งปากมดลูกทั้งสองชนิดคือ Gardasil และ Cervarix มีประสิทธิภาพในกลุ่มผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วอายุ 26 ปีหรือต่ำกว่าและในกลุ่มนี้บางคนอาจเคยติดเชื้อไวรัสเอชพีวีหนึ่งสายพันธุ์หรือมากกว่ามาก่อนแล้ว Gardasil และ Cervarix จะป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีจำเพาะบางสายพันธุ์แต่ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยไม่เคยสัมผัสกับสายพันธุ์เหล่านี้มาก่อน ถ้าหากยิ่งมีจำนวนคู่นอนมากเท่าไหร่โอกาสในการติดเชื้อเชื้อไวรัสเอชพีวีหลายสายพันธุ์ก็ยิ่งมีมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนได้แนะนำให้ผู้หญิงอายุ 18-26 ปีบอกถึงประวัติเพศสัมพันธ์กับแพทย์ เพื่อดูว่าประเมินถึงประโยชน์ที่จะได้จากวัคซีน
• วัคซีนมะเร็งปากมดลูกทั้งสองชนิดคือ Gardasil และ Cervarix ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยสูง อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นพบได้น้อยมาก

วิธีป้องกันตนเองจากมะเร็งปากมดลูก
• ผู้หญิงทุกคนต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก และเห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อายุ 21 ปี ในการค้นหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้นควรตรวจภายในประจำปี และตรวจเซลล์ปากมดลูก
• การป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีโดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ควรจำกัดจำนวนคู่นอน หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน
• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การไม่สูบบุหรี่ก็จะช่วยได้เนื่องจากการสูบบุรี่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกถึงสองเท่า
• หลีกเลี่ยงการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์
• พบแพทย์ทันทีที่มีอาการผิดปกติที่อาจเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ เช่น มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ช่วงใกล้วัยหมดประจำเดือนหรือหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว อาการผิดปกติมีตกขาวกลิ่นเหม็นหรือมีเลือดปน อาการปวดท้องน้อย หรือเจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์
• ปัจจุบันวัคซีนใหม่ที่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีชนิดที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิด 70% ของมะเร็งปากมดลูก หากไม่เคยติดเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อนเลย โอกาสในการเกิดมะเร็งปากมดลูกก็ค่อนข้างต่ำมาก แต่หนทางเดียวที่จะสามารถป้องกันจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้อย่างแน่นอนคือ การงดมีเพศสัมพันธ์ตลอดชีวิต การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งก็สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
 www.bangkokhospital.com ,www.bangkokhealth.com

ตรวจมะเร็งปากมดลูก”รู้เร็ว”-”รอดเร็ว”

March 27th, 2011

มะเร็งปากมดลูก”รู้เร็ว”-”รอดเร็ว”

ข้อมูลสุขภาพหญิงไทยพบว่า “มะเร็งปากมดลูก” ครองแชมป์มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี มีผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 7 คน อายุเฉลี่ยของหญิงที่เป็นมะเร็งปาก-มดลูกอยู่ในช่วง 35-50 ปี ถ้าเป็นขึ้นมาแล้วการรักษาในระยะที่ลุกลามรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอัตรารอดชีวิตภายใน 5 ปี เพียงร้อยละ 10-20 แค่นั้น

จากตัวเลขน่ากลัวๆที่นำมาบอกเล่านี้ ยังมีข้อมูลอีกด้านดีที่ต้องรู้กันไว้คือ มะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้ ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่เรียกว่า “แป๊ปสเมียร์” (Pap smear)

เนื่องจากมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีชนิดนี้ เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสฮิวแมนแพพิโลมา หรือเรียกย่อๆว่า เชื้อเอชพีวี ส่วนใหญ่เชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจากการมีเพศสัมพันธ์ และเมื่อติดเชื้อแล้วจะไม่แสดงอาการ โดยการติดเชื้ออาจหายไปได้เอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากการติดเชื้อไม่หายขาด หรือมีการติดเชื้อซ้ำ อาจทำให้เซลล์ที่ผิวเยื่อบุปากมดลูกเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเซลล์มะเร็ง

การติดเชื้อเอชพีวี ก่อนจะไปถึงระยะก่อมะเร็ง นั้น กินเวลาประมาณ 2-15 ปี และจากระยะ ก่อนมะเร็งจนถึงมะเร็ง ใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปี ดังนั้นหากมีการตรวจ “แป๊ปสเมียร์” แล้วพบว่าเซลล์บริเวณปากมดลูกผิดปกติหรือเปลี่ยนแปลงจากเดิม อาจอยู่ในระยะ “ก่อนเป็นมะเร็ง” ซึ่งรักษาได้ผลดีกว่า “ระยะลุกลาม” พูดให้เข้าใจง่ายๆได้ว่า พบแต่เนิ่นๆก็จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หาย

การตรวจยุ่งยากมั้ย? โครงการเลดี้เช็ค ให้ข้อมูลว่า ใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น แพทย์หรือพยาบาลผู้ตรวจให้บริการตรวจทุกวันจนเคยชิน การตรวจมะเร็งปากมดลูกเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้หญิง และความรู้สึกอายก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน ขอให้คิดเสียว่าอายครู่เดียว ช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็ง

ส่วนการป้องกันอย่างอื่นนั้นก็มี นั่นคือ มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย โดยใช้ถุงยางอนามัย ลดจำนวนคู่นอน หรือมีคู่นอนคนเดียว ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ทุก 1-3 ปี ลดหรือพยายาม เลิกการสูบบุหรี่ ไม่ควรมี เพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย

โครงการเลดี้เช็ค เป็นความร่วมมือกันของกระทรวงแรงงาน สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพฯ และองค์การแพธ สนับสนุนให้มีการจัดบริการตรวจ “แป๊ปสเมียร์” โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้หญิงในกรุงเทพฯ อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่เว็บไซต์ www.ladycheck.net อีเมล์ ladycheck@gmail.com โทร. 08-4900-0949 เวลา 12.00-22.00 น. ทุกวัน.

นิรามิส

สุขภาพน่ารู้ ที่มา ไทยรัฐ

เติมความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก

March 19th, 2011

ความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก

หลังจากนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากไปแล้วเมื่อหลายฉบับ ก่อน ฉบับนี้มาติดตามกันต่อว่า ระยะแสดงอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากทั้ง 4 ระยะเป็นอย่างไร รวมถึงวิธีการรักษาหลากหลายวิธี และการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

ระยะแสดงอาการของโรค เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคแล้ว แพทย์จะดำเนินการตรวจหาระยะของโรค โดยใช้เครื่องมือดังต่อไปนี้

1) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ซีทีสแกน) ที่ต่อมลูกหมากและช่องท้อง เพื่อดูต่อมลูกหมากตลอดจนต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน

2) เครื่องสแกนพลังแม่เหล็ก (เอ็มอาร์ไอ) ภายในช่องท้อง

3) เครื่องสแกนพลังแม่เหล็กโดยผ่านทางทวารหนัก

4) เครื่องสแกนกระดูก เนื่องด้วยมะเร็งต่อมลูกหมากมักกระจายไปที่กระดูก

ส่วนระยะต่าง ๆ ของมะเร็งต่อมลูกหมาก ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 : ระยะนี้ไม่สามารถคลำก้อนได้จากการตรวจดูมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยพบว่าเป็นมะเร็งจากการที่มีการผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยการส่องกล้อง

ระยะที่ 2 : มะเร็งในระยะนี้ จะมีขนาดโตกว่าระยะแรก แต่ยังอยู่ในต่อมลูกหมาก

ระยะที่ 3 : มะเร็งขยายตัวออกมานอกเยื่อหุ้มชั้นนอกของต่อมลูกหมาก

ระยะที่ 4 : เป็นระยะที่มีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง กล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะอื่น ๆ

ในด้านการรักษา โดยทั่วไปแล้วเมื่อทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยจะรู้สึกเครียด จึงควรตั้งสติ ญาติพี่น้องถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการให้กำลังใจ และการขอคำแนะนำในการใช้ชีวิตกับแพทย์เจ้าของไข้ก็จะช่วยลดความเครียดได้ เช่นกัน การรักษาแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ การผ่าตัด การฉายรังสี การใช้ฮอร์โมน และการเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด

การผ่าตัดรักษา จะทำการผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออก ซึ่งใช้วิธีนี้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรก (ระยะที่ 1 และ 2) โดยมีวิธีการผ่าตัดหลายวิธีดังนี้ การผ่าตัดโดยการเปิดผ่านหน้าท้อง การผ่าตัดโดยการเปิดผ่านบริเวณฝีเย็บ การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านผนังหน้าท้อง การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านผนังหน้าท้องโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

วิธีการผ่าตัดรักษาอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เช่น ปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะราดในระยะแรก ซึ่งต่อมาอาการจะค่อย ๆ หายไปเอง นอกจากนี้อาจมีอาการปัสสาวะไม่ออก หากมีอาการตีบ แคบของท่อปัสสาวะ

การฉายรังสี การฉายรังสีมีการใช้ในรายที่มีมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกแทนการใช้ผ่าตัดใน ผู้ป่วยที่ปฏิเสธการผ่าตัด แต่ส่วนมากจะใช้วิธีนี้ในผู้ป่วยที่มีมะเร็งต่อมลูกหมากหลงเหลือจากการผ่า ตัดหรือระยะท้าย ๆ ของโรค เพื่อช่วยลดอาการปวด

การฉายรังสีสำหรับมะเร็งต่อมลูกหมากมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ การฉายรังสีจากภายนอกร่างกาย โดยผู้ป่วยจะได้รับรังสีจากเครื่องกำเนิดรังสีภายนอกร่างกายไปที่ต่อมลูก หมาก อีกวิธีคือการฝังแร่รังสีเข้าไปในเนื้อต่อมลูกหมาก

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้วิธีฉายรังสีจากภายนอกจะทำให้รู้สึกอ่อน เพลีย อาจมีอาการท้องเสีย ปัสสาวะบ่อย แสบขัด ผิวหนัง ปวด แสบ แดง อาจมีขนร่วงเฉพาะที่ได้ ส่วนการฝังแร่รังสีนั้น อาจทำให้มีปัสสาวะเล็ด และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ แต่พบไม่บ่อย

การรักษาด้วยฮอร์โมน มักใช้วิธีการรักษาเพิ่มเติมหลังการผ่าตัด หรือในรายที่มะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ในระยะแพร่กระจาย หลักการใช้ฮอร์โมนในการรักษาคือ การลดหรือกำจัดฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งจะทำให้มะเร็งต่อมลูกหมากฝ่อเล็กลงหรือโตช้าลง

การกำจัดฮอร์โมนมี 2 วิธีดังนี้

1) การใช้ยาต้านฮอร์โมน โดยมียาต้านทำให้อัณฑะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศชาย และยาต้านการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชาย

2) การผ่าตัดเอาอัณฑะออก อัณฑะเป็นแหล่งใหญ่ในการสร้างฮอร์โมนเพศชาย โดยมีบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยมาจากต่อมหมวกไต แพทย์จะใช้การรักษาด้วยการควบคุมกำจัดปริมาณฮอร์โมนเพื่อควบคุมและลดการ กระจายของมะเร็งต่อมลูกหมากไปยังอวัยวะต่าง ๆ มะเร็งต่อมลูกหมากส่วนใหญ่จะไม่โตขึ้นเป็นระยะเวลาหลายปี

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือ มีการคลื่นไส้อาเจียน มีเต้านมโตขึ้น มีความต้องการทางเพศน้อยลง อาจมีอันตรายต่อตับได้ แต่พบได้ไม่บ่อยนัก และในบางครั้งอาจทำให้กระดูกมีความแข็งแรงน้อยลง

การรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่เหนือการรักษาก็คือ กำลังใจ การดูแลอย่างใกล้ชิดของญาติ จึงเป็นที่มาของวิธีการรักษาในอีกรูปแบบหนึ่ง

การรักษาโดยการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด การที่แพทย์ตัดสินใจเลือกใช้วิธีนี้เพราะโดยธรรมชาติของโรคนี้ การขยายตัวของมะเร็งจะช้า โดยหากเจอมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี มะเร็งจึงจะลุกลามทำอันตรายต่อผู้ป่วยได้ แพทย์เจ้าของไข้จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้วิธีในการรักษา จึงทำให้การรักษาแบบเฝ้าดูแลใกล้ชิดจากทั้งแพทย์ ตัวผู้ป่วยเอง และญาติผู้ป่วย เป็นสิ่งสำคัญในการนำไปสู่การรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ

หากท่านสงสัยว่ามีอาการเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก สามารถเข้าร่วมฟังการบรรยายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมลูกหมากในโครงการ “สัปดาห์แห่งการแก้ไขและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาต่อมลูกหมากเพื่อประชาชน ครั้งที่ 1” วันที่ 26 มีนาคม 2554 เวลา 07.00-14.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชั้น 5 ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ คุณนงลักษณ์ 08-5676-2434 หรือทาง www.prostate-rama.com

โรคมะเร็ง ที่มา เดลินิวส์

รู้ได้อย่างไร? ว่าเป็นมะเร็งเต้านม

March 13th, 2011

จะรู้ได้อย่างไร? ว่าเป็นมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็ง ที่พบได้บ่อย มากที่สุดในอันดับหนึ่งของผู้หญิง ซึ่งสาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม อาหารทอด อาหารที่มีไขมันสูง ฮอร์โมนความอ้วน หรือมีเนื้องอกที่อวัยวะอื่นๆ ฯลฯ การค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นเป็นวิธีแรกที่ทำให้การรักษาได้ผลดีซึ่งคุณ สุภาพสตรีมีส่วนร่วมในการค้นหาได้โดย

1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรจะตรวจอย่างน้อยเดือนละครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะคลำเต้านมคือช่วง 7 วันหลังหมดประจำเดือน

2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ ควรตรวจตั้งแต่อายุ 20-39 ปีขึ้นไป โดยควรจะตรวจทุก 3 ปี

3. การตรวจเต้านมโดย Mammography ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก แนะนำให้ตรวจทุก 1-2 ปี

อาการของมะเร็งเต้านมที่ตรวจพบในระยะเริ่มต้น จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด แต่เมื่อก้อนโตขึ้นจะทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

1. คลำพบก้อนที่เต้านมหรือใต้รักแร้

2. มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านม

3. มีน้ำไหลออกจากหัวนมหรือเจ็บ หัวนมถูกดึงรั้งเข้าในเต้านม4.ผิวที่เต้านมจะมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม

ถ้าคุณสุภาพสตรีทุกท่านที่มีอาการดังกล่าว หรือสงสัยไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าข่ายที่จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องนะคะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เล็บเท้าบอกมะเร็งปอด บอกได้แม่นยำยิ่งกว่าคำสารภาพของคอยา

March 11th, 2011

เล็บเท้าสามารถบอกให้รู้ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดได้อย่างแม่นยำ

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พบว่าเล็บเท้าสามารถบอกให้รู้ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดได้อย่างแม่นยำ ยิ่งกว่าประวัติของการสูบบุหรี่ของเจ้าตัวที่เล่าเองเสียอีก

นักวิจัยเวล อัลเดไลมีกับคณะ ได้พบว่า ผู้ที่มีปริมาณนิโคตินอยู่ในเล็บเท้าสูง เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าผู้ที่มีน้อยกว่า ไม่ว่าจะมีประวัติการสูบบุหรี่มาอย่างใด ถึง 3.5 เท่า

วารสารวิทยาการออนไลน์ส “โรคระบาดวิทยา” อเมริกัน รายงานผลการศึกษาเรื่องนี้ว่า การประเมินพิษภัยของบุหรี่ จากคำบอกเล่าของเจ้าตัวเองนั้นอาจทำให้ประเมินผิดไปได้ เพราะผู้นั้นมักไม่ค่อยจะตอบตามตรงนัก หรือขึ้นอยู่กับวิธีการสูบที่ต่างกันด้วย อย่างเช่น คอยาที่สูบน้อยมวนกว่า แต่เวลาสูบชอบอัดควันเข้าไปลึกกว่า

การตรวจวัดหาปริมาณนิโคตินจากเล็บเท้าที่ตัดออก สามารถทำนายความเสี่ยงได้แม่นยำ โดยไม่ต้องคำนึงถึงประวัติการสูบบุหรี่ที่แล้วๆมา ไม่ว่าจะยังคงอัดควันอยู่หรือไม่ เพราะนักวิจัยยังเคยตรวจพบว่าผู้ที่มีปริมาณนิโคติน สูงที่สุดร้อยละ 10 กลับเป็นผู้ที่ไม่เคยแตะบุหรี่เลยก็มี.

สุขภาพน่ารู้ ที่มา ไทยรัฐ

ศัตรูอันดับหนึ่งของผู้หญิง…มะเร็งปากมดลูก

March 10th, 2011

มะเร็งปากมดลูก  ศัตรูอันดับหนึ่งของผู้หญิง…

จากสถิติพบว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของมะเร็งสตรีในประเทศไทย และพบมากในช่วงอายุ 35 – 60 ปี รองลงมาเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งตับตามลำดับ ทั้งๆ ที่มะเร็งปากมดลูกสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนก่อมะเร็ง แต่ก็ยังเป็นศัตรูอันดับหนึ่งในบรรดาโรคร้ายของสตรีทั่วทุกมุมโลก

ในแต่ละปี จะมีสตรีไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 8 พันคน ซึ่งจะพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมากที่สุดในช่วงอายุ 31-60 ปี (ร้อยละ 80 ของมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด) อายุต่ำสุดที่พบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกคือ 17 ปี และสูงสุดคือ 91 ปี

มะเร็งปากมดลูกจะไม่แสดงอาการเจ็บปวดใดๆ ให้ทราบในช่วงแรก ซึ่งเซลล์ที่มดลูกมีโอกาสกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้โดยที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว และเซลล์นั้นจะค่อยๆ กลายเป็นเซลล์มะเร็งที่รุนแรงในที่สุด จนกระทั่งลุกลามไปที่อื่นซึ่งอยากต่อการรักษา วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายนี้คือ เข้ารับการตรวจและทำการรักษาเสียแต่เนิ่นๆ โดยสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มาจากการติดเชื้อไว้รัสฮิวแมนแพพิโลมา ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่าเชื้อ “ เอชพีวี ” (Human Papilloma Virus : HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก เชื้อเอชพีวีมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

- เชื้อเอชพีวี ชนิดก่อมะเร็ง เช่น สายพันธุ์ 16 , 18 , 31 , 33 และ 45 ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคถึงร้อยละ 70 – 90
- เชื้อเอชพีวี ชนิดไม่ก่อมะเร็ง เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหูดที่อวัยวะเพศ

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกคือ การมีคู่นอนหลายคน มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย ตั้งครรภ์หรือมีลูกหลายคน มีประวัติเป็นกามโรค การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน และสำหรับผู้ที่ประจำเดือนมาผิดปกติ มีเลือดออกจากช่องคลอดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวมีสีและกลิ่นผิดปกติ เมื่อสังเกตพบความผิดปกติเหล่านี้ให้รีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดทันที

มะเร็งปากมดลูกเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้

วิธีการตรวจแป๊ปแบบดั้งเดิม (Conventional Pap smear) โดยทำการตรวจหาเซลล์มะเร็งที่ปากมดลูก หรือตรวจหาเซลล์ที่อาจจะกลายเป็นมะเร็ง โดยแพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยไม้พาย จากนั้นป้ายลงบนสไลด์แก้ว นำส่งป้องปฏิบัติการเพื่อย้อมสี และตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ การตรวจด้วยวิธีนี้พบว่ามีการปนเปื้อนของมูก เซลล์เม็ดเลือด หรือการซ้อนทับกันของเซลล์หนาแน่น อาจทำให้บดบังเซลล์ผิดปกติได้ ทำให้อ่านผลยากโอกาสผิดพลาดสูง

วีธีตินแพร็พ (ThinPrep Pap Test) เป็นการตรวจโดยใช้อุปกรณ์เฉพาะเก็บตัวอย่าง โดยแพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ จากนั้นจะนำเซลล์ตัวอย่างที่เก็บมาได้ทั้งหมดใส่ลงในขวดน้ำยาเพื่อรักษาเซลล์ ซึ่งจะทำให้ได้เซลล์ตัวอย่างครบถ้วน นำส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมสไลด์ด้วยเครื่องอัตโนมัติ ทำให้ลักษณะสไลด์เป็นรูปแบบเดียวกัน เซลล์เรียงตัวแบบบางไม่ซ้อนทับกัน มองเห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่าย โอกาสพบเซลล์ผิดปกติสูง การศึกษาวิจัยสถาบันทั่วโลกพบว่าจากการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกโดยวิธี “ ตินแพร็พ ” นั้นให้ผลดีกว่าการตรวจแบบเก่าประมาณ 65 % และเป็นวีธีเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาว่าใช้แทนการตรวจแบบเดิมได้ และมีประสิทธิภาพสูงกว่า

วีธีตินแพร็พร่วมกับการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี (ThinPrep Pap Test + HPVch2) การตรวจหาเชื้อเอชพีวี เป็นการตรวจหาดีเอ็นเอของไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกโดยตรง โดยวิธีการตรวจนี้จะได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อตรวจร่วมกับการตรวจตินแพร็พ

นอกจากการป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจคัดกรองแล้ว การฉีด “วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก” ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน

ตัววัคซีนทำจากส่วนประกอบของโปรตีนที่เปลือกหุ้มของเชื้อไวรัส HPV เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสนี้ได้ และมีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อ HPV ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด โดยเชื้อ HPV ที่ก่อโรคมะเร็งปากมดลูก แต่ละสายพันธุ์มีอุบัติการณ์ของการก่อโรคมะเร็งปากมดลูกแตกต่างกัน โดยสายพันธุ์หลักๆ ที่เป็นสาเหตุคือ สายพันธุ์ 16 (ร้อยละ 57.4) สายพันธุ์ 18 (ร้อยละ 16.6) เนื่องจากวัคซีนประกอบด้วย HPV 16, 18 จึงสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เพียงร้อยละ 70 แต่วัคซีนบางชนิดก็มีถึง 4 สายพันธุ์คือ 16, 18, 6, 11 ซึ่งสายพันธุ์ 6, 11 เป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ดังนั้นถ้าได้รับวัคซีน 4 สายพันธุ์นี้ก็จะสามารถป้องกันหูดหงอนไก่ได้ด้วย

ปัจจัยที่สำคัญในประสิทธิภาพของวัคซีนอีกอย่างหนึ่งคือ วัคซีนจะป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ต่อเมื่อผู้ที่รับวัคซีนต้องไม่มีการติดเชื้อ HPV ในสายพันธุ์เดียวกันกับที่มีอยู่ในวัคซีน เพราะหากมีการติดเชื้อในสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งในวัคซีนอยู่แล้ว การฉีดวัคซีนสายพันธุ์นั้นจะไม่ได้ผล เช่นหากมีการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 อยู่ เมื่อฉีดไปแล้วจะได้ผลคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์ 18 เท่านั้น โดยผลคุ้มกันสายพันธุ์ 18 จะได้ผลถึงร้อยละ 100 แต่ผลคุ้มกันสายพันธุ์ 16 จะไม่ได้ผลเลย

โดยสรุป การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เพียงร้อยละ 70 โดยประมาณ จะได้ผลดีต่อเมื่อผู้รับวัคซีนต้องไม่มีการติดเชื้อในสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งที่มีอยู่ในวัคซีน ดังนั้นจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนในหญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน คือตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไปจะได้ผลดียิ่งขึ้น โดยพบว่าภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 9-15 ปี จะได้ผลดีกว่าการฉีดในผู้ใหญ่ 2-3 เท่า

ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com