Tag Archives: ข่าวไลฟ์สไตล์

กินอย่างไร ห่างไกลกรดไหลย้อน

กินอย่างไร ห่างไกลกรดไหลย้อน

กินอย่างไร ห่างไกลกรดไหลย้อน

เป็นที่ทราบกันดีว่า พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ เรอเปรี้ยว มีรสขม ยังไม่พอยังเป็นสาเหตุให้มีกลิ่นปากอีกด้วย

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลองมาสำรวจพฤติกรรมการรับประทาน รวมถึงอาหารที่จะช่วยทำให้ห่างไกลจากภาวะกรดไหลย้อน หรือทำให้อาการบรรเทาเบาบางลง
ลด งด เลิก

- หลังรับประทานอาหารทันที หลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว
- รับประทานแต่พอดี ไม่ควรกินอิ่มจนเกินไป
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟู้ด เนย นม
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอย่าเพิ่งถอดใจว่า ดูจากรายการพฤติกรรมการรับประทานที่ควรงด ลด และหลีกเลี่ยงแล้ว จะเหลืออะไรที่สามารถรับประทานได้อีก ความจริงยังมีอาหารที่เป็นมิตรกับผู้มีภาวะกรดไหลย้อนอีกมากมายที่สามารถรับประทานได้ ส่วนอาหารทั่วไปก็รับประทานได้บ้าง เพียงแต่ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน ซึ่งอาหารที่เป็นมิตรกับผู้เป็นกรดไหลย้อน เช่น

- อาหารที่ย่อยง่าย ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลานึ่ง ปลาต้ม ข้าวกล้องต้ม ขนมปังโฮลวีท
- อาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรด เช่น มันฝรั่ง มันเทศ
- ผักและผลไม้ที่มีสภาพความเป็นด่าง เช่น กล้วยน้ำว้า ซึ่งมีเส้นใยเพ็คตินที่ช่วยในการรระบายท้องให้สบาย
- เครื่องดื่ม ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่สร้างกรดหรือแก๊ส ควรรับประทานน้ำเปล่าดีที่สุด

กรดไหลย้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นภาวะเรื้อรัง เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและปรับอาหาร ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้.

แผนกโภชนาการ โรงพยาบาลเวชธานี

แสงสีฟ้า ฆ่าเชื้อสิว

thumbsv_a36f24bcea7e2ed25a75e5ea172bafeb

แสงสีฟ้า ฆ่าเชื้อสิว

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว มีหลายปัจจัย ทั้งการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่พบเจอกับฝุ่นควัน มลพิษ และอาจเกิดจากเราเองที่หน้ามัน ใช้เครื่องสำอางแล้วล้างหน้าไม่สะอาด อีกเทคโนโลยีหนึ่งทางการแพทย์ ที่ช่วยในการรักษาสิว โดยไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย คือ เทคโนโลยีของแสงสีฟ้า

แสงสีต่างๆ จะมีค่าพลังงานที่แตกต่างกันออกไป สำหรับแสงสีฟ้า ที่ช่วยในการรักษาสิวได้ เพราะพลังงานของแสงจะช่วยลดการอักเสบ และช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งในผิวหนังที่เรียกว่า Propionibacterium ซึ่งเป็นตัวก่อสิว เมื่อฉายแสงสีฟ้าบนผิว ในบริเวณที่เกิดสิวในระยะหนึ่ง จะช่วยทำให้สิวหายเร็วขึ้น

แสงสีฟ้า ฆ่าเชื้อสิว

ปกติการรักษาสิวโดยทั่วไป จะมีการใช้ยาทา และยารับประทาน ซึ่งการรับประทานยาจะมี 2 แบบ คือ ยาแก้อักเสบ และการรับประทานวิตามินเอโดสสูง ซึ่งมีผลให้ผิวแห้ง แต่ช่วยให้สิวหายไวขึ้น แต่สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องทานยาไม่ได้ หรือเป็นสิวที่ไม่มากนัก หรือไม่อยากทานยา สามารถใช้แสงสีฟ้าช่วยได้

จากการวิจัยทางการแพทย์พบว่า การใช้แสงสีฟ้าในการรักษาสิว จะช่วยให้สิวหายเร็วกว่าการรับประทานยาแก้อักเสบ แม้ไม่เท่าการได้รับวิตามินเอโดสสูง แต่จะไม่มีผลข้างเคียงในระยะยาว การรักษาสิวด้วยแสงสีฟ้า มีหลายประเภท ราคาแตกต่างกันออกไป ตามคุณภาพของเครื่องฉาย เครื่องฉายแสงสีฟ้าที่มีประสิทธิภาพ อาจมีต้นทุนสูงด้านหลาดไฟที่ใช้ โดยมาก ราคาจะอยู่ประมาณ 500-800 บาทต่อครั้ง ใช้ระยะเวลาในการทำต่อครั้ง เพียง 15 – 20 นาที ไม่รู้สึกเจ็บหรือมีผลข้างเคียงแต่อย่างใด ดังนั้น วิธีนี้จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการรักษาสิวทุกประเภทในปัจจุบัน

แสงสีฟ้า ฆ่าเชื้อสิว

นอกจากจะทราบถึงวิธีการรักษาสิวแล้ว ยังควรดูแลการผิวให้ถูกวิธี หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้า หากมีการใช้เครื่องสำอาง ก็ควรล้างหน้าให้สะอาด เพื่อป้องกันการอุดตันของรูขุมขน ต้นเหตุหลักของการเกิดสิว เพราะเมื่อเราสามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้นเหตุแล้ว เรื่องสิวก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

นวัตกรรมใหม่ กำจัดไขมัน กระชับต้นขา..รับแฟชั่นใส่ขาสั้น

กำจัดไขมัน กระชับต้นขา..รับแฟชั่นใส่ขาสั้น

กำจัดไขมัน กระชับต้นขา..รับแฟชั่นใส่ขาสั้น

ปัญหาไขมันส่วนเกิน ถือเป็นเรื่องหนักใจของหลายๆคน ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ยิ่งปัจจุบันที่แฟชั่นเน้นแสดงให้เห็นถึงรูปร่างที่สมส่วนสวยงาม ความอ้วนไม่เพียงแต่ทำให้เสียบุคลิก แต่งตัวยาก ดูแก่ แต่ยังพลอยทำให้ขาดความเชื่อมั่น ส่งผลเสียต่อการเข้าสังคม หน้าที่การงาน สุขภาพ ผลสรุปรวมก็คือ ความสุขของชีวิตหายไป รูปร่างจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน แต่วิธีจัดการกับ “มัน” ก็ยากเย็นเสียเหลือเกิน อดอาหารก็แล้ว ออกกำลังกายก็แล้ว เรียกว่าต้องมีวินัยกับตัวเองจริงๆ แต่คนในปัจจุบันก็ยังโชคดี เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ ประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องเจ็บตัว แบบสบายๆก็กำจัดไขมันให้พ้นตัวได้ไม่ยาก ทำให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

กำจัดไขมันด้วยความเย็น จนถึง หลอมละลายไขมัน แล้วยังมีอะไรอีก?..

เราเคยพูดถึง Zeltiq เครื่องมือลดสัดส่วนเฉพาะจุด ด้วยนวัตกรรมแช่แข็งไขมัน ที่ทำให้ไขมันค่อยๆทำลายตัวเอง ซึ่งเป็นการค้นพบของคณะแพทย์จากฮาร์วาร์ด ตามมาด้วย Zerona การพัฒนาครั้งสำคัญของเลเซอร์ในการกำจัดไขมัน ที่สามารถทำลายผนังเซลล์ไขมัน และทำให้เซลล์ไขมันที่ดื้อด้านหลอมละลายและถูกดูดซึมออกจากร่างกายได้ง่ายๆ ขนาดว่าผู้ผลิตกล้ารับประกันลดสัดส่วนได้ 3.5 นิ้วในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์

ล่าสุดมีเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งที่เพิ่งเข้ามาในเมืองไทย ชื่อว่า VelaShape II ออกแบบมาเพื่อจัดการกับเซลลูไลท์ และปัญหาผิวไม่เรียบเนียนหย่อนคล้อยในส่วนต่างๆ ของเรือนร่างโดยเฉพาะ ได้รับ U.S.FDA ว่าสามารถลดขนาดต้นขา และลดเซลลูไลท์ได้จริง พัฒนามาจาก Vela Smooth และเครื่องในตระกูล Vela ทั้งหมด จึงมีความสามารถ และประสิทธิภาพที่เหนือกว่า พลังงานสูงกว่า จังหวะการดูดปล่อยของเครื่องดูดสุญญากาศทำงานได้ดีกว่า ทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายขณะทำการรักษา ไม่เจ็บ ไมช้ำ และสลายไขมันได้ดีกว่า

Multi Function ผสาน 4 สุดยอดเทคโนโลยีไว้ในเครื่องเดียว

VelaShape II เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีทั้ง พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) , พลังงานแสง Infrared (IR) ร่วมกับการทำงานของเครื่องนวดสุญญากาศ ทำให้ได้ประสิทธิภาพในการสลายเซลลูไลท์ได้ดียิ่งขึ้น สามารถเห็นผลแตกต่างทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ สามารถยกกระชับผิวที่เผละไม่เรียบเนียนได้เสมือนเทอร์มาจของผิวเรือนร่าง ทั้งนี้ก็เพราะพลังงาน RF ในVelaShape II มีพลังงานที่สูงกว่าเครื่องอื่นๆเท่าที่เคยมีมา สามารถส่งพลังงานลงถึงชั้นคอลลาเจนลึก ทำให้คอลลาเจน และอีลาสตินเกิดการหดตัวและยึดเกาะไขมันในชั้นลึกได้ดียิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องดูดสุญญากาศก็ยิ่งทำให้เข้าถึงไขมันเจ้าปัญหา ได้มากขึ้น ส่วนพลังงานจากแสงอินฟราเรด จะช่วยยกกระชับคอลลาเจน และอีลาสตินในผิวชั้นบนๆ ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมัน และเซลลูไลท์ ทำให้เซลล์ไขมันแตกตัวออกกลายเป็นโมเลกุลเล็กๆซึ่งง่ายต่อการย่อยสลาย บวกกับระบบลูกกลิ้งปรับปรุงใหม่ก็ยิ่งช่วยให้การกระจายตัวของพลังงานเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอมากขึ้น พูดให้ง่ายก็คือเจ้า VelaShape II ตัวนี้ มันทำงานแบบ multi function ทั้งทำลายเซลล์ไขมัน ทั้งซ่อมแซมตัวเหนี่ยวรั้งเกาะยึดไขมัน ให้เก็บไขมันไม่ให้หลุดกระเด็นออกมาที่ผิวชั้นนอก จนทำให้ดูเป็นปุ่มป่ำน่าเกลียด เมื่อผสมผสานเทคโนโลยีทั้ง 4 เข้าด้วยกัน จึงทำให้ VelaShape II มีประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องมือสลายเซลลูไลท์อื่นๆเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และใช้จำนวนครั้งที่ทำน้อยกว่า

มีรายงานผลการศึกษาว่า VelaShape II สามารถลดขนาดต้นขาได้มากกว่า 2 ซม. โดยผู้เข้ารับการรักษาไม่รู้สึกเจ็บ หรือไม่สบาย ทั้งระหว่างที่ทำ และหลังทำแต่อย่างใด เรียกว่ากำจัดไขมันได้แบบชิวๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ VelaShape II ประสบความสำเร็จอย่างมากในต่างประเทศ ขนาดที่ว่าหลายๆเมืองในสหรัฐอเมริกา ต่างรอคอยการมาถึงของเครื่องมือนี้กันเลยทีเดียว

นับเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่ไม่ต้องรอคอย เพราะ VelaShape II มาถึงเมืองไทยเรียบร้อย รับเทรนด์ใส่ขาสั้นพอดิบพอดี คนที่อยากตามเทรนด์แต่ไม่อยากโชว์ขาเผละก็สบายใจได้ เพราะเรื่องกวนใจใส่ขาสั้นไม่สวย วันนี้มีทางออกแบบง่ายๆ ชิวๆ แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ควรออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลด้วย

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

ฝึกกระเพาะปัสสาวะ แก้โรค ‘โอเอบี’ ปวดฉี่บ่อย

ฝึกกระเพาะปัสสาวะ แก้โรค ‘โอเอบี’ ปวดฉี่บ่อย

แพทย์เผยอาการปวดปัสสาวะบ่อยเกินไป ถือเป็นโรคอย่างหนึ่ง…ผู้ที่มีอาการปวดปัสสาวะบ่อยๆ ทุกชั่วโมง เวลาปวดมักจะมีอาการรุนแรงมากจนต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที หรือมักจะตื่นขึ้นมากลางดึกเกินกว่า 1 ครั้ง เพราะปวดปัสสาวะจนทนไม่ไหว เวลาทำงานต้องลุกเข้าห้องน้ำบ่อยมากจนรู้สึกรำคาญ เวลาเดินทางไปไหนไกลๆ หรือรถติดบนท้องถนนก็มักจะรู้สึกปวดปัสสาวะกลางทาง สร้างความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก

สำหรับอาการข้างต้น นพ.บุญเลิศ สุขวัฒนาสินิทธิ์ ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า อาการต่างๆ เหล่านี้เป็นอาการผิดปกติของระบบขับถ่ายปัสสาวะ ซึ่งมักพบได้จากหลายสาเหตุ และโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยแต่อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก หรือมีความเข้าใจกันน้อยมาก นั่นคือ โรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน หรือ Over Active Bladder เรียกย่อๆ ว่า OAB

โรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน เป็นกลุ่มอาการของความผิดปกติของระบบปัสสาวะส่วนล่าง เป็นภาวะที่กระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากเกินไป ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ บางคนเป็นมากต้องปัสสาวะ 2-3 ครั้งต่อชั่วโมง ยิ่งอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ จะปัสสาวะบ่อยมากขึ้น และรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างรุนแรง เวลาปวดจะกลั้นไม่ค่อยได้ต้องรีบเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วน รวมทั้งต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆ จนรบกวนการนอนหลับ บางครั้งอาจมีปัสสาวะเล็ด หรืออาจมีอาการเจ็บท้องน้อยร่วมด้วย อาการจะคล้ายๆ กับเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบธรรมดา แต่จะเป็นค่อนข้างเรื้อรังเป็นเวลานาน

ก่อนหน้านี้เคยเข้าใจกันว่าภาวะปัสสาวะไวเกินมักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่ปัจจุบันพบว่าในผู้ชายก็เป็นโรคนี้มากขึ้น โดยมักพบร่วมกับภาวะต่อมลูกหมากโต และพบได้ในคนทุกวัย แต่ไม่ค่อยพบโรคนี้ในเด็ก ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้ ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดกับคุณภาพชีวิตโดยรวม เพราะอาการจะเป็นมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละคน มีปัญหาเวลาที่ต้องอยู่ในรถที่ติดขัด ทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญ มีผลต่อความสะอาดของบริเวณช่องคลอด และขาหนีบ ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ไม่กล้าเข้าสังคม ผู้ป่วยจะไม่อยากไปไหน เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะมีห้องน้ำอยู่ใกล้ๆ บริเวณที่จะไป

อะไรคือสาเหตุ

สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการกระเพาะปัสสาวะไวเกินยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากระบบประสาทที่บริเวณกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวบ่อยและไวกว่ากำหนด โดยที่ยังมีปริมาณปัสสาวะไม่มากพอที่จะทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะ สาเหตุอีกส่วนหนึ่ง คือพบร่วมกับภาวะการอักเสบ ติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ภาวะหมดประจำเดือนและโรคทางระบบประสาทบางชนิด

มีวิธีการตรวจวินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัย โรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน จำเป็นต้องซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะระบบประสาท และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตัดโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการและอาการแสดงคล้ายกันเสียก่อน ได้แก่ 
1.การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ 
2.เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน ที่กดดันกระเพาะปัสสาวะ จนทำให้ปัสสาวะบ่อย 
3.การหย่อนยานของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน 
4.ภาวะการขาดฮอร์โมนเพศหญิง 
5.โรคเบาหวาน โรคเบาจืด การได้รับยาที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ 
6.ความผิดปกติของระบบประสาท 
7.กระเพาะปัสสาวะยืดตัวผิดปกติ
8.อาการที่เกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน

รักษาได้อย่างไร

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ดังนั้น การรักษาจึงใช้แนวทางรักษาหลายชนิดมาผสมผสานกัน กล่าวคือรักษาภาวะหรือโรคที่มีผลก่อให้เกิดปัญหากระเพาะปัสสาวะไวเกิน ดังกล่าวข้างต้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การงดดื่มน้ำก่อนนอน หลีกเลี่ยงยา หรืออาหารที่มีฤทธิ์กระตุนการขับปัสสาวะ เช่น ยาขับปัสสาวะ น้ำชา กาแฟ การจัดที่นอนใหม่ให้เข้าห้องน้ำได้สะดวกขึ้น

การใช้ยาที่มีฤทธิ์คลายการหดตัวของกระเพาะปัสสาวะ โดยหลักๆ จะใช้ยาในกลุ่ม Anticholinergic ซึ่งจะออกฤทธิ์คลายการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ลดการบีบตัวที่ไวเกินปกติของกระเพาะปัสสาวะ การใช้ยาจะต้องมีการปรับขนาดยาให้เหมาะต่อผู้ป่วยแต่ละราย ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิด ต่างกันที่ราคา และผลข้างเคียงของยา
การฝึกกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในพฤติกรรมบำบัด เป็นการฝึกควบคุมระบบประสาท ที่ควบคุมการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้สมองส่วนกลางส่งสัญญาณมายับยั้งวงจรการปัสสาวะ โดยการฝึกปัสสาวะให้เป็นเวลา และเพิ่มช่วงเวลาการถ่ายปัสสาวะให้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น จากเดิมต้องเข้าทุกๆ 1 ชั่วโมงให้เพิ่มเป็น 1 ชั่วโมงครึ่ง และเพิ่มเป็น 2 ชั่วโมงตามลำดับ เป็นการฝึกให้กระเพาะปัสสาวะ เก็บปัสสาวะให้มากพอ โดยไม่มีอาการบีบตัวไวกว่าปกติ รวมทั้งหลักการเบี่ยงเบนความสนใจ และผู้ป่วยควรขมิบช่องคลอดร่วมด้วย ซึ่งจะลดอาการอยากถ่ายปัสสาวะลง

การใช้ไฟฟ้ากระตุ้นที่เส้นประสาทบริเวณก้นกบ จะช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะลง การรักษาโดยวิธีนี้ ต้องมีการผ่าตัดฝังตัวกระตุ้นสัญญาณไฟฟ้าที่หน้าท้อง และกระดูกก้นกบด้วย และต้องมีการทดสอบในช่วงแรกว่าได้ผล จึงผ่าตัดฝังเครื่องชนิดถาวร (อยู่ได้ 5 ปี) การรักษาวิธีนี้ค่อนข้างมีราคาแพง และยังอยู่ในระหว่างการวิจัย

การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูดส่วนนอกของท่อปัสสาวะหนาตัวและแข็งแรงขึ้น โดยปกติการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน จะใช้ในการรักษาภาวะไอ-จามจนปัสสาวะเล็ด แต่พบว่าสามารถนำมาใช้รักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินได้ด้วย

การผ่าตัด มีการผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะบางส่วน หรืออาจนำลำไส้เล็กบางส่วน มาเย็บต่อกับกระเพาะปัสสาวะ เพื่อทำให้การบีบตัวไม่มีผลทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย การผ่าตัดอาจมีภาวะแทรกซ้อน และนิยมทำในรายที่รักษาโดยการใช้ยาแล้วไม่ได้ผล

วิธีการอื่นๆ เช่น การใช้ยาหรือสารบางชนิด เช่น Capsaicin ใส่ไปในกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงการทำกายภาพบำบัด

ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ถึงแม้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงอย่างมาก มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในหลายๆ ด้าน จึงจำเป็นที่แพทย์ในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สูตินรีแพทย์ ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะ อายุรแพทย์ และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ให้ความสำคัญและให้การดูและรักษาอย่างจริงจัง รวมถึงตัวผู้ป่วยเองต้องหมั่นสังเกตด้วยว่ามีอาการปัสสาวะบ่อยจนผิดปกติหรือไม่ หากไม่แน่ใจก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัด และหาทางรักษาให้หายหรือบรรเทาจากภาวะดังกล่าว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น…

ศูนย์ศัลยกรรมระบบปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com