Tag Archives: โรคมะเร็ง

โรคที่พบบ่อยในคนอ้วน

โรคที่พบบ่อยในคนอ้วนภายในเรือนร่างที่ฉาบทาด้วยความอุดมสมบูรณ์ ตามความคิดผู้ที่ไม่รู้ แต่โรคผู้มีอันจะกินนี้ มักจะรวบรวมพรรคพวกไว้มากมาย ล้วนแต่โรคเด็ดๆ ทั้งนั้น

1. ไขมันในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติของระบบอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าเม็ดไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ยิ่งหนามากขึ้นๆ ถนนของเจ้าเลือดก็เดินไม่สะดวกตามไป ก็เลือดต้องไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย และเราก็ขาดเลือดไม่ได้ แน่นอนจะมีปัญหาต่อสุขภาพตามมาอีกมาก ทั้งโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เหนื่อยหอบ มึนงงบ่อยๆ เป็นลม เมื่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่ดี เซลล์ก็เสื่อมโทรมลง อนุมูลอิสระก็เกิดเร็วขึ้น ทีนี้แหละ แก่เร็วอย่างเห็นได้ชัด

2. ความดันโลหิตสูง เมื่อไขมันเคลือบผนังหลอดเลือด บางจุดอาจตีบมาก หัวใจมีหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำ ก็ต้องขับดันเลือดวิ่งไปให้ทั่วร่างกายทุกซอกทุกมุม เมื่อบางจุดโดนบีบให้แคบ แต่ร่างกายต้องการเลือด มันอาจออกแรงผลักดันเลือด อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ถึงแก่ชีวิต หรือพิการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

3. โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศอุตสาหกรรม รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องจากไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจก็ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจวาย

4. โรคเบาหวาน พบว่าคนไทยเป็นเบาหวานกันประมาณ 3 ล้านคน ลองคิดดูว่าไม่น้อย วันหน้าถ้ายังใช้ชีวิตเผอเรอ มีหวังได้เป็นเบาหวานด้วยอีกคน โรคนี้เป็นเพื่อนคู่ซี้กับโรคอ้วน ที่มักพบควบคู่กันเสมอ เบาหวานนั้นเพราะระบบควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายผิดปกติ เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ถ้าเกิดเป็นแผลก็มักรักษาไม่หาย กลายเป็นแผลเรื้อรัง บางทีก็เป็นแผลกดทับ ประกอบกับเสี่ยงต่อการติดเชื้อราง่ายขึ้น เพราะมีการอับชื้นของซอกแขน และซอกขามากกว่าปกติ

5. โรคข้อกระดูกเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า เนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัวมากเกินพิกัด บางคนที่อ้วนมากๆ อาจจะยืนหรือเดินไม่ได้เลย เพราะข้อเท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้ คนอ้วนมากๆ จะเดินก็ลำบาก โยกเยกซ้ายขวา เดินไปเหนื่อยหอบไป

6. โรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากในคนอ้วนมักมีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งหรือนอน ปอดจึงขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้มากขึ้น บางครั้งถึงกับมีภาวะการหายใจลดลง หายใจติดขัด ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอด คนอ้วนมากเหนื่อยง่าย ง่วงนอนตลอดเวลา อาจพบภาวะของโรคอารมณ์เศร้าหมองร่วมไปด้วยก็กิน ซึ่งอาจจะช่วยให้อารมณ์ช่วงนั้นดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำร้ายตัวเองมากยิ่งขึ้น

7. โรคมะเร็งบางชนิด คนอ้วนมีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งได้

8. โรคนิ่วในถุงน้ำดี และไขมันแทรกในตับ เมื่อมีไขมันมาก การทำงานของตับก็ลดลง เพราะไขมันเข้าไปแทรกอยู่ จนทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี

แหล่งข้อมูล : นิตยสาร Alternative Medicine

โรคมะเร็งกับผู้หญิง : มะเร็งปากมดลูก (1)

ในบรรดาโรคมะเร็ง ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงไทยเรานั้น ยอมรับกันว่า มะเร็งของปากมดลูกหรือคอมดลูก (Cervix uteri) พบได้บ่อยที่สุดเป็นอันดับต้นๆ สูสีคู่คี่กับมะเร็งของเต้านม แต่เมื่อดูสถิติของทางต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศ ที่เขามีระบบสาธารณสุขมูลฐานที่ดีแล้ว กลับพบโรคมะเร็งปากมดลูกที่น้อยกว่าเมืองไทยมาก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

ถ้าถามว่า โรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร คงไม่มีใครเป็นพหูสูตร พอที่จะให้คำตอบได้ 100% เพียงแต่มีหลักฐาน ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ บางประการชวนให้เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปากมดลูกนั้น น่าจะมาจากสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) บางชนิด ที่ปากมดลูกต้องสัมผัสอยู่เสมอ สารก่อมะเร็งที่ยืนยันแล้วว่า เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก คือ เชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus)

การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อปากมดลูกปกติ ไปเป็นโรคมะเร็งนั้น ใช้เวลาเป็นแรมปี (ประมาณ 3 – 5 ปี) ไม่ใช่แค่วันสองวัน ดังนั้น หากคุณผู้หญิงได้รับการตรวจภายในประจำปี ซึ่งคุณหมอจะตรวจหา มะเร็งปากมดลูกให้ทุกครั้งอยู่แล้ว รับรองได้ว่าต้องพบความผิดปกติ ก่อนที่ปากมดลูกจะเป็นมะเร็งแน่นอน ไม่มีคำว่าพลาด เมื่อพบแล้วการรักษาก็ไม่ยาก แถมหายขาดได้ เป็นการชิงจังหวะลงมือก่อน ไม่ยอมให้ถึงขั้นเป็นมะเร็ง คุณผู้หญิงก็จะปลอดโรคนี้ไปโดยปริยาย อีกอย่าง โชคดีที่ถึงปากมดลูก จะเป็นอวัยวะภายใน แต่โดยพฤตินัยแล้ว เขาเป็นเสมือนอวัยวะภายนอก ที่แพทย์สามารถตรวจได้ละเอียด โดยไม่ต้องอาศัยวิธีพิเศษใดๆ มาช่วยมากนัก ไม่เหมือนกับอวัยวะภายในอื่นๆ เช่น ตับ ไต ลำไส้ รังไข่ ที่อยู่ในช่องท้องมองก็ไม่เห็น เวลาตรวจร่างกายก็ได้แต่เคาะๆ คลำๆ อวัยวะภายในเหล่านั้น จึงยากแก่การตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรก พอป่วยกันมาทีก็มักจะเป็นมากแล้ว พลอยทำให้รักษายากไปด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมาในย่อหน้านี้ คือเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงพบโรคมะเร็งปากมดลูกน้อยกว่าบ้านเรา ก็เพราะว่าคนของเขาเอาใจใส่ตัวเอง หมั่นมาตรวจร่างกาย ผู้หญิงขยันมาตรวจภายในประจำปี เมื่อปากมดลูกเป็นอะไร คุณหมอรีบรักษาให้ก่อนมะเร็งมากล้ำกราย เลยไม่ค่อยพบคนเป็นมะเร็งปากมดลูกสักเท่าไร เพราะฉะนั้น ขอชวนเชิญคุณผู้อ่านทุกท่าน แนะนำทั้งตัวเอง ญาติสนิทมิตรสหาย ให้มารับการตรวจร่างกาย (และตรวจภายในสำหรับคุณผู้หญิง) ประจำปีกัน จะได้ไม่พลาดโรคร้าย ที่อาจซ่อนอยู่ในตัว โดยไม่บอกกล่าวกัน

อาการที่ชักนำให้คุณผู้หญิง ยอมมาตรวจภายในมักได้แก่ มีเลือดออก ตกขาว หรือปวดในท้องน้อย นอกจากนั้น อาจคลำได้ก้อนเนื้อที่ท้องน้อย หรือมีกิจวัตรที่ผิดปกติไป เช่น การถ่ายอุจจาระลำบาก ปัสสาวะบ่อยขึ้นหรือกะปริดกะปรอย จากการที่ก้อนของปากมดลูกและตัวมดลูก โตไปกดทับอวัยวะเหล่านั้น เมื่อตรวจภายใน จะพบก้อนเนื้อยื่นออกมา หรือไม่ก็เป็นแผล ที่บริเวณปากมดลูกในระยะแรก ระยะต่อมาตัวก้อนมะเร็ง จะลุกลามมาที่ช่องคลอด หรือบริเวณเนื้อเยื่อด้านข้างของคอมดลูก บางครั้งลามไปกดเบียดท่อไต ที่ผ่านมาบริเวณข้างเคียง จนทำให้ปัสสาวะจากไต ไหลลงกระเพาะปัสสาวะลำบาก อาจเป็นผลกรวยไต หรือตัวไตขยายขนาด เนื่องจากมีการคั่งของปัสสาวะได้ หากเป็นระยะหลังๆ โรคมะเร็งนี้อาจลุกลาม หรือกระจายไปที่อวัยวะอื่นๆ ได้ เช่น กระเพาะปัสสาวะ, ลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง, ปอด, กระดูก ฯลฯ

เมื่อคุณหมอตรวจพบ ความผิดปกติดังกล่าวที่ปากมดลูก ขั้นตอนมาตรฐานที่จำเป็น ต้องตรวจเพิ่มเติมก่อนให้การรักษา จะเป็นดังนี้


นำชิ้นเนื้อจากบริเวณปากมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็ง


ตรวจหาระยะที่แน่นอนของโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ โดย

1.
การตรวจภายใน โดยสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

2.
ถ่ายภาพ รังสี (เอกซเรย์) ปอด

3.
ถ่ายภาพรังสี (เอกซเรย์) หรืออัลตร้าซาวด์ ตรวจดูไตและท่อไต

4.
ตรวจดูความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง โดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
หลังจากให้การวินิจฉัย และทราบระยะของโรคที่แน่นอนแล้ว ต่อไปคุณหมอก็จะแนะนำ แผนการรักษาที่เหมาะสมแก่เจ้าตัวและญาติผู้ใกล้ชิด โดยมีหลักการรักษาคร่าวๆ ดังนี้

หากเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 หมายถึง ตัวโรคมะเร็งยังอยู่กับที่ไม่ลุกลามไปที่ใด คุณหมอมักแนะนำวิธีการผ่าตัด นอกจากบางรายที่สุขภาพทั่วไป ไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัดจริงๆ ในการผ่าตัดคง จำเป็นต้องตัดทั้งตัวมดลูกออกไป พร้อมกับปากและคอมดลูก ส่วนรังไข่อาจเก็บรักษาไว้ เพื่อผลิตฮอร์โมนเพศหญิงต่อไปได้ ทั้งนี้ขึ้นกับอายุ และพยาธิสภาพของโรค นอกจากนี้ อาจพิจารณาผ่าตัดเพิ่มเติม เช่น การเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน การตัดเนื้อเยื่อ บริเวณด้านข้างของคอมดลูก และการตัดช่องคลอด ส่วนที่ติดกับปากมดลูกออกไปเพิ่ม โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ไปตามลักษณะการลุกลามของโรค เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

หากเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 2 เป็นต้นไป การรักษาหลักส่วนใหญ่ ได้แก่ การใช้รังสีรักษา (ร่วมกับเคมีบำบัดในบางกรณี) ซึ่งคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ จะแนะนำให้ทราบอย่างละเอียด มีอะไรติดใจสงสัยให้ซักถามได้เต็มที่เลย

ผลการรักษาโรคมะเร็งของปากมดลูก ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ชนิดของโรคมะเร็ง สุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย และความร่วมมือในการรักษาเป็นสำคัญ แม้ทางการแพทย์สมัยใหม่ เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า โรคมะเร็งเหล่านี้ มีโอกาสที่จะรักษาไม่หาย หรือมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก แต่ด้วยแผนการรักษาที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน โอกาสรักษาจนหายขาดมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสำหรับคน ที่เพิ่งเริ่มเป็นระยะแรกๆ เช่น ระยะที่ 1 มีโอกาสหายขาดถึง 85 – 95% ระยะที่ 2 ก็ลดลงมาหน่อยเหลือ 60 – 70% เป็นต้น

คำแนะนำที่อยากให้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ

1.
อย่าละเลย : ตรวจเช็คร่างกาย และตรวจภายในเป็นประจำทุกๆ ปี

2.
อย่ารีรอ : รีบไปตรวจหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

3.
อย่าลังเล : ตัดสินใจรักษาตามวิธีมาตรฐาน เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง

นายแพทย์ภานนท์ เกษมศานติ์
แผนกสูตินรีเวชกรรม

แหล่งข้อมูล : วารสารโรงพยาบาลรามคำแหง ฉบับที่ 14 – www.ram-hosp.co.th/books

สิงห์อมควัน ระวังปอดพังก่อนวัยอันควร

ควันบุหรี่เป็นภัยร้ายที่เป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปอด นอกจากนี้ โรคมะเร็งปอดยังเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้บ่อยที่สุดเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น เหตุผลเพราะว่าในควันบุหรี่มีสารประกอบที่อันตรายมากกว่า 4,000 ชนิด โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 60 ชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดโรคมะเร็งปอดนั่นเอง

บุหรี่กับโรคมะเร็งปอด

นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า สิ่งที่ผู้สูบบุหรี่ได้สูดดมเข้าไป ได้แก่ สารทาร์(น้ำมันดิน) นิโคติน(ส่วนผสมยาฆ่าแมลง) คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรเจนไซยานายด์(ก๊าซพิษ) ฟีนอล แอมโมเนีย(สารที่ใช้ทำความสะอาดห้องสุขา) เบ็นซิน และฟอร์มาลดีฮายด์(สารที่ใช้ในการคงสภาพศพ) เป็นต้น ซึ่งสารพิษเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดโทษรุนแรงต่อร่างกาย เช่น สารนิโคติน เป็นสารพิษอย่างแรงที่ทำให้คนเสพติดควันบุหรี่ และทำให้หลอดเลือดมีการหดตัวผิดปกติ ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจและชีพจรเต้นเร็ว หลอดเลือดตีบแคบ เป็นเหตุทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคความดันโลหิตสูงตามมา ส่วนทาร์นั้นมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน โดยเมื่อสูดเอาควันบุหรี่เข้าไปในร่างกาย ส่วนหนึ่งของทาร์จะจับอยู่ที่บริเวณปอด และจะจับรวมกับฝุ่นละอองที่สะสมอยู่ในถุงลมของปอด หลังจากนั้นทำให้เกิดการอักเสบและระคายต่อหลอดลมและปอด เกิดอาการไอ มีเสมหะ เนื่องจากมีสารระคายเคืองแปลกปลอมเหล่านี้อยู่ การอักเสบที่เกิดขึ้นจากการระคายเคืองเป็นเวลานานก็จะก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและที่ร้ายมากกว่าก็คือการเกิดโรคมะเร็งปอดตามมานั่นเอง

ความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด จะสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณบุหรี่ที่สูบ โดยพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่า 10-20 มวนต่อวัน ติดต่อกันนานมากกว่า 10 ปี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ พบว่าการสูบบุหรี่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งไต มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้และทวารหนัก และมะเร็งเต้านม

มะเร็งปอดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักคือ

1. มะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อของปอดเอง โดยจะแบ่งชนิดตามขนาดของเซลล์มะเร็ง คือมะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก ซึ่งพบได้บ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 80 ของการเกิดโรคมะเร็งปอด ที่พบบ่อยรองลงมาคือโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ก็มีเซลล์มะเร็งชนิดอื่นๆ รวมถึงเซลล์มะเร็งที่หายยากซึ่งพบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 -10 ของการเกิดมะเร็งปอด

2. มะเร็งจากอวัยวะอื่นลุกลามมาสู่ปอด เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่มีน้ำเหลืองและเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีโอกาสที่มะเร็งจากอวัยวะอื่นๆ ลุกลามมาสู่ปอดได้ง่าย

สัญญาณของโรคมะเร็งปอด

- อาการไอที่ผิดปกติไปจากที่เคยเป็น
- ไอเรื้อรัง หรือแย่ลง
- ไอเป็นเลือด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนแรกของโรคมะเร็งปอด
- เจ็บหน้าอก หนึ่งในสี่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดจะมีอาการนี้ และอาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอื่นๆ รอบๆ ปอด
- หายใจถี่ มักเกิดจากการอุดตันของการไหลเวียนของอากาศในปอด การคั่งของน้ำเยื่อหุ้มปอด หรือการแพร่กระจายของมะเร็งทั่วปอด
- เสียงแหบ หายใจมีเสียงหวีด เป็นสัญญาณการอุดตัน หรือการอักเสบในปอด ที่อาจมาพร้อมกับโรคมะเร็ง
- การติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำ เช่น หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบ เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งปอดด้วยเช่นกัน
- มีปัญหาในการกลืน

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดโดยส่วนใหญ่ มักได้รับการวินิจฉัยโรคช้า เนื่องจากขณะที่เริ่มเป็นจะวินิจฉัยยาก ทำให้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมักพบมะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจายไปแล้ว

1. การตรวจโดยการถ่ายภาพ
 การตรวจด้วยการถ่ายภาพมีหลายวิธี เช่น การเอกซเรย์ปอดนับเป็นวิธีพื้นฐานที่สุดที่สามารถมองเห็นมะเร็งที่ปอดได้ ส่วนวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้คือ เครื่อง CT scan คือใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการถ่ายภาพแบบ 3 มิติ ช่วยตรวจพบก้อนเนื้องอกที่อาจไม่ปรากฏบนภาพเอ็กซเรย์ หรือพบเนื้องอกที่แพร่กระจาย นอกจากนี้ยังมี เครื่อง MRI scan เป็นวิธีที่ใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพที่ทำให้เห็นรายละเอียดที่ชัดมากยิ่งขึ้น

2. การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา
 เป็นการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ โดยจะนำชิ้นเนื้อขนาดเล็ก หรือก้อนทั้งหมดของเนื้องอกของร่างกายออก แล้วนำชิ้นเนื้อตัวอย่างมาตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับมะเร็งที่อาจเกิดขึ้น วิธีการในการตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัย ได้แก่

- การใช้เข็มดูด โดยจะใช้เข็มที่บางมากผ่านผิวหนังเข้าไป แล้วดูดเอาชิ้นเนื้อบางส่วนออกมาจากก้อนเนื้อที่สงสัย โดยจะใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อป้องกันอาการปวดระหว่างการดูดเก็บชิ้นเนื้อ บางครั้งอาจจะต้องทำร่วมกับเครื่อง CT scan เพื่อช่วยกำหนดตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับผ่านเข็มเข้าไป

- การส่องกล้องเข้าทางหลอดลม ทำโดยใช้กล้องส่องขนาดเล็กสอดผ่านเข้าทางจมูกลงไปทางหลอดลม ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เห็นภาพของหลอดลมและท่อหลอดลมในปอดได้โดยตรง และยังสามารถมองเห็นก้อนเนื้องอกได้ชัดเจน ทำให้สามารถดูดเซลล์ หรือนำชิ้นเนื้อบริเวณนั้นมาตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไปได้

มะเร็งปอดสามารถรักษาได้อย่างไร

แพทย์จะวางแผนการรักษา โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านต่างๆ เช่น ชนิดของโรคมะเร็งปอด สุขภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วย ระยะและการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ผลการตรวจเลือดและผลจากภาพถ่ายและเอกซเรย์ โดยผู้ป่วยแต่ละท่านอาจมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ตามอาการของโรคมะเร็งปอดที่เป็น โดยการรักษาจะประกอบด้วย การผ่าตัด การฉายรังสี และยาเคมีบำบัด อาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรืออาจใช้หลายวิธีร่วมกัน แล้วแต่ดุลพินิจของแพทย์

เพื่อให้ผลการรักษาดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สหสาขาวิชาชีพ หลากหลายสาขา อาทิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง ศัลยแพทย์ พยาบาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรคจากชิ้นเนื้อเยื่อ นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และนักกำหนดอาหาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การรักษาแต่ละวิธี อาจมีผลข้างเคียงมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

นพ.เทพ กล่าวโดยสรุปว่า โรคมะเร็งปอดยังเป็นโรคที่รุนแรง รักษายาก วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือการป้องกัน หรือหยุดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น และจะได้ไม่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดในที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมที่ คลินิกโรคมะเร็ง
โทร. 0-2734-0000 ต่อ 2200, 2204

ตรวจมะเร็งปากมดลูก”รู้เร็ว”-”รอดเร็ว”

มะเร็งปากมดลูก”รู้เร็ว”-”รอดเร็ว”

ข้อมูลสุขภาพหญิงไทยพบว่า “มะเร็งปากมดลูก” ครองแชมป์มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี มีผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 7 คน อายุเฉลี่ยของหญิงที่เป็นมะเร็งปาก-มดลูกอยู่ในช่วง 35-50 ปี ถ้าเป็นขึ้นมาแล้วการรักษาในระยะที่ลุกลามรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอัตรารอดชีวิตภายใน 5 ปี เพียงร้อยละ 10-20 แค่นั้น

จากตัวเลขน่ากลัวๆที่นำมาบอกเล่านี้ ยังมีข้อมูลอีกด้านดีที่ต้องรู้กันไว้คือ มะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้ ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่เรียกว่า “แป๊ปสเมียร์” (Pap smear)

เนื่องจากมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีชนิดนี้ เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสฮิวแมนแพพิโลมา หรือเรียกย่อๆว่า เชื้อเอชพีวี ส่วนใหญ่เชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจากการมีเพศสัมพันธ์ และเมื่อติดเชื้อแล้วจะไม่แสดงอาการ โดยการติดเชื้ออาจหายไปได้เอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากการติดเชื้อไม่หายขาด หรือมีการติดเชื้อซ้ำ อาจทำให้เซลล์ที่ผิวเยื่อบุปากมดลูกเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเซลล์มะเร็ง

การติดเชื้อเอชพีวี ก่อนจะไปถึงระยะก่อมะเร็ง นั้น กินเวลาประมาณ 2-15 ปี และจากระยะ ก่อนมะเร็งจนถึงมะเร็ง ใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปี ดังนั้นหากมีการตรวจ “แป๊ปสเมียร์” แล้วพบว่าเซลล์บริเวณปากมดลูกผิดปกติหรือเปลี่ยนแปลงจากเดิม อาจอยู่ในระยะ “ก่อนเป็นมะเร็ง” ซึ่งรักษาได้ผลดีกว่า “ระยะลุกลาม” พูดให้เข้าใจง่ายๆได้ว่า พบแต่เนิ่นๆก็จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หาย

การตรวจยุ่งยากมั้ย? โครงการเลดี้เช็ค ให้ข้อมูลว่า ใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น แพทย์หรือพยาบาลผู้ตรวจให้บริการตรวจทุกวันจนเคยชิน การตรวจมะเร็งปากมดลูกเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้หญิง และความรู้สึกอายก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน ขอให้คิดเสียว่าอายครู่เดียว ช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็ง

ส่วนการป้องกันอย่างอื่นนั้นก็มี นั่นคือ มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย โดยใช้ถุงยางอนามัย ลดจำนวนคู่นอน หรือมีคู่นอนคนเดียว ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ทุก 1-3 ปี ลดหรือพยายาม เลิกการสูบบุหรี่ ไม่ควรมี เพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย

โครงการเลดี้เช็ค เป็นความร่วมมือกันของกระทรวงแรงงาน สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพฯ และองค์การแพธ สนับสนุนให้มีการจัดบริการตรวจ “แป๊ปสเมียร์” โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้หญิงในกรุงเทพฯ อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่เว็บไซต์ www.ladycheck.net อีเมล์ ladycheck@gmail.com โทร. 08-4900-0949 เวลา 12.00-22.00 น. ทุกวัน.

นิรามิส

สุขภาพน่ารู้ ที่มา ไทยรัฐ

เติมความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก

ความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก

หลังจากนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากไปแล้วเมื่อหลายฉบับ ก่อน ฉบับนี้มาติดตามกันต่อว่า ระยะแสดงอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากทั้ง 4 ระยะเป็นอย่างไร รวมถึงวิธีการรักษาหลากหลายวิธี และการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

ระยะแสดงอาการของโรค เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคแล้ว แพทย์จะดำเนินการตรวจหาระยะของโรค โดยใช้เครื่องมือดังต่อไปนี้

1) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ซีทีสแกน) ที่ต่อมลูกหมากและช่องท้อง เพื่อดูต่อมลูกหมากตลอดจนต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน

2) เครื่องสแกนพลังแม่เหล็ก (เอ็มอาร์ไอ) ภายในช่องท้อง

3) เครื่องสแกนพลังแม่เหล็กโดยผ่านทางทวารหนัก

4) เครื่องสแกนกระดูก เนื่องด้วยมะเร็งต่อมลูกหมากมักกระจายไปที่กระดูก

ส่วนระยะต่าง ๆ ของมะเร็งต่อมลูกหมาก ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 : ระยะนี้ไม่สามารถคลำก้อนได้จากการตรวจดูมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยพบว่าเป็นมะเร็งจากการที่มีการผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยการส่องกล้อง

ระยะที่ 2 : มะเร็งในระยะนี้ จะมีขนาดโตกว่าระยะแรก แต่ยังอยู่ในต่อมลูกหมาก

ระยะที่ 3 : มะเร็งขยายตัวออกมานอกเยื่อหุ้มชั้นนอกของต่อมลูกหมาก

ระยะที่ 4 : เป็นระยะที่มีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง กล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะอื่น ๆ

ในด้านการรักษา โดยทั่วไปแล้วเมื่อทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยจะรู้สึกเครียด จึงควรตั้งสติ ญาติพี่น้องถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการให้กำลังใจ และการขอคำแนะนำในการใช้ชีวิตกับแพทย์เจ้าของไข้ก็จะช่วยลดความเครียดได้ เช่นกัน การรักษาแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ การผ่าตัด การฉายรังสี การใช้ฮอร์โมน และการเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด

การผ่าตัดรักษา จะทำการผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออก ซึ่งใช้วิธีนี้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรก (ระยะที่ 1 และ 2) โดยมีวิธีการผ่าตัดหลายวิธีดังนี้ การผ่าตัดโดยการเปิดผ่านหน้าท้อง การผ่าตัดโดยการเปิดผ่านบริเวณฝีเย็บ การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านผนังหน้าท้อง การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านผนังหน้าท้องโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

วิธีการผ่าตัดรักษาอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เช่น ปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะราดในระยะแรก ซึ่งต่อมาอาการจะค่อย ๆ หายไปเอง นอกจากนี้อาจมีอาการปัสสาวะไม่ออก หากมีอาการตีบ แคบของท่อปัสสาวะ

การฉายรังสี การฉายรังสีมีการใช้ในรายที่มีมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกแทนการใช้ผ่าตัดใน ผู้ป่วยที่ปฏิเสธการผ่าตัด แต่ส่วนมากจะใช้วิธีนี้ในผู้ป่วยที่มีมะเร็งต่อมลูกหมากหลงเหลือจากการผ่า ตัดหรือระยะท้าย ๆ ของโรค เพื่อช่วยลดอาการปวด

การฉายรังสีสำหรับมะเร็งต่อมลูกหมากมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ การฉายรังสีจากภายนอกร่างกาย โดยผู้ป่วยจะได้รับรังสีจากเครื่องกำเนิดรังสีภายนอกร่างกายไปที่ต่อมลูก หมาก อีกวิธีคือการฝังแร่รังสีเข้าไปในเนื้อต่อมลูกหมาก

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้วิธีฉายรังสีจากภายนอกจะทำให้รู้สึกอ่อน เพลีย อาจมีอาการท้องเสีย ปัสสาวะบ่อย แสบขัด ผิวหนัง ปวด แสบ แดง อาจมีขนร่วงเฉพาะที่ได้ ส่วนการฝังแร่รังสีนั้น อาจทำให้มีปัสสาวะเล็ด และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ แต่พบไม่บ่อย

การรักษาด้วยฮอร์โมน มักใช้วิธีการรักษาเพิ่มเติมหลังการผ่าตัด หรือในรายที่มะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ในระยะแพร่กระจาย หลักการใช้ฮอร์โมนในการรักษาคือ การลดหรือกำจัดฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งจะทำให้มะเร็งต่อมลูกหมากฝ่อเล็กลงหรือโตช้าลง

การกำจัดฮอร์โมนมี 2 วิธีดังนี้

1) การใช้ยาต้านฮอร์โมน โดยมียาต้านทำให้อัณฑะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศชาย และยาต้านการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชาย

2) การผ่าตัดเอาอัณฑะออก อัณฑะเป็นแหล่งใหญ่ในการสร้างฮอร์โมนเพศชาย โดยมีบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยมาจากต่อมหมวกไต แพทย์จะใช้การรักษาด้วยการควบคุมกำจัดปริมาณฮอร์โมนเพื่อควบคุมและลดการ กระจายของมะเร็งต่อมลูกหมากไปยังอวัยวะต่าง ๆ มะเร็งต่อมลูกหมากส่วนใหญ่จะไม่โตขึ้นเป็นระยะเวลาหลายปี

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือ มีการคลื่นไส้อาเจียน มีเต้านมโตขึ้น มีความต้องการทางเพศน้อยลง อาจมีอันตรายต่อตับได้ แต่พบได้ไม่บ่อยนัก และในบางครั้งอาจทำให้กระดูกมีความแข็งแรงน้อยลง

การรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่เหนือการรักษาก็คือ กำลังใจ การดูแลอย่างใกล้ชิดของญาติ จึงเป็นที่มาของวิธีการรักษาในอีกรูปแบบหนึ่ง

การรักษาโดยการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด การที่แพทย์ตัดสินใจเลือกใช้วิธีนี้เพราะโดยธรรมชาติของโรคนี้ การขยายตัวของมะเร็งจะช้า โดยหากเจอมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี มะเร็งจึงจะลุกลามทำอันตรายต่อผู้ป่วยได้ แพทย์เจ้าของไข้จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้วิธีในการรักษา จึงทำให้การรักษาแบบเฝ้าดูแลใกล้ชิดจากทั้งแพทย์ ตัวผู้ป่วยเอง และญาติผู้ป่วย เป็นสิ่งสำคัญในการนำไปสู่การรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ

หากท่านสงสัยว่ามีอาการเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก สามารถเข้าร่วมฟังการบรรยายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมลูกหมากในโครงการ “สัปดาห์แห่งการแก้ไขและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาต่อมลูกหมากเพื่อประชาชน ครั้งที่ 1” วันที่ 26 มีนาคม 2554 เวลา 07.00-14.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชั้น 5 ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ คุณนงลักษณ์ 08-5676-2434 หรือทาง www.prostate-rama.com

โรคมะเร็ง ที่มา เดลินิวส์

เล็บเท้าบอกมะเร็งปอด บอกได้แม่นยำยิ่งกว่าคำสารภาพของคอยา

เล็บเท้าสามารถบอกให้รู้ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดได้อย่างแม่นยำ

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พบว่าเล็บเท้าสามารถบอกให้รู้ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดได้อย่างแม่นยำ ยิ่งกว่าประวัติของการสูบบุหรี่ของเจ้าตัวที่เล่าเองเสียอีก

นักวิจัยเวล อัลเดไลมีกับคณะ ได้พบว่า ผู้ที่มีปริมาณนิโคตินอยู่ในเล็บเท้าสูง เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าผู้ที่มีน้อยกว่า ไม่ว่าจะมีประวัติการสูบบุหรี่มาอย่างใด ถึง 3.5 เท่า

วารสารวิทยาการออนไลน์ส “โรคระบาดวิทยา” อเมริกัน รายงานผลการศึกษาเรื่องนี้ว่า การประเมินพิษภัยของบุหรี่ จากคำบอกเล่าของเจ้าตัวเองนั้นอาจทำให้ประเมินผิดไปได้ เพราะผู้นั้นมักไม่ค่อยจะตอบตามตรงนัก หรือขึ้นอยู่กับวิธีการสูบที่ต่างกันด้วย อย่างเช่น คอยาที่สูบน้อยมวนกว่า แต่เวลาสูบชอบอัดควันเข้าไปลึกกว่า

การตรวจวัดหาปริมาณนิโคตินจากเล็บเท้าที่ตัดออก สามารถทำนายความเสี่ยงได้แม่นยำ โดยไม่ต้องคำนึงถึงประวัติการสูบบุหรี่ที่แล้วๆมา ไม่ว่าจะยังคงอัดควันอยู่หรือไม่ เพราะนักวิจัยยังเคยตรวจพบว่าผู้ที่มีปริมาณนิโคติน สูงที่สุดร้อยละ 10 กลับเป็นผู้ที่ไม่เคยแตะบุหรี่เลยก็มี.

สุขภาพน่ารู้ ที่มา ไทยรัฐ

ออกกำลังกันมะเร็ง แค่วันละครึ่งชั่วโมงก็หลบเนื้อร้ายลำไส้ได้

การออกกำลังวันละครึ่งชั่วโมง จะสามารถตัดโอกาสที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ให้น้อยลงได้ เหมือนอย่างที่รู้กันนานแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังมักจะไม่ค่อยเป็นโรคภัยอันใด

นักวิทยาศาสตร์โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐฯ ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่แข็งแรงสมบูรณ์ จะไม่เกิดติ่งเนื้องอกหรือตุ่มเนื้อ ซึ่งอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ได้ น้อยกว่ากันถึง 3 เท่า ผู้ที่ออกกำลัง อย่างเช่น เดินเร็ว จะไม่ค่อยเกิดเป็นน้อยกว่าด้วย ร้อยละ 16 ยิ่งกว่านั้น จะเกิดเป็นติ่งเนื้องอกแบบก้าวหน้า ซึ่งกลายเป็นมะเร็งได้ง่ายๆ น้อยกว่าถึงร้อยละ 30

ศาสตราจารย์แคธลีน โวลีน หัวหน้าคณะศึกษา เผยว่า การออกกำลังมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดติ่งเนื้องอกของลำไส้เป็นพิเศษ.

สุขภาพน่ารู้ ที่มา ไทยรัฐ

ตรวจร่างกาย(ด้วยตนเอง)ค้นความเสี่ยง

หลีกเลี่ยง 6 มะเร็งร้ายยอดฮิต..!!

ปัจจุบัน “โรคมะเร็ง” เป็นอีกโรคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยสาเหตุมาจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม มลพิษ ที่เปลี่ยนไปและการใช้ชีวิตที่หนักหน่วงทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงที่ไม่ ค่อยจะทะนุถนอมสุขภาพกันเท่าที่ควร เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ ฯลฯ จึงก่อให้เกิดมะเร็งร้ายต่าง ๆ ตามมา ดังนั้นถ้าเรารู้จักสำรวจและตรวจหาความเสี่ยงด้วยตัวเองก่อนก็จะช่วยป้องกัน มะเร็ง 6 ชนิดยอดฮิตได้

นายแพทย์ศักดิ์พิศิษฏ์ นวสิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลวัฒโนสถ ให้ความรู้ว่า โรคมะเร็งในปัจจุบันนี้เราให้ความสนใจมากขึ้นและถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควร ทำความรู้จัก โดยเฉพาะมะเร็ง 6 ชนิดที่พบกันบ่อยได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยเราจะเริ่มสกรีน มะเร็งในผู้หญิงกันก่อนอันดับหนึ่งคือ “มะเร็งเต้านม” พบในกลุ่มเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ได้แก่ คนไข้ที่มีประวัติการเป็นมะเร็งในครอบครัว, มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างใดข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งก็มีความเสี่ยงที่ จะเป็นมากขึ้น ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่มีพฤติกรรมบริโภคอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ กลุ่มที่มีประจำเดือนมาเร็วก่อนอายุ 12 ปี หรือประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปีขึ้นไป, คนที่มีลูกช้าตั้งแต่อายุ 30 ปี ขึ้นไปหรือไม่มีลูก

ในเมื่อเรามีความเสี่ยงทั้งในกลุ่มพันธุกรรมและปัจจัยอื่น ๆ จึงอยากให้คนกลุ่มนี้ลองสำรวจความเสี่ยงด้วยตัวเองได้โดยการตรวจเต้านมด้วย ตัวเองทุก ๆ 1 เดือนหรือสังเกตอาการผิดปกติดังนี้ คลำพบก้อนเนื้อที่เป็นไตแข็งผิดปกติที่เต้านม มีน้ำเหลืองและเลือดไหลจากเต้านม ผิวหนังบริเวณเต้านมมีรอยบุ๋ม หัวนมถูกดึงรั้งผิดปกติ เต้านมทั้ง 2 ข้างไม่อยู่ในระดับเดียวกัน ขนาดและรูปร่างผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ นอกจากนี้เราควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจโดยใช้เครื่องแมมโมแกรมทุกปี เพราะหากตรวจเจอตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถรักษาหายได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์

มะเร็งปากมดลูก” กลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยและจะเสี่ยงมากยิ่งขึ้นหากมีเพศ สัมพันธ์กับชายมากกว่า 1 คน โดยสาเหตุหลักเกิดจากเชื้อไวรัส เอชพีวี มีการศึกษาวิจัยพบว่าไวรัสตัวนี้เป็นตัวที่กระตุ้นให้เซลล์เปลี่ยนเป็นเซลล์ มะเร็งและสามารถถ่ายทอดติดต่อได้เหมือนกับเชื้อกามโรค คือสามารถถ่ายทอดจากผู้ชายไปสู่ผู้หญิงและจากผู้หญิงไปสู่ผู้ชาย อาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกผิดปกติไม่ตรงกับรอบเดือนหรือในสตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว ตกขาวเรื้อรัง ทางที่ดีใครที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส เอชพีวี และทำ แพ็พสเมียร์ ปีละครั้ง โดยมะเร็งปากมดลูกในระยะแรกจะรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ถ้าพบในระยะแรกการรักษาจะมีประสิทธิภาพมาก อัตราการหายสูงกว่า 90-95%

ส่วนมะเร็งในผู้ชายอันดับหนึ่งคือ “มะเร็งปอด” สาเหตุหลักใหญ่ที่เราทราบกันดีคือ ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์เกิดจากการสูบบุหรี่และบวกกับการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ ไม่ดี เช่น คนสัมผัสกับมลพิษทางอากาศเป็นประจำ โดยมะเร็งปอดค่อนข้างเป็นกันเยอะ เพราะการดำเนินโรคเร็ว ส่วนใหญ่จะตรวจเจอก็อยู่ในระยะที่ 3-4 แล้ว ดังนั้นคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ มีการสูบบุหรี่เยอะ ๆ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเราต้องตรวจคัดกรองตัวเอง เช่น ถ้ามีอาการไอเรื้อรัง ไอแห้ง ๆ มีเสมหะ ไอเป็นเลือด เสียงแหบ หอบเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เจ็บบริเวณทรวงอก น้ำหนักลดมากกว่าปกติ มีไข้เรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ซึ่งอาจจะเป็นมะเร็งปอดได้

ต่อมา “มะเร็งตับ” เป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ชายเป็นอันดับ 2 มี 2 ชนิด ได้แก่ มะเร็งในท่อน้ำดี ซึ่งเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับ มีรายงานว่าจังหวัดขอนแก่นมีสถิติผู้ป่วยสูงที่สุดในโลก เกิดจากพฤติกรรมการกินที่เราชอบกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ กัน ได้รับพยาธิดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย จึงต้องแก้ไขที่พฤติกรรมการกิน หากเรากินครั้งเดียวและโดนไข่พยาธิก็เป็นได้ทันที ส่วนอีกชนิดหนึ่ง คือมะเร็งของเซลล์ตับ สาเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ชนิดซี และมีรายงานว่ามีอีกหลายชนิดตามมา แต่เราสามารถป้องกันในระดับหนึ่ง นอกจากไวรัสแล้วยังมีสารอะฟลาทอกซินที่เกิดจากเชื้อราบางชนิดอยู่ในอาหาร จำพวกพวกกระเทียมแห้ง ถั่วลิสงแห้ง ข้าวโพดแห้ง ถ้าเรากินเข้าไปก็จะเกิดโรคได้ ดังนั้นต้องรู้จักสังเกตว่าถ้าถั่วไม่สดใหม่ก็อย่ารับประทาน หรือในกลุ่มคนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ

มะเร็งตับส่วนใหญ่ตรวจเจอเมื่อเป็นมากแล้วและรักษาไม่ค่อยทัน เนื่องจากธรรมชาติของโรคจะดำเนินเร็ว เพราะหากเป็นแล้วมักเสียชีวิตได้ภายใน 3-6 เดือน ฉะนั้นคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรตรวจร่างกายทุก 3 เดือนหรือสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณอันตรายคือ ปวดในท้องบริเวณชายโครงด้านขวา ท้องอืด โตขึ้น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผอมลงหรือน้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเป็น สีเข้มควรรีบพบแพทย์

ส่วน “มะเร็งลำไส้ใหญ่” เกิดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากลำไส้ต้องรับสารพัดสิ่งของที่เรารับประทานเข้าไปและมีของเสียที่ ต้องขับถ่ายออก เมื่ออายุมากขึ้นทำให้เกิดภาวะเสื่อมหรืออาจเกิดโดยกรรมพันธุ์บางชนิด และกลุ่มที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสัตว์จะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำ ไส้สูงมากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงจึงต้องรู้จักสังเกตตัวเองว่ามีระบบขับถ่ายที่เปลี่ยนไป หรือไม่ เช่น ท้องผูกท้องเสียสลับกัน ปวดท้องบ่อย ๆ ไม่ทราบสาเหตุ อุจจาระมีเลือดปนหรือถ่ายเป็นเลือด อ่อนเพลีย น้ำหนักลด

สุดท้าย “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” เป็นมะเร็งที่พูดถึงบ่อยเช่นกัน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮ็อดกิน (Hodgkin ’s Lymphoma) มักพบในเด็กและวัยหนุ่มสาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนันฮ็อดกิน (Non- Hodgkin ’s Lymphoma) มักพบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุหรือผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ โดยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย ตาเปล่า จึงสังเกตอาการง่าย ๆ คือ ถ้ารู้สึกมีไข้ต่ำ ๆ ไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลด เหงื่อออกในเวลากลางคืน คลำได้เป็นก้อนแต่ไม่เจ็บที่บริเวณคอ ขาหนีบ รักแร้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษา

ทั้งหมดเป็นมะเร็งที่เราเจอบ่อยในปัจจุบัน ซึ่งวิธีการรักษาก็ไม่ยากแล้ว ผลการรักษาก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เช่น การรักษาด้วยการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัดหรือคีโม การฉายรังสีหรือฉายแสง แต่จะยากในคนไข้บางคน เช่น เป็นมะเร็งในบางตำแหน่งที่ต้องการรักษาให้หายและรักษารูปลักษณ์ไว้เพื่อไม่ เป็นปมด้อยในการใช้ชีวิตในสังคม ซึ่งการรักษาให้ดีทุกอย่างค่อนข้างยาก ทำให้หลายฝ่ายต้องร่วมมือกันที่เราเรียกว่า “ทีมแพทย์สหสาขา” คือทางด้านมะเร็ง  เช่น หมอผ่าตัด หมอให้ยาเคมีบำบัด หมอฉายรังสี หมอตรวจชิ้นเนื้อ หมอเอกซเรย์ หมอที่ดูแลเรื่องความเจ็บปวด และหมอที่ดูแลเฉพาะด้าน เช่น ถ้าเป็นมะเร็งปอด หมอที่เชี่ยวชาญด้านปอดจะมาช่วยดูแลและวางแผนการรักษาร่วมกันคนไข้จะได้รับ ประโยชน์สูงสุดและมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดที่เราได้เริ่มทำกันแล้ว

ดังนั้นเมื่อมีทีมแพทย์สหสาขาที่ครบถ้วนพร้อมที่จะช่วยให้เราฝ่า โรคร้ายอย่างมะเร็งไปได้แล้วแบบนี้ ขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองแล้วว่าจะสามารถตรวจวัดความเสี่ยงด้วยตัวเองได้มากน้อย เพียงใดเพื่อนำไปสู่การรักษาที่ทัน ถ่วงทีและมีชีวิตที่ยืนยาวด้วยการดูแลสุขภาพให้ดีก่อนโรคร้ายจะถามหา.

@@@

เคล็ดลับสุขภาพ : ‘งาขาว-งาดำ’ อุดมด้วยวิตามิน…ดีต่อสุขภาพ

งา เป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมายที่ใครหลาย ๆ คนอาจคาดไม่ถึง เพราะเห็นเป็นพืชเมล็ด เล็ก ๆ เท่านั้น แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า เจ้าพืชเมล็ดจิ๋วนี้ที่ สามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมาย แถมยังสามารถนำมาบำรุงผมให้ดกดำและบำรุงผิวพรรณให้สวยงาม ได้อีกด้วย

ปัจจุบันมีการวิจัยค้นคว้าถึง คุณประโยชน์ของ “งา” กันมากขึ้น ซึ่งงาที่เรารู้จักกันมี 2 สี ได้แก่ งาขาวและงาดำ จากการศึกษาพบว่าในงามีสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายหลายด้าน ได้แก่ สรรพคุณทางยา คือ แก้ปัสสาวะ อุจจาระขัด โดยใช้เมล็ดงา 20-25 กรัม แช่ในน้ำเดือดหรือต้มรับประทานขณะท้องว่าง ถ้าความดันโลหิตสูงให้ใช้เมล็ดงา น้ำส้ม ซีอิ๊ว และน้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันแล้วต้มด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุก รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นประจำ ถ้าไอแห้ง ไม่มีเสมหะให้นำเมล็ดงา 250 กรัม น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม บดรวมกันรับประทานครั้งละ 15-20 กรัม จากนั้นนำผงที่ได้เติมน้ำเดือดไว้สัก 2-3 นาที ดื่มขณะยังอุ่น ๆ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น สำหรับน้ำมันงาช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม โดยไปเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบ ๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะ เพิ่มความชุ่มชื้นบำรุงเส้นผม

นอกจากนี้สารอาหารในงายังอุดมไปด้วย วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 9 และวิตามิน ไบโอติน โคลีน ไอโนสิตอล กรดพาราอะมิโนแบนโซอิค ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยบำรุงประสาทให้เป็นไปอย่างปกติ ส่วนกรดไขมันไลโนลีอิกที่มีอยู่มากในงานั้นก็เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็น อย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตและสามารถเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังได้ดี ที่สำคัญงายังเป็นแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก บำรุงเลือด ธาตุไอโอดีน ป้องกันโรคคอพอก ธาตุสังกะสี บำรุงผิวหนัง ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟัน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในงามีแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผักชนิดอื่นถึง 20 เท่า ซึ่งธาตุทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นแร่ธาตุที่สำคัญมาก ในการเสริมสร้างกระดูก

อย่างไรก็ตามหากใครที่มักมีอาการ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย งายังเป็นอาหารที่สามารถช่วยบำรุงกำลังได้เป็นอย่างดีและยังให้ความอบอุ่น แก่ร่างกาย ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันอาการท้องผูก รักษาอาการนอนไม่หลับ และยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดบางชนิดได้อีกด้วย

เห็นสรรพคุณที่มากมายของงากันแบบนี้แล้ว อย่าลืมหามารับประทานกันบ้างนะคะ ไม่ว่าจะนำงามาโรยกับขนมปัง ใส่ในเครื่องดื่มร้อน ๆ หรืออาหารต่าง ๆ ก็ได้รสชาติที่ดีไปอีกแบบแถมดีต่อสุขภาพอีกด้วย.

(ข้อมูลจากกลุ่มสารนิเทศและวิเทศ สัมพันธ์ สำนักยุทธศาสตร์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก)

@@@

สรรหามาบอก

-ชมรมต้อหินแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมงาน ’วันต้อหินโลก“ ใน วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2554 เวลา 06.00-11.00 น. ณ อาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี ภายในงานพบกับกิจกรรมการเดินรณรงค์ “รวมพลังระวังต้อหิน”, ชมนิทรรศการต้อหิน, เสวนารู้ลึก รู้จริงเรื่องต้อหินและกิจกรรมตอบปัญหากับดารานักแสดง อาทิ เขมนิจ จามิกรณ์, กาญจนา จินดาวัฒน์ และวินัย พันธุรักษ์ สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiglaucoma.org หรือสอบถาม โทร. 0-2938-4450-4

-โรงพยาบาลมนารมย์ ขอเชิญประชาชนผู้สนใจรับฟังการบรรยายเรื่อง ’ไบโพลาร์…โรคอารมณ์แปรปรวนที่รักษาได้“  โดย นพ.โกวิทย์ นพพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ ใน วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2554 เวลา 08.30–12.00 น. ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลมนารมย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น สนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0-2725-9595, 0-2399-2822

-บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด จัดทำหนังสือ ’โพรไบโอติก (Probiotic) จุลินทรีย์สุขภาพดี“  โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการ และคุณประโยชน์ของจุลินทรีย์แก่ผู้บริโภค อาทิ โพรไบโอติกดีต่อสุขภาพอย่างไร การส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันที่ดีด้วยโพรไบโอติก ฯลฯ สนใจติดต่อขอรับหนังสือ (ฟรี) ได้ที่ โทร. 0-2881-2222 หรือดาวน์โหลดที่ www.dutchmill.co.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

ที่มา เดลินิวส์

ระดมทีมแพทย์สหสาขาเชี่ยวชาญมะเร็ง ให้ความรู้คนไทยเข้าใจพิชิต 6 โรคร้าย

ทีมแพทย์สหสาขาเชี่ยวชาญมะเร็ง ให้ความรู้คนไทย

นพ.ชาตรี ดวงเนตร ประธานคณะผู้บริหาร ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดตัวทีมแพทย์สหสาขารักษาโรคมะเร็ง.

เพราะตระหนักดีถึงโรคมะเร็งว่าเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตและทรมานผู้ป่วย เป็นยิ่งนัก โรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลเฉพาะด้านโรคมะเร็ง จึงจัดกิจกรรมรณรงค์และป้องกันโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง ในงาน Knock Out Cancer by Wattanosoth Navigator นำทางถูกต้อง น็อกมะเร็ง โดยระดมทีมแพทย์สหสาขาผู้เชี่ยวชาญรักษาด้านโรคมะเร็งแบบองค์รวม พร้อมดาราและพิธีกรชื่อดังจากรายการตลาดสดสนามเป้า “รถเมล์-คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์” มาร่วมทีมเนวิเกเตอร์ นำทางสู้ 6 มะเร็งร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด ที่ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ เมื่อเร็วๆนี้

ในงานนอกจากจะจัดให้มีนิทรรศการชี้ทางชนะ โรคมะเร็งร้ายทั้ง 6 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง พร้อมโชว์เทคโนโลยีเครื่องมืออันทันสมัยในการรักษาผู้ป่วย ยังมีทีมแพทย์มาคอยให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็ง โดย พล.ต.นพ.นิวัฒน์ บุญยืน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ เผยถึงโรคมะเร็งว่า ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เห็นได้จากจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลวัฒโนสถ ในฐานะที่เป็นโรงพยาบาลผู้เชี่ยวชาญรักษาด้านโรคมะเร็งด้วยทีมสหแพทย์ ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงอาสาเป็นเนวิเกเตอร์ เข็มทิศนำทางทุกคนมุ่งสู่ชัยชนะกับโรคมะเร็งร้าย โดยตั้งใจที่จะส่งเสริมและให้ความรู้แก่สาธารณชน ทั้งบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่มีพฤติกรรมอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในทุกระดับ รวมถึงญาติผู้ป่วยมะเร็ง ให้มีความรู้ความเข้าใจโรคมะเร็งในแบบองค์รวม เริ่มตั้งแต่ความเข้าถึงสาเหตุ วิธีป้องกัน วิธีการรักษาและฟื้นฟู

นิทรรศการชี้ทางชนะโรคมะเร็งชนิดต่างๆ.

นิทรรศการชี้ทางชนะโรคมะเร็งชนิดต่างๆ.

พล.ต.นพ. นิวัฒน์กล่าวด้วยว่า ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทีมสหแพทย์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายและแต่ละโรคด้วย เช่น รังสีวินิจฉัย เป็นหนึ่งในวิธีรักษาหรือควบคุมมะเร็ง โดยใช้เครื่องฉายรังสี ซึ่งแพทย์รังสีวินิจฉัยจะทำการวางแผนการฉายรังสี กำหนดตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสมกับผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด และการผ่าตัดอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ว่าวิธีการใดจะเหมาะสมที่สุด

ขณะ ที่ดาราสวยและพิธีกรมากความสามารถ “รถเมล์-คะนึงนิจ” บอกถึงการที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนำทางต่อสู้โรคมะเร็งว่า เป็นเพราะมีเพื่อนสนิทเป็นมะเร็งลำไส้ และเพิ่งเสียชีวิตไป เธอจึงหันมาตระหนักถึงภัยร้ายของโรคมะเร็ง และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการบอกให้ทุกๆคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง หรือถ้าสงสัยว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายนี้ก็ให้รีบมาปรึกษาแพทย์ เพราะมะเร็งเป็นโรคที่รักษาได้ หากตรวจพบในระยะแรกๆ หรือได้รับการรักษาที่ดีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.

ที่มา ไทยรัฐ