Posts Tagged ‘คอเลสเตอรอล’

น้ำมันรำข้าว น้ำมันจมูกข้าว ลดคอเลสเตอรอลในเลือดต่อต้านอนุมูลอิสระ อาหารเสริมป้องกันความเสี่ยง จากโรคมะเร็ง และเบาหวานได้

March 7th, 2011

น้ำมันรำข้าว น้ำมันจมูกข้าว ลดคอเลสเตอรอลในเลือดต่อต้านอนุมูลอิสระ อาหารเสริมป้องกันความเสี่ยง จากโรคมะเร็ง และเบาหวานได้

รำข้าว” หรือ “น้ำมันรำข้าว” แล้วท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่ามันคือส่วนไหนของข้าวกันแน่…
เล็ดข้าว  ที่ขัดขาวที่ทุกวันนี้เราได้ทานเป็นประจำ  โดยไม่ได้นึกถึงส่วนที่ดีที่สุดของข้าวไปนั่นคือ รำข้าวและจมูกข้าวที่เป็นส่วนสะสมสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งไฟเบอร์ชั้นดี แหล่งวิตามินดี วิตามินบี ฯลฯ ซึ่งรวมแล้วมากกว่า 20 ชนิด สารอาหารในรำข้าวและจมูกข้าวนั้นมีประโยชน์มากมาย สามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ได้มาจากการนำเอารำข้าวและจมูกข้าวที่เราสี ครั้งที่สอง (ครั้งแรกเป็นการสีแกลบออก) นำรำข้าวและจมูกข้าวมาบีบอัดเอาน้ำมันออกมา โดยน้ำมันที่ ได้นั้นเชื่อว่าเป็นน้ำมันที่ดีที่สุด รำข้าวเป็นแหล่งของน้ำมันที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี,โทโคฟีรอล และ แกมมา ออไรซานอล รำข้าว แท้จริงก็คือเยื่อสีทองที่ห่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องหรือข้าวทั่วไป ซึ่งเป็นส่วนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดของข้าว น้ำมันที่ได้จากรำข้าว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากนำข้าวที่มีรำข้าวอยู่ มาผ่านกระบวนการบีบอัดและได้น้ำมันออกมา..เราถึงเรียกว่า “น้ำมันรำข้าว
น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่งซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและสารธรรมชาติที่ดีต่อ สุขภาพทั้งวิตามินอี และกลุ่มโทโคฟีรอล (Tocopherol) และโทโคไตรอีนอล (Tocotrienol) รวมทั้งโอรีซานอล (Oryzanol) ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลและช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น ทำให้ไม่ต้องใส่สารกันหืนในน้ำมันรำข้าว ถ้าเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์มจะหืนเร็ว การจะตั้งวางขายได้นานๆ ต้องใส่ ตัวช่วยพวกสารกันหืนสังเคราะห์ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งและโรคหัวใจ  นอกจากนี้ รำข้าวที่นำมาสกัดน้ำมันยังมีส่วนของจมูกข้าวอยู่ด้วยถึง 30% ทำให้น้ำมันรำข้าวอุดมสารอาหารที่มีคุณค่ามากมายจะเห็นว่ารำข้าวหรือน้ำมัน ที่ได้จากรำข้าว มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอล น้ำมันรำข้าวยังช่วยลดระดับคอเรสตอรอลในเส้นเลือด อีกทั้งช่วยเพิ่มหรือคงคอเรสตอรอลตัวดี และน้ำมันรำข้าวมีจุดเกิดควันสูง เลยเหมาะกับการทอดอีกด้วยปัจจุบันมีผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวเป็นแคปซูล จำหน่ายเป็นอาหารเสริม นอกจากนี้ น้ำมันรำข้าว สามารถใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหารสัตว์ การใช้กรดไขมันอิสระในการผลิตสบู่การใช้ไขมันเป็นส่วนผสมในการขัดเงาต่าง ๆ และ เครื่องสำอาง

คุณประโยชน์

  • ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกรีเซอไรด์ในตับและเลือด เป็นผลให้ความดันโลหิตลดลง ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลง การอุดตันในหลอดเลือดในส่วนต่างๆ ของร่างกาย หัวใจ สมอง ตับ ไต ต่อมลูกหมาก ลดลง
  • ช่วยลดระดับของไขมันชนิดเลว (LDL) ซึ่งก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย เช่น ทำให้เป็นโรคหัวใจ โรคอัมพฤกษ์ เป็นต้น
  • ซึ่งช่วยยับยั้งและขจัดอนุมูลอิสระ ตัวต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง เป็นต้น
  • ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม ความจำเสื่อม เด็กวัยเรียน นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย คนวัยทำงาน ถ้าได้สารนี้เป็นประจำ จะทำให้สมองดี ความจำดี เรียนเก่ง
  • ช่วยบำรุงระบบประสาท ผิวหนังสดใส ระบบสืบพันธุ์ทำงานเป็นปกติ แก้ปัญหาการมีบุตรยาก รวมทั้งช่วยให้สมรรถภาพทางเพศมีความเป็นปกติด้วย
  • ช่วยชะลอความชรา บำรุงสมอง หัวใจ ตับ ไต ขจัดไขมันในเส้นเลือด
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง นุ่มนวล อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า จุดด่างดำ ฝ้า และ กระ เลือนหายไป
  • ช่วยให้นอนหลับลึก หลับสนิท ทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนเต็มที่ ร่างกายจึงแข็งแรง
  • เผาผลาญไขมันในร่างกาย ทำให้ไม่อ้วน
  • ช่วยการขับถ่ายให้ดีขึ้น เป็นผลให้ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำใส้ และ ริดสีดวงทวาร
  • ทำให้เส้นเลือดฝอยมีความยืดหยุ่นและทำงานได้ดี ทำให้ดวงตาทำงานได้เป็นปกติ ป้องกันการเกิดโรคต้อ

‘น้ำมันปาล์ม’ กับ ‘สุขภาพ’

March 6th, 2011

น้ำมันปาล์ม กับ สุขภาพ

คอลัมน์  “X-RAY สุขภาพ” ในสัปดาห์นี้ขอเกาะกระแสปัญหา “น้ำมันปาล์ม”  โดยให้ข้อมูลผู้อ่านเรื่องการใช้น้ำมันปาล์มประกอบอาหารไม่ว่าจะเป็นทอด หรือ ผัด พึงรู้เอาไว้

เริ่มจาก รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ  สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คนใช้น้ำมันปาล์มเยอะ เพราะมีราคาถูก น้ำมันปาล์มให้พลังงาน เหมาะกับการนำมาทอดอาหารเพราะทนความร้อนสูง แต่เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวสูงเช่นกัน ถ้ากินมาก ๆ โอกาสที่คอเลสเตอรอลจะขึ้น ไขมันแอลดีแอล( Low Density Lipoprotein : LDL) ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่ดีจะขึ้นได้ ทำให้มีปัญหาหลอดเลือดที่จะไปเลี้ยงหัวใจ

คนไทยต้องเข้าใจว่า ถ้าเป็นการทอดปาท่องโก๋ หมูทอด เนื้อทอด อันนี้พอได้ เพราะเราไม่ได้กินน้ำมัน แค่มีน้ำมันติดอาหารนิดหน่อยไม่มีปัญหา แต่ถ้านำน้ำมันปาล์มมาทำอาหารประเภทผัดน้ำมันเยิ้ม ๆ ไม่เหมาะ ไม่ค่อยดี เพราะเหมือนกับว่าเรากินน้ำมันเข้าไปตรง ๆ ต่อให้เป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน ก็ไม่ดี ที่สำคัญไม่ควรจะนำมาใช้ซ้ำ เพราะน้ำมันปาล์มจะเสียสภาพ เวลากินน้ำมันที่ติดกับอาหารเข้าไปบางครั้งจะทำให้ถ่ายท้อง ถ่ายออกมาแบบเหลว ๆ ได้ แต่ไม่ใช่ท้องเสีย คือถ้าทำให้น้ำมันปาล์มร้อนประมาณ 180 องศาเซลเซียส แล้วลงมาที่อุณหภูมิห้อง พอนำมาใช้ซ้ำโดยทำให้อุณหภูมิร้อนขึ้นอีกโอกาสที่จะเกิดสารแปลกใหม่ได้ซึ่ง ไม่ค่อยดี

“ช่วงน้ำมันปาล์มราคาแพงเป็นโอกาสดีที่เราจะหันมาพิจารณาว่าเลิกกินน้ำมัน เถอะ กินอาหารต้ม นึ่ง ตุ๋น แทนก็แล้วกัน คือพยายามกินอาหารที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบให้น้อยลง”

คนที่ไม่ควรกินน้ำมันปาล์ม คือ คนที่เป็นโรคอ้วน คอเลสเตอรอลสูง ไขมันในเลือดสูง ควรพยายามหลีกเลี่ยงน้ำมันปาล์ม  ถ้าจะใช้น้ำมันพืชประกอบอาหารควรใช้ประเภทไขมันไม่อิ่มตัวแทน เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน หรือน้ำมันข้าวโพด

ทั้งนี้ถ้ากินอาหารประเภทผัด ๆ ทอด ๆ  ควรกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จำพวก ผัก ผลไม้ สีเข้ม ๆ ด้วย อย่างกรณีที่จะผัดผัก ก็ควรใช้ผักสีเข้ม ๆ เช่น บรอกโคลี ถั่วงอก ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จะได้ไม่มีปัญหามะเร็งจากการใช้น้ำมันปรุงอาหาร เพราะในผักมีสารต้านอนุมูลอิสระ  หรือถ้ากินหมูทอด ไก่ทอด ควรกินผัก ผลไม้ตามด้วยเช่นกัน

ด้าน  นพ.กฤษดา  ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันทำกับข้าวที่ราคาย่อมเยาที่สุดจึงเป็นที่นิยมสำหรับ การทอดที่ต้องใช้น้ำมันมาก ๆ เช่น ไก่ ปาท่องโก๋ กล้วยแขก หรือของชุบแป้งทอด  นอกจากนี้ยังมีในของกิน เช่น ไอศกรีม ครีมเทียม นมเทียม คุกกี้ เบเกอรี่ นมพร่องมันเนย เนยเทียม อาหารกล่องสำเร็จรูป มีในของใช้ เครื่องอุปโภค เช่น  เทียนไข  ลิปสติก สบู่ ครีมทาผิว

น้ำมันปาล์มเหมาะกับอาหารทอดที่ใช้ความร้อนสูง เช่น ทอดน้ำมันท่วม แต่ไม่เหมาะที่จะนำมาปรุงของเย็น อย่างการทำน้ำสลัดหรือทอดไข่ซึ่งไม่ต้องใช้ความร้อนสูงและไม่เหมาะที่นำ มาทอดซ้ำบ่อย ๆ เพราะกรดไขมันในน้ำมันปาล์มที่ทอดซ้ำมีสิทธิกลายไปเป็นไขมันร้ายทำลายหัวใจ ได้

ของดีในน้ำมันปาล์ม เช่น  มีวิตามินเอ วิตามินอี เป็นแหล่งวิตามินธรรมชาติ  กรดไขมัน  มีทั้งอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว  และไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ที่ค่อนข้างเป็นมิตรเช่นเดียวกับในน้ำมันมะพร้าว

ข้อเสียน้ำมันปาล์ม คือ 1. กรดไขมันอิ่มตัวสูง มีโอกาสสนับสนุนให้ไขมันร้ายคือแอลดีแอลในเลือดสูงและไขมันดีคือเอชดีแอล ต่ำ  ดังนั้นไม่ควรพึ่งแต่น้ำมันปาล์มทุกมื้อทุกครั้งในการปรุงอาหาร 2. มีโอกาสซ่อนไขมันทรานส์ซึ่งเป็นไขมันอันตราย  3. ยิ่งทอดซ้ำยิ่งเสี่ยงต่อสุขภาพ  เพราะจะทำให้น้ำมันปาล์มเปลี่ยนสภาพ ทำให้มีสารโพล่าร์ที่เกิดจากการทอดซ้ำเป็นอันตรายต่อสุขภาพ  4. ทำให้เกิดสิว คนที่ใช้น้ำมันปาล์มทอดของอยู่หน้าเตานานๆจะมีไอระเหยน้ำมันออกมาจับหน้าตา พาให้เกิดอักเสบเป็นสิวได้ หรือในคนที่ปวดศีรษะบ่อย ปวดประจำเดือนทรมานอย่ากินน้ำมันพืชมากเกินไปเพราะมีกรดอักเสบ ชื่อโอเมก้าหกอยู่ค่อนข้างมาก

น้ำมันแต่ละชนิดมีดีในตัวมันต่างกันออกไปเหมือนกับคนเรา แม้น้ำมันหมูที่คู่คนไทยมาแต่ครั้งยังใช้ครัวไฟก็มีของดี หลักที่อยากฝากไว้คือไม่ควรใช้น้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่งแช่ไว้ติดครัวตลอด ให้สลับกันไปบ้าง ยกตัวอย่าง มื้อนี้ใช้น้ำมันปาล์ม มื้อหน้าอาจเป็นน้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันหมูบ้างก็ยังได้  ช่วยแก้ปัญหาน้ำมันแพงแถมบางมื้อยังได้ของอร่อยอย่างกากหมูไว้เจริญอาหาร ด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ

สุขภาพน่ารู้ ที่มา เดลินิวส์

อาหารและการออกกำลังกายในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

March 2nd, 2011

อาหารและการออกกำลังกาย

ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน เราสามารถควบคุม และป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ได้ ถ้าเริ่มป้องกัน หรือรักษาตั้งแต่อายุประมาณ 35-40 ปี จะลดการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมองได้อย่างมาก ไขมันในเลือดที่สำคัญ ได้แก่

คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นไขมันที่อยู่ในเลือด และเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย คอเลสเตอรอลที่อยู่ในกระแสเลือดต้องจับอยู่กับโปรตีน ได้แก่ LDL (Low density lipoprotein) ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นจากสารอาหารที่รับประทาน หรือได้จากไขมันสัตว์โดยตรง ไข่แดง และเครื่องในสัตว์ และ HDL (High density lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง
• 

คอเลสเตอรอลชนิดเอชดีแอล (HDL-C) จะนำคอเลสเตอรอลไปเผาผลาญที่ตับ ทำให้คอเลสเตอรอลสะสมที่ผนังหลอดเลือดลดลง ถ้ามี HDL-C สูง จะทำให้โอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบลดลง และโรคหลอดเลือดเสื่อมต่างๆ ลดลง ระดับ HDL-C จะเพิ่มได้จากการออกกำลัง
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ ส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่รับประทานถ้าพบในคนที่มีคอเลสเตอรอลสูงร่วมด้วย เชื่อว่ามีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ถ้าจะลดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดสมอง ควรควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) และคอเลสเตอรอล (Total cholesterol) ให้น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dl) แอลดีแอล (LDL) ให้น้อยกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dl) เอชดีแอล ให้มากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dl)

ไขมันทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างไร

เมื่อมีระดับ LDL-C ในเลือดสูง LDL-C เหล่านี้จะซึมผ่านเซลล์ชั้นบางๆ ที่บุอยู่ภายในของผนังหลอดเลือดแดงเข้าไปอยู่ภายใน ซึ่งจะกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนย้ายตัวเองตามมาอีก เม็ดเลือดขาวเหล่านี้เมื่อกิน LDL-C เข้าไปก็จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่มี Cholesterol สูง เรียกว่า foam cell การที่ยิ่งมีระดับ LDL-C ในเลือดสูง การซึมผ่านของ Cholesterol เข้ามาอยู่ใต้ชั้นผนังหลอดเลือดแดงก็มากขึ้น ทำให้เกิด foam cell จำนวนมาก foam cell เหล่านี้เมื่อกิน cholesterol เข้าไปในตัวมากก็จะแตกตัวปล่อยสารพิษต่อผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการอักเสบ ผนังหลอดเลือดก็จะมีการหนาตัว ทำให้ตีบแคบลง และหากมีจำนวน foam cell อยู่ภายในมากจะทำให้ผนังหลอดเลือดปริแตกได้ง่าย จากนั้นเกล็ดเลือดซึ่งอยู่ในกระแสเลือดจะมาเกาะรวมตัวกันบริเวณผนังหลอดเลือดที่ปริแตก จนเกิดลิ่มเลือดขึ้น ซึ่งลิ่มเลือดนี้เองจะไปอุดตันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งนำไปสู่การเต้นผิดจังหวะของหัวใจ ที่เป็นอันตรายทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตกระทันหันได้

การปรับระดับไขมันในเลือดให้สมดุล ประกอบด้วย

• การควบคุมอาหารที่มีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง
• รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
• การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

อาหารสำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

• บริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เนื้อปลา ไข่ขาว สลับเปลี่ยนด้วยเต้าหู้บางมื้อในปริมาณที่เหมาะสม
• หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เนย เนยแข็ง ครีม ไอศครีม เป็นต้น
• ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ เค้ก พาย คุกกี้ ขนมครก ไส้กรอก แฮม เบคอน เนื้อสัตว์ติดมัน หรือหนัง และอาหารที่ทอดในน้ำมันมาก เช่น ปาท่องโก๋ มันฝรั่งทอด ไก่ทอด ฯลฯ
• หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ น้ำมันหมู และการบริโภคเนื้อสัตว์ในสัดส่วนที่เกินพอดี เพราะจะทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้
• จำกัดปริมาณการใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร และเลือกใช้น้ำมันพืชในการประกอบอาหาร เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร
• ควรประกอบอาหารโดยการปิ้ง ต้ม นึ่ง อบ ตุ๋น ย่าง แทนการผัดหรือทอดจะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้
• รับประทานอาหารให้หลากหลาย ไม่เลือกทานอาหารที่ปรุงโดยน้ำมันในมื้อเดียวกัน เช่น เลือกที่จะรับประทานปลาทอดกับต้มจืดผัก แทนปลาทอดกับผัดผัก เป็นต้น
• เลือกบริโภคผักเป็นประจำทุกมื้อ
• หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท
• เลือกบริโภคนมพร่องมันเนย หรือผลิตภัณฑ์พร่องมันเนย แทนนมสด หรือผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่พร่องมันเนย
• หลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด ขนมหวานจัด เช่น ทุเรียน สับปะรด เงาะ องุ่น ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม ของเชื่อมต่างๆ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหวานต่างๆ เป็นต้น

การออกกำลังกายที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

ควรเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือ การเคลื่อนไหวร่างกาย โดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก รำมวยจีน ระดับความหนักที่เหมาะสม คือ ให้เหนื่อยพอสมควรยังพอพูด และคุยได้ อย่าให้เหนื่อยมากจนพูดไม่ออก ทำต่อเนื่องนาน 20 นาที ถึง 60 นาที ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มความแรง ทำอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ หรือวันเว้นวัน เวลาที่เหมาะสม คือหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง ควรปฏิบัติตามหลักการออกกำลังกายที่ถูกต้อง คือมีช่วงอบอุ่นร่างกาย (Warm up) ช่วงออกกำลังกาย (Work out) และช่วงชะลอ (Cool down)

นอกจากนี้ควรเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานบ้าน ทำสวน ล้างรถ ถ้าเดินทางในระยะใกล้ๆ ใช้วิธีเดินแทนการนั่งรถ เป็นต้น ทำติดต่อกัน 8-10 นาทีต่อครั้ง และค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาให้นานขึ้น เช่น 5 นาที ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ จนได้ระยะเวลา 30-60 นาทีต่อครั้งต่อวัน ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น

จากที่กล่าวมาผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม และออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด และยังทำให้สมรรถภาพของร่างกายดีขึ้นด้วย

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
 www.bangkokhospital.com , www.bangkokhealth.com