Archive for the ‘ลดความอ้วนและลดน้ำหนัก’ category

ดูดไขมันแบบใหม่ ผสมเทอร์มาจ ผิวเรียบกระชับทันที

October 18th, 2011

ดูดไขมันแบบใหม่ ผสมเทอร์มาจ ผิวเรียบกระชับทันท

ปัญหาน้ำหนักเกินหรือความอ้วน ทำให้รูปร่างไม่ได้สัดส่วน ดูแก่กว่าวัย และยังมีผลเสียต่อสุขภาพทั้งในปัจจุบัน และในระยะยาว จึงเป็นเรื่องจำเป็น และเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ใช่แต่คนที่อยากดูดีเท่านั้นนะคะที่ต้องดูแลเอาใจใส่ ไม่ควรปล่อยให้ไขมันยึดครองร่างกายของเรา อีกต่อไป

ตั้งแต่อดีตมาถ้าพูดถึงวิธีการกำจัดไขมันที่ดีที่สุดเห็นผลจริง เห็นผลทันที ก็หนีไม่พ้นการดูดไขมัน เพราะเราได้เห็นกันชัดๆ เลยว่าไขมันได้ถูกเอาออกมาจากร่างกาย มีไขมันจริงๆให้จับต้องได้ แต่ในอดีตวิธีการนี้ค่อนข้างยุ่งยาก มีผลข้างเคียงสูง แม้จะมีการพัฒนามาเรื่อยๆ ตั้งแต่ดูดด้วยท่อขนาดใหญ่ๆ จนมาเป็นท่อเล็กๆ เท่าหัวปากกา และมีผู้ช่วยไม่ว่าจะเป็นพลังงานเลเซอร์ (laser lipo) และพลังงานอัลตราซาวด์ (Vaser) ซึ่งช่วยในการสลายไขมัน ทำให้แผลเปิดมีขนาดเล็ก และผลข้างเคียงก็น้อยลง ระยะพักฟื้นน้อยลง แต่ก็ยังมีปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตก นั่นคือ เมื่อไขมันถูกดูดออกไปแล้ว ผิวหนังก็จะห้อย เหี่ยวย่น หรือเป็นคลื่น ไม่สม่ำเสมอ เรียกว่าแม้จะผอมลง แต่ก็ยังอวดสัดส่วนไม่ได้อยู่ดี Laser Lipo อาจมีส่วนช่วยให้ผิวเรียบได้บ้างแต่ก็ไม่มาก ส่วน Vaser นั้นไม่ต้องพูดถึงไม่สามารถช่วยให้ผิวกระชับได้เลย และด้วยความรุนแรงของพลังงานยังอาจก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวด้านใต้ ทำให้ผิวเป็นก้อนแข็งไม่เรียบ และเป็นร่อง ทำให้หลังดูดไขมันแล้วยังต้องมีการทำทรีตเม้นต์อื่นเพิ่ม เช่น เทอร์มาจ เพื่อฟื้นฟูคอลลาเจน ให้กระชับตึงสามารถยึดจับเซลล์ไขมันได้ดีขึ้น จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการมีหุ่นดีค่อนข้างสูง ถึงสูงมาก

ปฏิวัติการดูดไขมัน.. สลายไขมันไปพร้อมๆกับการกระชับผิวให้เรียบตึง

เมื่อไม่นานมานี้ มีเทคโนโลยีล่าสุดชื่อว่า Body Tite หรือ RF assisted liposuction ซึ่งเป็นการปฏิวัติการดูดไขมันครั้งสำคัญ ที่สร้างความฮือฮาให้กับแพทย์ทั้งในแวดวง ศัลยกรรมตกแต่ง และศัลยกรรมผิวหนัง
เพราะมันไม่เพียงแต่ดูดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยทำให้ผิวที่ไขมันถูกดูดออกไปแล้วกลับมาเรียบ กระชับตึงขึ้นด้วย ซึ่งต้องบอกว่านั่นเป็นความฝันของหมอที่ดูดไขมันทุกคน ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะ Body Tite ใช้พลังงาน RF แบบเดียวกับเทอร์มาจที่เราใช้ในการยกกระชับหน้า พลังงาน RF ไม่เพียงแต่ลงไปสลายผนังเซลล์ไขมัน ที่จับตัวกันเป็นก้อน แต่ยังลงไปเปลี่ยนโครงสร้างและปัจจัยทางชีวเคมีในบริเวณนั้น เปลี่ยนโครงสร้างการไหลเวียนของน้ำเหลือง ทำให้ขณะที่กำลังสลายไขมันก็จะได้ผลเป็นการกระชับผิวหนังไป พร้อมๆกัน รวมถึงขจัด Cellulite ไปด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือเดียวในการดูดไขมัน ที่สามารถฟื้นฟูคอลลาเจน ทำให้ผิวมีโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น ทำให้โอกาสที่ไขมันจะกลับมาสะสมใหม่ยากกว่าการดูดไขมันแบบเดิม

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

‘โรคอ้วน’ขจัดได้ ง่ายนิดเดียว

October 16th, 2011

ก่อนหน้านี้คนอ้วนไม่ถือเป็นโรค แต่ปัจจุบันจัดเป็น “โรคอ้วน” เนื่องจากก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ โรคอ้วนเป็นโรคเกิดจากสาเหตุหลาย ๆ อย่างทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

การลดน้ำหนักเพียงบางส่วน สามารถก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ และมีผลต่อการรักษาโรคอ้วน เพราะหากทำไม่ได้ การรักษาโรคอ้วนก็ต้องรักษาตลอดชีวิตเหมือนโรคเบาหวาน

ดังนั้นทางเครือข่ายคนไทยไร้พุง ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดทำโครงการ “รวมใจลดพุงทั่วไทย ถวายไท้องค์ราชัน ๘๔ พรรษา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔”

โดยเชิญโรงพยาบาลที่มีประสบการณ์ในการจัดการโรคอ้วน หรืออ้วนลงพุง กว่า 30 แห่งทั่วประเทศ ทั้งระดับโรงเรียนแพทย์, โรงพยาบาลทั่วไป, โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลชุมชน เข้าร่วมเป็นเครือข่าย “คลินิกลดอ้วน” และประกาศรับสมัครผู้ที่มีปัญหาอ้วนทั่วประเทศ คือมีดัชนีมวลกาย (BMI) 25 กิโลกรัม/ตารางเมตรขึ้นไป หรืออ้วนลงพุง คือผู้ชายมีรอบพุง 90 เซน ติเมตรขึ้นไป และผู้หญิงมีรอบพุง 80 เซนติเมตรขึ้นไป โดยรวบรวมผู้ที่มีปัญหาอ้วนให้ได้น้ำหนักตัวรวมกัน 84 ตัน เข้าร่วมโครงการลดน้ำหนัก และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เป็นบุคคลต้นแบบ มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้และทักษะการลดน้ำหนักให้กับผู้อื่น

พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง เผยว่า โครงการคนไทยไร้พุง ในภาพรวมมีจุดประสงค์ก็เพื่อจะแก้ไขปัญหาน้ำหนักเกิน หรือที่เรียกว่า “โรคอ้วน” หรือ “อ้วนลงพุง”  ซึ่งเรารณรงค์ให้คนไทยรู้จักปัญหาที่เกิดจากโรคอ้วนว่ามีผลเสียอย่างไร ควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนักจากเดิม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยยึดหลัก 3 อ.คือควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ ที่สุดคืออยากให้เขาสามารถรักษาน้ำหนักที่ลดลงไม่ให้เพิ่มขึ้นอีก

“ช่วงที่ผ่านมาเราทำในองค์กร จัดเป็นกิจกรรมกลุ่ม ติดตามผลในระยะไม่ยาว 6 เดือน หรือ1 ปี ส่วนหนึ่งลดน้ำหนักได้ บางส่วนดีมากลดได้ ร้อยละ 5  หมายถึงคนที่น้ำหนัก 100 กิโลกรัม สามารถลดน้ำหนักได้ 5 กิโลกรัม ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่ถึงร้อยละ 30 ของคนที่เข้าร่วมโครงการ แต่คนส่วนใหญ่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์จะลดน้ำหนักได้ประมาณ 1-2 กิโลกรัม ที่เหลือทำอย่างไรก็ไม่ลด”

พญ.วรรณี ยังบอกอีกว่า ถ้าเราไม่ได้ติดตามใกล้ชิด นาน ๆ ไปติดตามที ในบางหน่วยงานบางคนน้ำหนักก็ขยับขึ้นมาอีก ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวของการทำงาน แต่เท่าที่ผ่านมา คนไทยรู้ว่าอ้วนเป็นปัญหา รู้วิธีการลดน้ำหนักได้ผล และทำอย่างไรจะไม่ให้น้ำหนักกลับมาอีก ตอนนี้ถ้าเป็นคนที่มีน้ำหนักเกินจริง ๆ อาจจะต้องดูแลใกล้ชิด ต้องมีคนติดตามเขา เพราะการที่จะให้น้ำหนักคงอยู่ได้ ยากกว่าให้น้ำหนักลดเสียอีก

พญ.วรรณี บอกว่าโครงการนี้ต้องติดตามระยะยาว หลังสัมมนาไปแล้วตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ หวังว่าเมื่อทุกคนผ่านการลดน้ำหนักใน 3 เดือน ก็ต้องมาดูผลรวมครั้งแรกว่ามีกี่คนที่สามารถลดน้ำหนักได้ โดยเป้าหมายลดน้ำหนักเริ่มต้น ร้อยละ 5  พอสิ้นปี ก็มาดูอีกทีว่าหลังการลดน้ำหนักเป็นอย่างไรซึ่งถือเป็นขั้นต้น ขั้นที่ 2 ลดต่อไปได้อีก ขั้นสูงสุดน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเราไม่ได้หวังมากขนาดนั้น

“โรคที่พบมากที่สุดในคนอ้วน อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคที่เราพบบ่อย ๆ และโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต สมอง แม้กระทั่งมะเร็ง

ฟังชื่อโรคแล้ว ทั้งคนอ้วนและคนที่เข้าข่ายจะอ้วน ก็คงต้องหันมาใส่ใจตัวเองให้มาก ไม่เช่นนั้นคงต้องเข้าไปสังกัดชมรมคนอ้วนเป็นแน่

ดังนั้นก่อนหยิบอะไรเข้าปาก พึงมีสติไว้เสมอว่า “เดี๋ยวอ้วน”.

ขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์

Activity Monitor วัดไขมันลดอ้วน วัดใจคนอยากผอม

October 10th, 2011
Activity Monitor วัดไขมันลดอ้วน วัดใจคนอยากผอม

Activity Monitor วัดไขมันลดอ้วน วัดใจคนอยากผอม

ถึงเวลายอมรับความจริงกับรูปร่างของตัวเอง ที่บางคนอาจไม่อยากเห็นตัวเลขตาชั่งขึ้นเอาๆ ยังไงเสียถ้าไม่อยากให้น้ำหนักพุ่งกระฉูดมากกว่าที่เป็นอยู่ ก็ต้องหันมาใส่ใจกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นจะดีกว่า ซึ่งสมัยนี้เครื่องชั่งน้ำหนักที่พัฒนาขึ้นมานั้น ธรรมดาเสียที่ไหน ไม่ใช่แค่จะรู้น้ำหนักตัวเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยคำนวณปริมาณพลังงานที่ถูกเผาผลาญในการทำกิจกรรม ต่างๆได้เที่ยงตรงอีกด้วย

Tanita AM-120E (Activity Monitor) เครื่องวัดการเผาผลาญพลังงานจากกิจกรรม ด้วยเทคโนโลยีระบบการวัดแบบ 3-D Accelerometer จึงทำให้สามารถใช้แสดงผลการเผาผลาญพลังงานเมื่อกิจกรรมและขณะพักผ่อน ออกมาเป็นกราฟแสดงผลกิจกรรมตลอด 24 ชั่วโมง สามารถคํานวณพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในแต่ละวันได้และสามารถเก็บบันทึกข้อมูล และสามารถเรียกดูย้อนหลังถึง 7 วัน เครื่องทำงานเที่ยงตรง อีกทั้งดีไซน์ทันสมัย น้ำหนักเบา ใช้ง่าย และสะดวกต่อการพกพา

อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน BMR (Basal Metabolic Rate)

อัตรา การเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน BMR คือพลังงานต่ำสุดที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนเลือด ระบบประสาท ตับ ไต และอวัยวะอื่นๆ มีความแม่นยำ ช่วยกำหนดและจำกัดจำนวนพลังงานที่ร่างกายต้องการ โดยคิดจากน้ำหนัก ส่วนสูง อายุ เพศ และโครงสร้างของร่างกาย

อัตรา เผาผลาญพื้นฐานในช่วงเจริญเติบโตจากวัยเด็กจนเป็นผู้ใหญ่ จะเพิ่มสูงขึ้น และถึงจุดเผาผลาญสูงสุดที่อายุ 17 ปี หลังจากนั้นอัตราการเผาผลาญจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น

Bold
อายุมากขึ้น = BMR ลดลง = สะสมไขมันมากขึ้น

Bold
Health Tips

เมื่อการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานลดลงไปตามอายุที่มากขึ้น เราควรทดแทนการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน ด้วยการออกกำลังกายให้มากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณของพลังงานที่ใช้และลดการสะสมของไขมันในร่างกาย

อัตราการเผาผลาญสามารถใช้บอกอายุได้ (Metabolic Age)

เราสามารถบอกอายุของแต่ละบุคคลได้ โดยการคำนวณจากค่าเฉลี่ยของอายุปกติที่สอดคล้องกับการเผาผลาญในระดับนั้นๆ ถ้า อายุ BMR สูงกว่าอายุจริง ก็แสดงว่าต้องปรับอัตราการเผาผลาญให้ดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายมากขึ้นจะช่วยสร้างระบบการเผาผลาญพลังงานที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้อายุเทียบจากอัตราการเผาผลาญดียิ่งขึ้น

Bold
ค่าอายุ BMR ที่ดีควรจะมีค่าน้อยกว่า หรือ เท่ากับ อายุจริง

Bold
Health Tips
เคล็ดลับง่ายๆในการรักษาสุขภาพจากการออกกำลังกายและโภชนาการคือ
«เอา(แคลอรี่)เข้าเท่าใด เอา(แคลอรี่)ออกเท่านั้น»

สูตรการคำนวน BMR
ผู้ชาย = 660 + (13.7 x น้ำหนักตัว) + (5 x ส่วนสูง) – (6.8 x อายุ)
ผู้หญิง = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัว) + (1.8 x ส่วนสูง) – (4.7 x อายุ)

ลองคำนวณดูว่าในแต่ละวันคุณกินเท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ จากตัวอย่างต่อไปนี้

นางสาวปุ๋ม อายุ 35 ปี ส่วนสูง 165 ซม.น้ำหนัก 50 กก.
BMR = 665 + (9.6 x 50) + (1.8 x 165)-(4.7 x 35) = 1277.5 แคลอรี
และใน 1 วันนางสาวปุ๋มรับประทานอาหารและต้องทำกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

กินเท่าไหร่
ใช้เท่าไหร่
เหลือ
แซนด์วิชแฮม 200 Kcal.
กาแฟเย็น 300 Kcal. ข้าวกระเพราไก่ 478 Kcal. ชาเย็น 216 Kcal.
ลอดช่องน้ำกะทิ 167 Kcal.
บะหมี่น้ำต้มยำ 310 Kcal.
กล้วยบวชชี 0255 Kcal.
เดินขึ้นบันได 400 Kcal.
เดินธรรมดา 300 Kcal.
เดินลงบันได 425 Kcal.
เล่นโยคะ 200 Kcal.
ทำงานบ้าน 150 Kcal.
ดูโทรทัศน์ 50 Kcal.

In 1647 Kcal
Out 1525 Kcal
122 Kcal

แสดง ว่านางสาวปุ๋มรับประทานอาหารเข้าไปมากเกินปริมาณที่ต้องการในแต่ละวัน ทำให้ไม่ได้เผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่ได้รับ ส่งผลให้เกิดเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดี และการป้องกันไม่ให้มีไขมันส่วนเกิน หรือต้องการควบคุมน้ำหนัก เราก็ไม่ควรกินอาหารมากเกินกว่า ปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายต้องการต่อวัน

กินหนีอ้วน กับ เทคนิคลด 100 แคลอรี่ในแต่ละวัน

October 1st, 2011

สาเหตุของการควบคุมน้ำหนักไม่ได้นั้น เป็นเพราะขาดความเสมอต้นเสมอปลาย ขาดวินัย เพลิดเพลินกับการกินชนิดกู่ไม่กลับ แต่ ที่จริงการคุมน้ำหนักนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด มีความมุ่งมั่นจริง เรื่องนี้สำคัญที่สุด ไม่อย่างนั้นต่อให้โปรแกรมดีขนาดไหน คุณก็ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ

กินมื้อเช้าทุกวัน อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุด เพราะช่วยให้ระบบเผาผลาญไม่ขี้เกียจทำงาน แต่การไม่กินอาหารเช้า จะทำให้ร่างกายไม่ใช้พลังงานส่วนนี้ จึงปรับตัวลดระบบเผาผลาญลง ทำให้แม้เรากินน้อย ก็อ้วนได้ เพราะประสิทธิภาพการเผาผลาญอาหารอืดอาดเสียแล้ว การกินอาหารเช้าสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันไม่ให้อ้วนง่าย ลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ไม่กินอาหารเช้า และสำหรับคนที่ลดแล้วก็จะคงน้ำหนักตัวได้ง่าย

อาหารเช้าไม่ควรอุดมด้วยไขมัน เช่น ปาท่องโก๋ คุกกี้ เค้ก โดนัท พาย กาแฟ แต่ควรเลือกจากอาหารหลัก 5 หมู่ เช่น ข้าวต้มเครื่อง โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยวน้ำ เกี๊ยวน้ำ ตามด้วยนม ผลไม้สด หรือน้ำผลไม้แท้ หรือ อาหารง่ายๆ อย่างนมถั่วเหลืองผสมธัญพืช ตามด้วยผลไม้ หรือโยเกิร์ตสักถ้วยกินกับแครกเกอร์ 5 – 6 แผ่นเล็ก ก็สะดวกดี

เลิกคิดเสียทีว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ลองแบ่งเวลาที่ไม่เป็นประโยชน์ มาให้กับการกินเป็นเวลา และออกกำลังกาย สภาพร่างกายคุณจะดีขึ้นอีกเยอะ ช่วยหนีความอ้วนได้ไม่ยาก

คุมสัดส่วนอาหาร อยากลองของแปลกใหม่ที่อร่อยๆ ก็ลองได้ แต่ต้องคุมปริมาณอย่าให้มากเกินไป มื้อไหนกินเยอะก็ลดมื้อถัดไป หรือใช้แรงให้มากขึ้น ออกกำลังกายให้มากขึ้น หรือวันต่อไป กินน้อยลง โดยเฉลี่ยทั้งสัปดาห์แล้ว ได้แคลอรีไม่มากเกินไป

หลักง่ายๆ คือ กินข้าวหรือเส้นหรือแป้ง 1/4 เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1/4 กินผัก1/2 ของจาน แซม ด้วยผลไม้และผลิตภัณฑ์นมตบท้าย หรือจะใช้เป็นอาหารระหว่างมื้อ เพื่อกระจายการกินออกไปตลอดทั้งวัน ไม่อัดแน่นในมื้อเดียวให้ระบบย่อยต้องทำงานหนัก
อ่านข้อมูลโภชนาการ ที่ฉลากอาหาร จะช่วยให้จ่ายเงินได้คุ้มค่า อาหารสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะบอกจำนวนแคลอรี ปริมาณคาร์โบไฮเดรต โปรตีนไขมันชนิดต่างๆ คอเลสเทอรอล ใยอาหาร น้ำตาล และโซเดียมให้ทราบอยู่แล้วอย่ามองข้ามแคลอรีเล็กๆ น้อยๆ

ตามหลักเกณฑ์ในการลดน้ำหนัก ถ้าลดเร็วก็เพิ่มเร็ว เพราะเวลาลดได้ก็จะขาดวินัยในการกิน โดยทฤษฏีบอกว่า ถ้าลดพลังงานได้วันละ 500 กิโลแคลอรีจากที่รับประทานปกติ จะช่วยลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละ 1/2 กิโลกรัม

แต่ถ้าไม่เร่งรีบก็อาจลดแคลอรีวันละ 100 กิโลแคลอรี ก็จะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้แบบสบายๆ แต่อาจต้องใช้เวลา 5 สัปดาห์ ต่อการลดครึ่งกิโลกรัม ซึ่งคนส่วนใหญ่มองว่า ลดได้น้อยมาก แต่ถ้าทำได้ทั้งปี จะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 4.5 กิโลกรัม ซึ่งดีต่อสุขภาพในระยะยาว

ถ้าไม่อยากลดอาหาร มีอีกทางเลือก คือ ใช้พลังงานเพิ่มขึ้นจากปกติวันละ 100 กิโลแคลอรี โดยคุมปริมาณอาหารให้คงที่

เทคนิคลด100 แคลอรี่ในแต่ละวัน

1. จากที่เคยทาขนมปังด้วยเนย 2 ช้อนโต๊ะ (200 กิโลแคลอรี) ใช้แยมแทน 1 ช้อนโต๊ะ (100 กิโลแคลอรี) หรือถ้าใช้เนยถั่ว 1 ช้อนโต๊ะ ก็จะได้คุณค่าทางอาหารที่ดีเพิ่มข้น คือได้โปรตีนและไขมันที่ดีแทนที่จะได้คาร์โบไฮเดรตล้วนๆ

2. หากอาหารเช้าของคุณเป็นแบบสไตล์อเมริกัน ให้งดเบคอน (3 ชิ้น = 109 กิโลแคลอรี) หรือชีส (1 แผ่น = 105 กิโลแคลอรี)

3. เลือกปลาทูน่าสเต็กในน้ำเกลือ (ขนาด 168 กรัม = 175 กิโลแคลอรี) แทนปลาทูน่าในน้ำมัน (275 กิโลแคลอรี)

4. ถ้าคุณเป็นคนรับประทานข้าวมาก ให้ลดข้าว 1 ทัพพี (1/2 ถ้วยตวง = 108 แคลอรี)

5. หากรับประทานถั่วเม็ดมะม่วง ให้จำกัดปริมาณไว้เพียง 3 ช้อนโต๊ะ (18 เม็ด = 163 กิโลแคลอรี 30 เม็ด = 273 กิโลแคลอรี) หรือลดปริมาณทองหยิบลง 1 ดอก (105 แคลอรี)

6. หากคุณจำเป็นต้องเลือกอาหาร ประเภทฟาสต์ฟู้ด อย่าเลือกเครื่องดื่มน้ำอัดลมขนาดใหญ่ (ขนาด 21 ออนซ์ 210 กิโลแคลอรี) เลือกขนาดเล็กของเด็กแทน (ขนาด 12 ออนซ์ = 110 กิโลแคลอรี)

7. เปลี่ยนจากน้ำสลัดชนิดครีม 2 ช้อนโต๊ะ (ช้อนละ 75-100 แคลอรี) เป็นน้ำสลัดประเภทไขมันต่ำ หรือประเภทน้ำใส 2 ช้อนโต๊ะ

นิตยสาร Health & Cuisine

แหล่งข้อมูล : www.sapaisociety.com

นวัตกรรมใหม่ กำจัดไขมัน กระชับต้นขา..รับแฟชั่นใส่ขาสั้น

September 28th, 2011
กำจัดไขมัน กระชับต้นขา..รับแฟชั่นใส่ขาสั้น

กำจัดไขมัน กระชับต้นขา..รับแฟชั่นใส่ขาสั้น

ปัญหาไขมันส่วนเกิน ถือเป็นเรื่องหนักใจของหลายๆคน ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ยิ่งปัจจุบันที่แฟชั่นเน้นแสดงให้เห็นถึงรูปร่างที่สมส่วนสวยงาม ความอ้วนไม่เพียงแต่ทำให้เสียบุคลิก แต่งตัวยาก ดูแก่ แต่ยังพลอยทำให้ขาดความเชื่อมั่น ส่งผลเสียต่อการเข้าสังคม หน้าที่การงาน สุขภาพ ผลสรุปรวมก็คือ ความสุขของชีวิตหายไป รูปร่างจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน แต่วิธีจัดการกับ “มัน” ก็ยากเย็นเสียเหลือเกิน อดอาหารก็แล้ว ออกกำลังกายก็แล้ว เรียกว่าต้องมีวินัยกับตัวเองจริงๆ แต่คนในปัจจุบันก็ยังโชคดี เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ ประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องเจ็บตัว แบบสบายๆก็กำจัดไขมันให้พ้นตัวได้ไม่ยาก ทำให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

กำจัดไขมันด้วยความเย็น จนถึง หลอมละลายไขมัน แล้วยังมีอะไรอีก?..

เราเคยพูดถึง Zeltiq เครื่องมือลดสัดส่วนเฉพาะจุด ด้วยนวัตกรรมแช่แข็งไขมัน ที่ทำให้ไขมันค่อยๆทำลายตัวเอง ซึ่งเป็นการค้นพบของคณะแพทย์จากฮาร์วาร์ด ตามมาด้วย Zerona การพัฒนาครั้งสำคัญของเลเซอร์ในการกำจัดไขมัน ที่สามารถทำลายผนังเซลล์ไขมัน และทำให้เซลล์ไขมันที่ดื้อด้านหลอมละลายและถูกดูดซึมออกจากร่างกายได้ง่ายๆ ขนาดว่าผู้ผลิตกล้ารับประกันลดสัดส่วนได้ 3.5 นิ้วในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์

ล่าสุดมีเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งที่เพิ่งเข้ามาในเมืองไทย ชื่อว่า VelaShape II ออกแบบมาเพื่อจัดการกับเซลลูไลท์ และปัญหาผิวไม่เรียบเนียนหย่อนคล้อยในส่วนต่างๆ ของเรือนร่างโดยเฉพาะ ได้รับ U.S.FDA ว่าสามารถลดขนาดต้นขา และลดเซลลูไลท์ได้จริง พัฒนามาจาก Vela Smooth และเครื่องในตระกูล Vela ทั้งหมด จึงมีความสามารถ และประสิทธิภาพที่เหนือกว่า พลังงานสูงกว่า จังหวะการดูดปล่อยของเครื่องดูดสุญญากาศทำงานได้ดีกว่า ทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายขณะทำการรักษา ไม่เจ็บ ไมช้ำ และสลายไขมันได้ดีกว่า

Multi Function ผสาน 4 สุดยอดเทคโนโลยีไว้ในเครื่องเดียว

VelaShape II เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีทั้ง พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) , พลังงานแสง Infrared (IR) ร่วมกับการทำงานของเครื่องนวดสุญญากาศ ทำให้ได้ประสิทธิภาพในการสลายเซลลูไลท์ได้ดียิ่งขึ้น สามารถเห็นผลแตกต่างทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ สามารถยกกระชับผิวที่เผละไม่เรียบเนียนได้เสมือนเทอร์มาจของผิวเรือนร่าง ทั้งนี้ก็เพราะพลังงาน RF ในVelaShape II มีพลังงานที่สูงกว่าเครื่องอื่นๆเท่าที่เคยมีมา สามารถส่งพลังงานลงถึงชั้นคอลลาเจนลึก ทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินเกิดการหดตัวและยึดเกาะไขมันในชั้นลึกได้ดียิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องดูดสุญญากาศก็ยิ่งทำให้เข้าถึงไขมันเจ้าปัญหา ได้มากขึ้น ส่วนพลังงานจากแสงอินฟราเรด จะช่วยยกกระชับคอลลาเจน และอีลาสตินในผิวชั้นบนๆ ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมัน และเซลลูไลท์ ทำให้เซลล์ไขมันแตกตัวออกกลายเป็นโมเลกุลเล็กๆซึ่งง่ายต่อการย่อยสลาย บวกกับระบบลูกกลิ้งปรับปรุงใหม่ก็ยิ่งช่วยให้การกระจายตัวของพลังงานเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอมากขึ้น พูดให้ง่ายก็คือเจ้า VelaShape II ตัวนี้ มันทำงานแบบ multi function ทั้งทำลายเซลล์ไขมัน ทั้งซ่อมแซมตัวเหนี่ยวรั้งเกาะยึดไขมัน ให้เก็บไขมันไม่ให้หลุดกระเด็นออกมาที่ผิวชั้นนอก จนทำให้ดูเป็นปุ่มป่ำน่าเกลียด เมื่อผสมผสานเทคโนโลยีทั้ง 4 เข้าด้วยกัน จึงทำให้ VelaShape II มีประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องมือสลายเซลลูไลท์อื่นๆเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และใช้จำนวนครั้งที่ทำน้อยกว่า

มีรายงานผลการศึกษาว่า VelaShape II สามารถลดขนาดต้นขาได้มากกว่า 2 ซม. โดยผู้เข้ารับการรักษาไม่รู้สึกเจ็บ หรือไม่สบาย ทั้งระหว่างที่ทำ และหลังทำแต่อย่างใด เรียกว่ากำจัดไขมันได้แบบชิวๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ VelaShape II ประสบความสำเร็จอย่างมากในต่างประเทศ ขนาดที่ว่าหลายๆเมืองในสหรัฐอเมริกา ต่างรอคอยการมาถึงของเครื่องมือนี้กันเลยทีเดียว

นับเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่ไม่ต้องรอคอย เพราะ VelaShape II มาถึงเมืองไทยเรียบร้อย รับเทรนด์ใส่ขาสั้นพอดิบพอดี คนที่อยากตามเทรนด์แต่ไม่อยากโชว์ขาเผละก็สบายใจได้ เพราะเรื่องกวนใจใส่ขาสั้นไม่สวย วันนี้มีทางออกแบบง่ายๆ ชิวๆ แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ควรออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลด้วย

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

วิธีลดความอ้วนแบบนับ 1 2 3

September 28th, 2011

ลดความอ้วนแบบนับ 1 2 3

“ความอ้วนเป็นปัญหาของ ผู้คนจำนวนมากในบ้านเรา ผู้ที่ให้ความสำคัญกับรูปร่างโดยเฉพาะผู้หญิง ดูจะห่วงเรื่องนี้เป็นพิเศษ ความอ้วนทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลายอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน การรักษาความอ้วน มีหลายวิธี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การผ่าตัด และการใช้ยาเป็นวิธีหลักๆ ที่ใช้มากมียาใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเรื่อยๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึง การออกกำลังกายและการรับประทานอาหารยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับการลดความอ้วนระยะยาว”

ความอ้วนกับโรคภัยไข้เจ็บ

การมีน้ำหนักมากเกินมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นครับ หมายความว่า คนอ้วนตายมากกว่าคนผอมและยังสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ต่อการตายที่สูงขึ้นของโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวานอีกด้วย ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ไม่น้อย ที่เกี่ยวกับ น้ำหนักตัวมากเกินไป คนอ้วนมีโอกาสที่จะมีโคเลสเตอรอลในเลือด สูงกว่าคนผอมถึง 50% และยังมักมีไขมันชนิดอื่นสูงอีกด้วย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันก็ชอบคนอ้วนครับเป็นมากกว่าคนผอม หรือคนไม่อ้วนแยะทีเดียว โรคเบาหวานก็เป็นอีกโรคที่ชอบความอ้วน อ้วนปานกลางจะทำให้เป็นโรคเบาหวานสูงถึง 5 เท่า ถ้าอ้วนมาก จะเป็นเบาหวานสูงขึ้น 10 เท่าเลยล่ะ

สำหรับผู้ชายอ้วนมีโอกาสตายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็ง ต่อมลูกหมากสูงกว่าคนไม่อ้วน ในผู้หญิงอ้วนก็มีโอกาสเสียชีวิตสูง จากมะเร็งของโพรงมดลูก, ถุงน้ำดี, ปากมดลูก, รังไข่ และมะเร็งเต้านมครับ

คนอ้วนโดยทั่วไปจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดโรคของถุงน้ำดี, โรคปอด, โรคเกาต์, มะเร็ง และโรคข้ออักเสบ ครับ เรียกว่า รับเลอะเลยทีเดียว สิ่งที่ตามมาติดๆ ก็คือ การเสียเงินเสียทองเยียวยารักษา เป็นภาระอันหนักอึ้งแสนสาหัสของครอบครัวและของรัฐบาลด้วย

สาเหตุของความอ้วน

คนอ้วนส่วนใหญ่อาจเรียกได้ว่า “อ้วนเอง” คือ ไม่ได้มีโรค อันเป็นเหตุให้อ้วนโดยตรง นอกเหนือจากการกินเข้ามามากกว่า การใช้ออกไป มีน้อยมากครับที่อ้วนจากโรค เช่น โรคของต่อมไร้ท่อบางชนิด, โรคทางพันธุกรรม, อ้วนจากยาหรือจากโรคของระบบประสาท ปัจจุบันเราถือว่า การอ้วนเป็นภาวะอันเกิดจาก หลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธ์, วัฒนธรรม, สังคม, เศรษฐกิจ, พฤติกรรม และปัจจัยด้านสถานการณ์รอบด้านครับ

แนวทางแก้ไขความอ้วน

คงต้องยอมรับครับว่า การลดความอ้วนให้ได้ผลระยะยาวนั้น เป็นเรื่องยาก ตัวแปรหลักอยู่ที่ตัวผู้อ้วนเอง ไม่ใช่หมอ สำหรับหมอ เราก็ถือว่า ความอ้วนก็เช่นเดียวกับเบาหวานหรือความดันสูง คือ เป็นโรคเรื้อรัง หายขาดยาก ได้แค่บรรเทา คือ คุมไว้อย่าให้กำเริบ และก็ยังเหมือนกับโรคเรื้อรังอื่น ตรงที่ไม่สามารถแก้ไข ได้โดยรวดเร็ว จะว่าไปแล้วก็ยังไม่มีวิธีรักษาที่ถูกใจคนไข้เลย เพราะคนไข้จะพอใจก็ต่อเมื่อต้องได้ผลดี คือ ผอมเร็ว และผอมนานไม่กลับมาอ้วนอีก

ในทางทฤษฎีแล้วจะต้องเผาผลาญพลังงานไปถึง 3500 กิโลแคลอรี่ จึงจะลดไขมัน ลงไปได้ 1 ปอนด์ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่ควรลดน้ำหนักลงเร็วกว่า 1-2 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เห็นไหมล่ะครับว่า จะลดน้ำหนักกันเร็วๆ ไม่ได้ไม่ควรทำ และโรคอ้วนนี่ก็ชอบกลับมา เป็นซ้ำเป็นซากอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมหายขาดซะที

ตารางที่ 1 รวบรวมกิจกรรมที่ใช้กันบ่อยเพื่อลดน้ำหนัก

รวบรวมกิจกรรมที่ใช้กันบ่อยเพื่อลดน้ำหนัก
วิธีลดน้ำหนักที่ใช้กันมาก

กิจกรรมผู้ใหญ่ : วัยรุ่น :
ชั่งน้ำหนักตัวเองสม่ำเสมอ ออกกำลังกาย
เดินออกกำลัง อดอาหารบางมื้อ
ดื่มเครื่องดื่มคุมน้ำหนัก ใช้ยาลดน้ำหนัก
กินเกลือแร่ วิตามิน
คำนวณแคลอรีที่กิน
อดอาหารบางมื้อ
ใช้อาหารลดน้ำหนักที่มีขาย
ใช้บริการของโปรแกรมลดน้ำหนัก
ใช้ยาลดน้ำหนัก

ผู้หญิงดูจะใช้มากเป็นพิเศษ วิธีที่ใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นที่ยอมรับ ทางการแพทย์ แต่บางวิธีก็ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพหรือไม่

ในบรรดาวิธีต่างๆ ที่ใช้ควบคุมความอ้วน วิธีเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งรวมถึง การปรับเปลี่ยนการกินอาหารนับเป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด วิธีใช้ยาดูเหมือนว่าตอนแรกจะลดน้ำหนักได้เร็ว แต่ในระยะยาวแล้ว สู้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้เพราะคุมความผอมไว้ได้นานกว่า

การปรับเปลี่ยนอาหารเริ่มจาก การให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสารอาหาร พลังงานจากอาหารและชนิดของอาหารต่างๆ จุดประสงค์เพื่อให้สามารถเลือกรับประทานอาหารได้เหมาะสม, สามารถคิดปริมาณพลังงานจากสารอาหารได้ และรู้หลักของ การจัดอาหารให้สมดุล

ผู้ที่ต้องการควบคุมอาหารมากๆ อาจจำกัดพลังงานอาหาร ให้เหลือเพียง 400-800 กิโลแคลอรีต่อวัน กิจกรรมออกกำลัง มีความสำคัญในการลดน้ำหนักมากครับ เพราะ

ช่วยเร่งการใช้พลังงาน หรือเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ออกไปอีกทางหนึ่ง รวมแล้ว พลังงานแต่ละวันก็จะติดลบ คือ ใช้มากกว่ารับประทานเข้าไป น้ำหนักก็จะลดลงเรื่อยๆ

ตารางที่ 2 แสดงปริมาณพลังงานที่ใช้ในการออกกำลัง ด้วยกิจกรรมต่างๆ ไว้

พลังงานที่ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับผู้ที่หนัก 70 กิโลกรัม

กิจกรรม พลังงานที่ใช้ (กิโลแคลอรี่ต่อนาที)
เดินช้า ๆ 3-6
เดินเร็ว ๆ 6-8
วิ่งช้า ๆ 10-13
วิ่งเร็ว 15-18
ปั่นจักรยานช้า ๆ 4-8
ปั่นจักรยานเร็ว 10-15
กายบริหารเบา ๆ 4
เต้นรำ 5-8
เล่นสเก็ตน้ำแข็ง 6-11
ขึ้นบันไดปกติ 6
ขึ้นบันไดเร็ว ๆ 8-10
ทำความสะอาดบ้าน 4
ว่ายน้ำธรรมดา 6
กวาดสนามหญ้า 5
ตัดหญ้า 5

ถือหลักง่ายๆ ว่า ยิ่งออกแรงมากก็ยิ่งใช้พลังงานมาก ถ้าทำกิจกรรมหลายๆ อย่างผสมกันจะช่วยให้ใช้พลังงานออกไปมากขึ้น

ยาลดน้ำหนัก

เมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมอาหาร จะช่วยลดน้ำหนักได้ เมื่อใช้ยาแล้วอาจจะทำให้ไม่หิว หรือรู้สึกอิ่มเมื่อรับประทานอาหารเพียงเล็กน้อย ผู้ที่อ้วนมากๆ จึงควรใช้ยาลดน้ำหนักครับ อ้วนน้อยๆ ไม่จำเป็น ใช้แค่คุมอาหาร และออกกำลังกายก็พอ

ยาลดน้ำหนัก เมื่อหยุดใช้อาจกลับมาอ้วนอย่างเดิมอีก จึงต้องเปลี่ยนการรับประทานอาหาร และการออกกำลังด้วยเสมอ ต้องพยายามด้านนี้ให้มากครับ ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำตลอดไปเลย

ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ของยา ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงครับ ยาบางชนิดอาจทำให้กระวนกระวาย หงุดหงิด ปวดศีรษะ ปากคอแห้ง คลื่นไส้ และท้องผูก บางชนิดก็ทำให้อารมณ์ซึมเศร้า ง่วงนอน ปวดท้อง ท้องเดิน นอนไม่หลับ หรือฝันมาก บางทียาพวกนี้อาจเพิ่มความดันโลหิตให้สูง หรือหัวใจ เต้นผิดปกติได้ครับ ที่ร้ายแรงคือ เกิดแรงดันเลือดในปอดสูง การใช้ยาเหล่านี้จึงต้องอยู่ในความดูและของแพทย์อย่างใกล้ชิดครับ อย่าซื้อมากินเอง แล้วกินไปเรื่อยๆ เพราะอยากผอมจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

แพทย์ จะคอยติดตามอาการ และเฝ้าระวังผลข้างเคียงจากยา วัดดูความดันโลหิต ดูการเต้นของหัวใจ และเฝ้าดูปัญหาทางหัวใจ ที่อาจแฝงเร้นอยู่โดยไม่ทราบมาก่อน ถ้าเกิดผลข้างเคียงหรือสงสัย ต้องหยุดยาทันทีครับ

ขอขอบคุณที่มา : คลินิก health&Diet

การลดน้ำหนักขั้นพื้นฐานที่ใครก็ทำได้

September 28th, 2011

ปัจจุบัน วิธีการลดน้ำหนักนั้นก็มีออกมามากมายหลายรูปแบบจนคุณสาวๆ หลายคนอาจจะเลือกจนเวียนหัว เพราะไม่รู้จะเลือกทำวิธีไหนก่อนดี ดังนั้นจึงขอแนะนำวิธีที่เบสิกที่สุดให้เป็นการอุ่นเครื่องก่อนที่จะเพิ่ม ระดับในขั้นต่อๆ ไปให้นำไปใช้กันดังนี้ค่ะ

  • รับประทานผักผลไม้ให้มากๆ และงดปรุงอาหารด้วยไขมัน
  • ลดอาหารที่มีแคลอรีสูง เช่น กล้วยทอด ปาท่องโก๋ พิซซ่า โรตี กะทิ เป็นต้น
  • เลือกดื่มนมพร่องมันเนย
  • ลดการทานของหวาน หรืออาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์
  • บริหารร่างกายโดยการเดินแทนการใช้รถ ขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์
  • ออกกำลังที่คุณชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ เช่น ว่ายน้ำ แบดมินตัน ฯลฯ

ถ้าหากเบื้องต้นคุณสามารถทำได้ตามนี้แล้ว การลดน้ำหนักในขั้นต่อไปก็คงไม่อยากแล้วล่ะค่ะ

การลดน้ำหนักขั้นพื้นฐานที่ใครก็ทำได้

ขอบคุณ  womanstoryonline.com

ข้อควรปฏิบัติสำหรับสาวไดเอท

September 27th, 2011

ข้อควรปฏิบัติสำหรับสาวไดเอท
สำหรับ ผู้หญิงเราแล้วเรื่องรูปร่างหน้าตานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยบางคนก็จะให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพผิวพรรณให้ดูดีอยู่เสมอ และต่อมาเมื่อหน้าตาผิวพรรณสวยแล้ว เรื่องรูปร่างก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้หญิงให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนักตัวที่จะส่งผลถึงสรีระของร่างกาย ซึ่งหากมีส่วนเกินโผล่ออกมาจากส่วนไหน ก็ต้องร้อนใจรีบลดน้ำหนักกันเป็นการใหญ่เลยทีเดียว

ดัง นั้นเราจึงมีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยให้การลดน้ำหนักง่ายขึ้น และทำได้ไม่ยากอย่างที่คิดค่ะจริงๆ แล้วแล้วหลักง่ายๆ ในการลดน้ำหนักโดยทั่วไปก็คือ…

ต้องควบคุมอาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ซึ่งในส่วนของอาหารนั้นควรควบคุมการทานอาหารให้กลายเป็นนิสัย หรือปฏิบัติให้เคยชิน โดยลดปริมาณการรับประทานไขมันลง ให้หันมาทานโปรตีน และคาร์โบไฮเดรตแทนในปริมาณที่พอเหมาะกับที่ร่างกายต้องกาย เพราะไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากไขมัน โปรตีน หรือคาร์โบไฮเดรต หากเหลือจากที่ร่างกายต้องการนำไปใช้ก็จะถูกสะสมในรูปของไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเช่นกัน และควรเลือกทานอาหารที่มีมันต่ำ หรือมีใยอาหารสูงในแต่ละมื้อ

การออกกำลังกายก็ควรออกเป็นประจำอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งช่วงแรกของการลดน้ำหนัก ส่วนใหญ่น้ำหนักที่ลดลงจะเป็นส่วนของน้ำก่อน แล้วในระยะต่อมาถึงจะเป็นส่วนของไขมัน และที่ลดลงอย่างไม่ได้ตั้งใจตามมาก็คือส่วนของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นโปรตีน จากนั้นน้ำหนักก็จะคงที แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพราะถ้าหยุดไป จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ค่ะ

ขอบคุณ womanstoryonline.com

5 ความเชื่อผิด ๆ เรื่องลดน้ำหนัก

September 19th, 2011
5 ความเช่ือผิด ๆ เรื่องลดน้ำหนัก

5 ความเช่ือผิด ๆ เรื่องลดน้ำหนัก

รูปร่างผอมเพรียว เปรียวสมาร์ท อาจเป็นเป้าหมายของสาวหลายคนที่ตั้งใจลดน้ำหนัก เลยตั้งกฎเกณฑ์หลายอย่างเกี่ยวกับการกินการอยู่ ซึ่งบ่อยครั้งกลายเป็นความเชื่อผิดๆ ที่ไม่น่าจะทำเสียเลย

คอลัมน์ด้านสุขภาพของ นสพ.เดอะไทม์สออฟ อินเดีย (http://timesofindia.indiatimes.com/) โดยอิสมาท ทาฮ์ซีน ได้รวบรวมสิ่ง ที่ควร หลีกเลี่ยง 5 ข้อ ในการคุมน้ำหนักไว้ ได้แก่

1. กินอาหารมื้อเล็กๆ วันละ 6 มื้อ ความคิดที่ว่านั้นอาจจะมาจากการหาอะไรใส่ลงกระเพาะเพื่อดับหิว แต่ว่านี่ล่ะคือกับดัก เราจะพบว่าผู้หญิงมักจะเผลอตักปริมาณอาหารแบบปกติ ซึ่งนั่นหมายถึงว่ากินเข้าไปมื้อละ 400 แคลอรี จึงเป็นข้อห้ามอันใหญ่หลวงที่อย่าลงมือทำเลยทีเดียว ทางแก้ คือทำรายการอาหาร หรือตารางที่ตามได้ว่าควรจะกินอะไรได้ง่าย แล้วเดินตามนั้นไป

2. ชอบเติมน้ำสลัดมากๆ เอาล่ะ กำลังจะเริ่มกินสลัดผักใบเขียวเพื่อสุขภาพพูนจาน แต่ปรากฏว่าส่วนใหญ่และบ่อยครั้งทีเดียวที่มือไปคว้าเอาน้ำสลัดมาโปะลงไป เติมมายองเนส เหยาะชีส โรยเนื้อแดงสักนิด เกลืออีกสักหน่อย แล้วไงล่ะ ในที่สุดก็อ้วนเหมือนเดิม ทางแก้ คือลองทำน้ำสลัดแบบไขมันต่ำใส่เกลือและน้ำตาลน้อยๆ จะลองนำน้ำส้มสายชูบัลซามิกมาใช้ก็จะเป็นไอเดียที่ไม่เลว

3. การติดอยู่กับคุณค่าทางโภชนาการมากเกินไป ครูฝึกออกกำลังกายและนักโภชนาการให้คำแนะนำว่า ควรอยู่ห่างจากบาร์พลังงานที่ “เติมพลังแบบด่วน” และพวกโปรตีนเชค เพราะเมื่อมันแปลงกายมาในลักษณะของการเพิ่มพลังแบบปัจจุบันทันด่วน นั่นเท่ากับว่าที่จริงแล้วมันมีระดับของน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตเข้มข้นด้วย วิธีแก้ คือหันไปหาอาหารธรรมชาติ อย่างพวกถั่วอัลมอนด์ แครอท น้ำส้ม และผลไม้ต่างๆ ที่ให้พลังงานกับบรรเทาความหิวได้

4. เครื่องดื่มโภชนาการ อาจจะดูเป็นคำตอบสำหรับความฟิต แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าพวกเครื่องดื่มโภชนาการนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการลดน้ำหนัก เราอาจจะรู้สึกว่าได้ลดจำนวนแคลอรีที่นำเข้าร่างกาย แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาจทำให้หิวและอยากกินอาหารขยะมากขึ้น ทางแก้ คือควรหันไปหาพวกเครื่องดื่มชาเขียวแทน เพราะยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ หรือหันไปหาน้ำผักผลไม้ หรือนมไขมันต่ำยังดีเสียกว่า

5. การตั้งเป้าหมายที่ไม่เป็นจริง คนส่วนใหญ่มักตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักในเวลาอันรวดเร็ว และจะลดอย่างฮวบฮาบ ซึ่งเป็นอันตรายมากกว่า ควรจำไว้ว่าการลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามทำด้วยตัวเองและวางแผนเพื่อไปสู่ความสำเร็จ.

ที่มา ไทยรัฐ

เพิ่มผักผลไม้ ลดน้ำหนัก

September 13th, 2011

เป็นที่ทราบกันดีว่า การรับประทานอาหารหลากสีสันนี้สามารถการันตีได้ว่าเราจะได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่หลากหลาย และนอกจากนั้นในผักและผลไม้หลากสีสันเหล่านี้ มีไขมันในปริมาณที่น้อยและมีเส้นใยสูง ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในการลดความอ้วน และช่วยให้ไม่รู้สึกหิวบ่อยอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ชอบรับประทานอาหารฝรั่ง วันนี้เรามีตัวอย่างการเพิ่มผักและผลไม้หลากสีเข้าไปในอาหารเหล่านี้

- เพิ่มสตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่เข้าไปในซีเรียล – ทำสมูตี้กล้วยหรือผักขม – เพิ่มมะเขือเทศสับลงในไข่เจียว – เปลี่ยนจากขนมปังทาแยมผลไม้มาทาด้วยเป็นเนยถั่ว และโรยด้วยแอปเปิ้ลหั่นฝอย – สำหรับใครที่ชอบทานแซนวิช ควรเพิ่มผักเข้าไปด้วย อาทิ แตงกวา แครอท – รับประทานผักทอดกรอบแทนมันฝรั่งทอดกรอบ – ควรเพิ่มผักย่างในพาสต้า หรือสลัด – หากชอบทานสปาเก็ตตี้ควรเพิ่มบล๊อคโคลี่หั่น หรือกระหล่ำดอกหั่นลงไปด้วย – ลองทำพิซซ่ารับประทานเองเพื่อที่เราจะสามารถใส่ผักและสมุนไพรได้มากตามต้อง การ

ที่มา Foxnews.com