Posts Tagged ‘มะเร็งเต้านม’

แพทย์วิภาวดี แนะนำคุณสาวๆ วิธีห่างไกลภัยมะเร็งเต้านม

October 17th, 2011

นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์

มะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลสถิติกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มะเร็งเต้านมเป็นภัยร้ายที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิงทั่วโลก และเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิตที่สำคัญของผู้หญิง ด้วยอัตราเฉลี่ยประมาณ 1 ใน 9 ของผู้หญิงทั้งหมด แม้จะเป็นโรคร้ายแต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการรักษาแต่เนิ่นๆ ซึ่ง นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์ หัวหน้ากลุ่มงานด้านศัลยกรรม คลินิกเต้านม โรงพยาบาลวิภาวดี ได้ให้ความรู้ว่า มะเร็งเต้านมพบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ร้อยละ 30 เกิดจากพันธุกรรม หรือคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็ง, ทั้งที่เต้านม, มดลูก, รังไข่ หรือลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุต่างๆ อาทิ เด็กสาวที่มีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว, หรือผู้หญิงสูงวัยมีประจำเดือนหมดช้า, การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง, การใช้ฮอร์โมนในเพศหญิงมากเกินไป เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน, ผู้มีบุตรช้า หรือไม่มีบุตร เป็นต้น

คุณหมอธเนศยังกล่าวต่อว่า การหมั่นตรวจเต้านมอย่างถูกวิธี เป็นการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง ซึ่งทำได้ง่ายๆคือ การตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือหลังหมดประจำเดือนประมาณ 7-10 วัน โดยคลำตามบริเวณหัวนม วนรอบตั้งแต่หัวนมออกมาด้านนอก ลากมือไปมาจากบนลงล่าง หรือมาพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียดด้วยเครื่อง Mammography เป็นวิธีตรวจที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ ซึ่งเมื่อได้ตรวจครั้งแรกแล้ว แพทย์จะเก็บข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบสำหรับครั้งต่อไป ถึงความเปลี่ยนแปลง ส่วนการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน การลดปัจจัยเสี่ยงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำได้ไม่ยาก เริ่มด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น ลดอาหารเนื้อแดง, ลดอาหารมัน, ลดเกลือ เลือกรับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ หมั่นออกกำลังกายเสมอ งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เพื่อห่างไกลภัยร้ายจากมะเร็งเต้านม สาวๆที่มีอายุ 20-35 ปี ควรตรวจเต้านมทุกๆ 3 ปี ส่วนผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจเป็นประจำทุกปี ซึ่งในโอกาสที่เดือนตุลาคมเป็นเดือนแห่งการรณรงค์มะเร็งเต้านม โรงพยาบาลวิภาวดี จึงจัดโปรแกรมตรวจค้นหามะเร็งเต้านม ด้วยเครื่องดิจิตอล แมมโมแกรม พร้อมอัลตราซาวนด์ในราคา 2,500 บาท จนถึงสิ้นเดือนนี้ สอบถามได้ที่ 0-2561-1111 กด 1.

สุขภาพ  ที่มา  ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/life/209742

รู้ได้อย่างไร? ว่าเป็นมะเร็งเต้านม

March 13th, 2011

จะรู้ได้อย่างไร? ว่าเป็นมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็ง ที่พบได้บ่อย มากที่สุดในอันดับหนึ่งของผู้หญิง ซึ่งสาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม อาหารทอด อาหารที่มีไขมันสูง ฮอร์โมนความอ้วน หรือมีเนื้องอกที่อวัยวะอื่นๆ ฯลฯ การค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นเป็นวิธีแรกที่ทำให้การรักษาได้ผลดีซึ่งคุณ สุภาพสตรีมีส่วนร่วมในการค้นหาได้โดย

1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรจะตรวจอย่างน้อยเดือนละครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะคลำเต้านมคือช่วง 7 วันหลังหมดประจำเดือน

2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ ควรตรวจตั้งแต่อายุ 20-39 ปีขึ้นไป โดยควรจะตรวจทุก 3 ปี

3. การตรวจเต้านมโดย Mammography ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก แนะนำให้ตรวจทุก 1-2 ปี

อาการของมะเร็งเต้านมที่ตรวจพบในระยะเริ่มต้น จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด แต่เมื่อก้อนโตขึ้นจะทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

1. คลำพบก้อนที่เต้านมหรือใต้รักแร้

2. มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านม

3. มีน้ำไหลออกจากหัวนมหรือเจ็บ หัวนมถูกดึงรั้งเข้าในเต้านม4.ผิวที่เต้านมจะมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม

ถ้าคุณสุภาพสตรีทุกท่านที่มีอาการดังกล่าว หรือสงสัยไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าข่ายที่จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องนะคะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ศัตรูอันดับหนึ่งของผู้หญิง…มะเร็งปากมดลูก

March 10th, 2011

มะเร็งปากมดลูก  ศัตรูอันดับหนึ่งของผู้หญิง…

จากสถิติพบว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของมะเร็งสตรีในประเทศไทย และพบมากในช่วงอายุ 35 – 60 ปี รองลงมาเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งตับตามลำดับ ทั้งๆ ที่มะเร็งปากมดลูกสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนก่อมะเร็ง แต่ก็ยังเป็นศัตรูอันดับหนึ่งในบรรดาโรคร้ายของสตรีทั่วทุกมุมโลก

ในแต่ละปี จะมีสตรีไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 8 พันคน ซึ่งจะพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมากที่สุดในช่วงอายุ 31-60 ปี (ร้อยละ 80 ของมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด) อายุต่ำสุดที่พบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกคือ 17 ปี และสูงสุดคือ 91 ปี

มะเร็งปากมดลูกจะไม่แสดงอาการเจ็บปวดใดๆ ให้ทราบในช่วงแรก ซึ่งเซลล์ที่มดลูกมีโอกาสกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้โดยที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว และเซลล์นั้นจะค่อยๆ กลายเป็นเซลล์มะเร็งที่รุนแรงในที่สุด จนกระทั่งลุกลามไปที่อื่นซึ่งอยากต่อการรักษา วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายนี้คือ เข้ารับการตรวจและทำการรักษาเสียแต่เนิ่นๆ โดยสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มาจากการติดเชื้อไว้รัสฮิวแมนแพพิโลมา ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่าเชื้อ “ เอชพีวี ” (Human Papilloma Virus : HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก เชื้อเอชพีวีมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

- เชื้อเอชพีวี ชนิดก่อมะเร็ง เช่น สายพันธุ์ 16 , 18 , 31 , 33 และ 45 ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคถึงร้อยละ 70 – 90
- เชื้อเอชพีวี ชนิดไม่ก่อมะเร็ง เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหูดที่อวัยวะเพศ

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกคือ การมีคู่นอนหลายคน มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย ตั้งครรภ์หรือมีลูกหลายคน มีประวัติเป็นกามโรค การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน และสำหรับผู้ที่ประจำเดือนมาผิดปกติ มีเลือดออกจากช่องคลอดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวมีสีและกลิ่นผิดปกติ เมื่อสังเกตพบความผิดปกติเหล่านี้ให้รีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดทันที

มะเร็งปากมดลูกเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้

วิธีการตรวจแป๊ปแบบดั้งเดิม (Conventional Pap smear) โดยทำการตรวจหาเซลล์มะเร็งที่ปากมดลูก หรือตรวจหาเซลล์ที่อาจจะกลายเป็นมะเร็ง โดยแพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยไม้พาย จากนั้นป้ายลงบนสไลด์แก้ว นำส่งป้องปฏิบัติการเพื่อย้อมสี และตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ การตรวจด้วยวิธีนี้พบว่ามีการปนเปื้อนของมูก เซลล์เม็ดเลือด หรือการซ้อนทับกันของเซลล์หนาแน่น อาจทำให้บดบังเซลล์ผิดปกติได้ ทำให้อ่านผลยากโอกาสผิดพลาดสูง

วีธีตินแพร็พ (ThinPrep Pap Test) เป็นการตรวจโดยใช้อุปกรณ์เฉพาะเก็บตัวอย่าง โดยแพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ จากนั้นจะนำเซลล์ตัวอย่างที่เก็บมาได้ทั้งหมดใส่ลงในขวดน้ำยาเพื่อรักษาเซลล์ ซึ่งจะทำให้ได้เซลล์ตัวอย่างครบถ้วน นำส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมสไลด์ด้วยเครื่องอัตโนมัติ ทำให้ลักษณะสไลด์เป็นรูปแบบเดียวกัน เซลล์เรียงตัวแบบบางไม่ซ้อนทับกัน มองเห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่าย โอกาสพบเซลล์ผิดปกติสูง การศึกษาวิจัยสถาบันทั่วโลกพบว่าจากการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกโดยวิธี “ ตินแพร็พ ” นั้นให้ผลดีกว่าการตรวจแบบเก่าประมาณ 65 % และเป็นวีธีเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาว่าใช้แทนการตรวจแบบเดิมได้ และมีประสิทธิภาพสูงกว่า

วีธีตินแพร็พร่วมกับการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี (ThinPrep Pap Test + HPVch2) การตรวจหาเชื้อเอชพีวี เป็นการตรวจหาดีเอ็นเอของไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกโดยตรง โดยวิธีการตรวจนี้จะได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อตรวจร่วมกับการตรวจตินแพร็พ

นอกจากการป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจคัดกรองแล้ว การฉีด “วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก” ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน

ตัววัคซีนทำจากส่วนประกอบของโปรตีนที่เปลือกหุ้มของเชื้อไวรัส HPV เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสนี้ได้ และมีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อ HPV ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด โดยเชื้อ HPV ที่ก่อโรคมะเร็งปากมดลูก แต่ละสายพันธุ์มีอุบัติการณ์ของการก่อโรคมะเร็งปากมดลูกแตกต่างกัน โดยสายพันธุ์หลักๆ ที่เป็นสาเหตุคือ สายพันธุ์ 16 (ร้อยละ 57.4) สายพันธุ์ 18 (ร้อยละ 16.6) เนื่องจากวัคซีนประกอบด้วย HPV 16, 18 จึงสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เพียงร้อยละ 70 แต่วัคซีนบางชนิดก็มีถึง 4 สายพันธุ์คือ 16, 18, 6, 11 ซึ่งสายพันธุ์ 6, 11 เป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ดังนั้นถ้าได้รับวัคซีน 4 สายพันธุ์นี้ก็จะสามารถป้องกันหูดหงอนไก่ได้ด้วย

ปัจจัยที่สำคัญในประสิทธิภาพของวัคซีนอีกอย่างหนึ่งคือ วัคซีนจะป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ต่อเมื่อผู้ที่รับวัคซีนต้องไม่มีการติดเชื้อ HPV ในสายพันธุ์เดียวกันกับที่มีอยู่ในวัคซีน เพราะหากมีการติดเชื้อในสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งในวัคซีนอยู่แล้ว การฉีดวัคซีนสายพันธุ์นั้นจะไม่ได้ผล เช่นหากมีการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 อยู่ เมื่อฉีดไปแล้วจะได้ผลคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์ 18 เท่านั้น โดยผลคุ้มกันสายพันธุ์ 18 จะได้ผลถึงร้อยละ 100 แต่ผลคุ้มกันสายพันธุ์ 16 จะไม่ได้ผลเลย

โดยสรุป การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เพียงร้อยละ 70 โดยประมาณ จะได้ผลดีต่อเมื่อผู้รับวัคซีนต้องไม่มีการติดเชื้อในสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งที่มีอยู่ในวัคซีน ดังนั้นจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนในหญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน คือตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไปจะได้ผลดียิ่งขึ้น โดยพบว่าภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 9-15 ปี จะได้ผลดีกว่าการฉีดในผู้ใหญ่ 2-3 เท่า

ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

ตรวจร่างกาย(ด้วยตนเอง)ค้นความเสี่ยง

February 28th, 2011

หลีกเลี่ยง 6 มะเร็งร้ายยอดฮิต..!!

ปัจจุบัน “โรคมะเร็ง” เป็นอีกโรคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยสาเหตุมาจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม มลพิษ ที่เปลี่ยนไปและการใช้ชีวิตที่หนักหน่วงทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงที่ไม่ ค่อยจะทะนุถนอมสุขภาพกันเท่าที่ควร เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ ฯลฯ จึงก่อให้เกิดมะเร็งร้ายต่าง ๆ ตามมา ดังนั้นถ้าเรารู้จักสำรวจและตรวจหาความเสี่ยงด้วยตัวเองก่อนก็จะช่วยป้องกัน มะเร็ง 6 ชนิดยอดฮิตได้

นายแพทย์ศักดิ์พิศิษฏ์ นวสิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลวัฒโนสถ ให้ความรู้ว่า โรคมะเร็งในปัจจุบันนี้เราให้ความสนใจมากขึ้นและถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควร ทำความรู้จัก โดยเฉพาะมะเร็ง 6 ชนิดที่พบกันบ่อยได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยเราจะเริ่มสกรีน มะเร็งในผู้หญิงกันก่อนอันดับหนึ่งคือ “มะเร็งเต้านม” พบในกลุ่มเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ได้แก่ คนไข้ที่มีประวัติการเป็นมะเร็งในครอบครัว, มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างใดข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งก็มีความเสี่ยงที่ จะเป็นมากขึ้น ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่มีพฤติกรรมบริโภคอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ กลุ่มที่มีประจำเดือนมาเร็วก่อนอายุ 12 ปี หรือประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปีขึ้นไป, คนที่มีลูกช้าตั้งแต่อายุ 30 ปี ขึ้นไปหรือไม่มีลูก

ในเมื่อเรามีความเสี่ยงทั้งในกลุ่มพันธุกรรมและปัจจัยอื่น ๆ จึงอยากให้คนกลุ่มนี้ลองสำรวจความเสี่ยงด้วยตัวเองได้โดยการตรวจเต้านมด้วย ตัวเองทุก ๆ 1 เดือนหรือสังเกตอาการผิดปกติดังนี้ คลำพบก้อนเนื้อที่เป็นไตแข็งผิดปกติที่เต้านม มีน้ำเหลืองและเลือดไหลจากเต้านม ผิวหนังบริเวณเต้านมมีรอยบุ๋ม หัวนมถูกดึงรั้งผิดปกติ เต้านมทั้ง 2 ข้างไม่อยู่ในระดับเดียวกัน ขนาดและรูปร่างผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ นอกจากนี้เราควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจโดยใช้เครื่องแมมโมแกรมทุกปี เพราะหากตรวจเจอตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถรักษาหายได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์

มะเร็งปากมดลูก” กลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยและจะเสี่ยงมากยิ่งขึ้นหากมีเพศ สัมพันธ์กับชายมากกว่า 1 คน โดยสาเหตุหลักเกิดจากเชื้อไวรัส เอชพีวี มีการศึกษาวิจัยพบว่าไวรัสตัวนี้เป็นตัวที่กระตุ้นให้เซลล์เปลี่ยนเป็นเซลล์ มะเร็งและสามารถถ่ายทอดติดต่อได้เหมือนกับเชื้อกามโรค คือสามารถถ่ายทอดจากผู้ชายไปสู่ผู้หญิงและจากผู้หญิงไปสู่ผู้ชาย อาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกผิดปกติไม่ตรงกับรอบเดือนหรือในสตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว ตกขาวเรื้อรัง ทางที่ดีใครที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส เอชพีวี และทำ แพ็พสเมียร์ ปีละครั้ง โดยมะเร็งปากมดลูกในระยะแรกจะรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ถ้าพบในระยะแรกการรักษาจะมีประสิทธิภาพมาก อัตราการหายสูงกว่า 90-95%

ส่วนมะเร็งในผู้ชายอันดับหนึ่งคือ “มะเร็งปอด” สาเหตุหลักใหญ่ที่เราทราบกันดีคือ ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์เกิดจากการสูบบุหรี่และบวกกับการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ ไม่ดี เช่น คนสัมผัสกับมลพิษทางอากาศเป็นประจำ โดยมะเร็งปอดค่อนข้างเป็นกันเยอะ เพราะการดำเนินโรคเร็ว ส่วนใหญ่จะตรวจเจอก็อยู่ในระยะที่ 3-4 แล้ว ดังนั้นคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ มีการสูบบุหรี่เยอะ ๆ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเราต้องตรวจคัดกรองตัวเอง เช่น ถ้ามีอาการไอเรื้อรัง ไอแห้ง ๆ มีเสมหะ ไอเป็นเลือด เสียงแหบ หอบเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เจ็บบริเวณทรวงอก น้ำหนักลดมากกว่าปกติ มีไข้เรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ซึ่งอาจจะเป็นมะเร็งปอดได้

ต่อมา “มะเร็งตับ” เป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ชายเป็นอันดับ 2 มี 2 ชนิด ได้แก่ มะเร็งในท่อน้ำดี ซึ่งเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับ มีรายงานว่าจังหวัดขอนแก่นมีสถิติผู้ป่วยสูงที่สุดในโลก เกิดจากพฤติกรรมการกินที่เราชอบกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ กัน ได้รับพยาธิดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย จึงต้องแก้ไขที่พฤติกรรมการกิน หากเรากินครั้งเดียวและโดนไข่พยาธิก็เป็นได้ทันที ส่วนอีกชนิดหนึ่ง คือมะเร็งของเซลล์ตับ สาเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ชนิดซี และมีรายงานว่ามีอีกหลายชนิดตามมา แต่เราสามารถป้องกันในระดับหนึ่ง นอกจากไวรัสแล้วยังมีสารอะฟลาทอกซินที่เกิดจากเชื้อราบางชนิดอยู่ในอาหาร จำพวกพวกกระเทียมแห้ง ถั่วลิสงแห้ง ข้าวโพดแห้ง ถ้าเรากินเข้าไปก็จะเกิดโรคได้ ดังนั้นต้องรู้จักสังเกตว่าถ้าถั่วไม่สดใหม่ก็อย่ารับประทาน หรือในกลุ่มคนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ

มะเร็งตับส่วนใหญ่ตรวจเจอเมื่อเป็นมากแล้วและรักษาไม่ค่อยทัน เนื่องจากธรรมชาติของโรคจะดำเนินเร็ว เพราะหากเป็นแล้วมักเสียชีวิตได้ภายใน 3-6 เดือน ฉะนั้นคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรตรวจร่างกายทุก 3 เดือนหรือสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณอันตรายคือ ปวดในท้องบริเวณชายโครงด้านขวา ท้องอืด โตขึ้น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผอมลงหรือน้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเป็น สีเข้มควรรีบพบแพทย์

ส่วน “มะเร็งลำไส้ใหญ่” เกิดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากลำไส้ต้องรับสารพัดสิ่งของที่เรารับประทานเข้าไปและมีของเสียที่ ต้องขับถ่ายออก เมื่ออายุมากขึ้นทำให้เกิดภาวะเสื่อมหรืออาจเกิดโดยกรรมพันธุ์บางชนิด และกลุ่มที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสัตว์จะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำ ไส้สูงมากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงจึงต้องรู้จักสังเกตตัวเองว่ามีระบบขับถ่ายที่เปลี่ยนไป หรือไม่ เช่น ท้องผูกท้องเสียสลับกัน ปวดท้องบ่อย ๆ ไม่ทราบสาเหตุ อุจจาระมีเลือดปนหรือถ่ายเป็นเลือด อ่อนเพลีย น้ำหนักลด

สุดท้าย “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” เป็นมะเร็งที่พูดถึงบ่อยเช่นกัน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮ็อดกิน (Hodgkin ’s Lymphoma) มักพบในเด็กและวัยหนุ่มสาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนันฮ็อดกิน (Non- Hodgkin ’s Lymphoma) มักพบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุหรือผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ โดยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย ตาเปล่า จึงสังเกตอาการง่าย ๆ คือ ถ้ารู้สึกมีไข้ต่ำ ๆ ไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลด เหงื่อออกในเวลากลางคืน คลำได้เป็นก้อนแต่ไม่เจ็บที่บริเวณคอ ขาหนีบ รักแร้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษา

ทั้งหมดเป็นมะเร็งที่เราเจอบ่อยในปัจจุบัน ซึ่งวิธีการรักษาก็ไม่ยากแล้ว ผลการรักษาก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เช่น การรักษาด้วยการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัดหรือคีโม การฉายรังสีหรือฉายแสง แต่จะยากในคนไข้บางคน เช่น เป็นมะเร็งในบางตำแหน่งที่ต้องการรักษาให้หายและรักษารูปลักษณ์ไว้เพื่อไม่ เป็นปมด้อยในการใช้ชีวิตในสังคม ซึ่งการรักษาให้ดีทุกอย่างค่อนข้างยาก ทำให้หลายฝ่ายต้องร่วมมือกันที่เราเรียกว่า “ทีมแพทย์สหสาขา” คือทางด้านมะเร็ง  เช่น หมอผ่าตัด หมอให้ยาเคมีบำบัด หมอฉายรังสี หมอตรวจชิ้นเนื้อ หมอเอกซเรย์ หมอที่ดูแลเรื่องความเจ็บปวด และหมอที่ดูแลเฉพาะด้าน เช่น ถ้าเป็นมะเร็งปอด หมอที่เชี่ยวชาญด้านปอดจะมาช่วยดูแลและวางแผนการรักษาร่วมกันคนไข้จะได้รับ ประโยชน์สูงสุดและมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดที่เราได้เริ่มทำกันแล้ว

ดังนั้นเมื่อมีทีมแพทย์สหสาขาที่ครบถ้วนพร้อมที่จะช่วยให้เราฝ่า โรคร้ายอย่างมะเร็งไปได้แล้วแบบนี้ ขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองแล้วว่าจะสามารถตรวจวัดความเสี่ยงด้วยตัวเองได้มากน้อย เพียงใดเพื่อนำไปสู่การรักษาที่ทัน ถ่วงทีและมีชีวิตที่ยืนยาวด้วยการดูแลสุขภาพให้ดีก่อนโรคร้ายจะถามหา.

@@@

เคล็ดลับสุขภาพ : ‘งาขาว-งาดำ’ อุดมด้วยวิตามิน…ดีต่อสุขภาพ

งา เป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมายที่ใครหลาย ๆ คนอาจคาดไม่ถึง เพราะเห็นเป็นพืชเมล็ด เล็ก ๆ เท่านั้น แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า เจ้าพืชเมล็ดจิ๋วนี้ที่ สามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมาย แถมยังสามารถนำมาบำรุงผมให้ดกดำและบำรุงผิวพรรณให้สวยงาม ได้อีกด้วย

ปัจจุบันมีการวิจัยค้นคว้าถึง คุณประโยชน์ของ “งา” กันมากขึ้น ซึ่งงาที่เรารู้จักกันมี 2 สี ได้แก่ งาขาวและงาดำ จากการศึกษาพบว่าในงามีสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายหลายด้าน ได้แก่ สรรพคุณทางยา คือ แก้ปัสสาวะ อุจจาระขัด โดยใช้เมล็ดงา 20-25 กรัม แช่ในน้ำเดือดหรือต้มรับประทานขณะท้องว่าง ถ้าความดันโลหิตสูงให้ใช้เมล็ดงา น้ำส้ม ซีอิ๊ว และน้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันแล้วต้มด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุก รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นประจำ ถ้าไอแห้ง ไม่มีเสมหะให้นำเมล็ดงา 250 กรัม น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม บดรวมกันรับประทานครั้งละ 15-20 กรัม จากนั้นนำผงที่ได้เติมน้ำเดือดไว้สัก 2-3 นาที ดื่มขณะยังอุ่น ๆ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น สำหรับน้ำมันงาช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม โดยไปเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบ ๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะ เพิ่มความชุ่มชื้นบำรุงเส้นผม

นอกจากนี้สารอาหารในงายังอุดมไปด้วย วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 9 และวิตามิน ไบโอติน โคลีน ไอโนสิตอล กรดพาราอะมิโนแบนโซอิค ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยบำรุงประสาทให้เป็นไปอย่างปกติ ส่วนกรดไขมันไลโนลีอิกที่มีอยู่มากในงานั้นก็เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็น อย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตและสามารถเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังได้ดี ที่สำคัญงายังเป็นแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก บำรุงเลือด ธาตุไอโอดีน ป้องกันโรคคอพอก ธาตุสังกะสี บำรุงผิวหนัง ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟัน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในงามีแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผักชนิดอื่นถึง 20 เท่า ซึ่งธาตุทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นแร่ธาตุที่สำคัญมาก ในการเสริมสร้างกระดูก

อย่างไรก็ตามหากใครที่มักมีอาการ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย งายังเป็นอาหารที่สามารถช่วยบำรุงกำลังได้เป็นอย่างดีและยังให้ความอบอุ่น แก่ร่างกาย ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันอาการท้องผูก รักษาอาการนอนไม่หลับ และยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดบางชนิดได้อีกด้วย

เห็นสรรพคุณที่มากมายของงากันแบบนี้แล้ว อย่าลืมหามารับประทานกันบ้างนะคะ ไม่ว่าจะนำงามาโรยกับขนมปัง ใส่ในเครื่องดื่มร้อน ๆ หรืออาหารต่าง ๆ ก็ได้รสชาติที่ดีไปอีกแบบแถมดีต่อสุขภาพอีกด้วย.

(ข้อมูลจากกลุ่มสารนิเทศและวิเทศ สัมพันธ์ สำนักยุทธศาสตร์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก)

@@@

สรรหามาบอก

-ชมรมต้อหินแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมงาน ’วันต้อหินโลก“ ใน วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2554 เวลา 06.00-11.00 น. ณ อาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี ภายในงานพบกับกิจกรรมการเดินรณรงค์ “รวมพลังระวังต้อหิน”, ชมนิทรรศการต้อหิน, เสวนารู้ลึก รู้จริงเรื่องต้อหินและกิจกรรมตอบปัญหากับดารานักแสดง อาทิ เขมนิจ จามิกรณ์, กาญจนา จินดาวัฒน์ และวินัย พันธุรักษ์ สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiglaucoma.org หรือสอบถาม โทร. 0-2938-4450-4

-โรงพยาบาลมนารมย์ ขอเชิญประชาชนผู้สนใจรับฟังการบรรยายเรื่อง ’ไบโพลาร์…โรคอารมณ์แปรปรวนที่รักษาได้“  โดย นพ.โกวิทย์ นพพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ ใน วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2554 เวลา 08.30–12.00 น. ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลมนารมย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น สนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0-2725-9595, 0-2399-2822

-บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด จัดทำหนังสือ ’โพรไบโอติก (Probiotic) จุลินทรีย์สุขภาพดี“  โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการ และคุณประโยชน์ของจุลินทรีย์แก่ผู้บริโภค อาทิ โพรไบโอติกดีต่อสุขภาพอย่างไร การส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันที่ดีด้วยโพรไบโอติก ฯลฯ สนใจติดต่อขอรับหนังสือ (ฟรี) ได้ที่ โทร. 0-2881-2222 หรือดาวน์โหลดที่ www.dutchmill.co.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

ที่มา เดลินิวส์

ระดมทีมแพทย์สหสาขาเชี่ยวชาญมะเร็ง ให้ความรู้คนไทยเข้าใจพิชิต 6 โรคร้าย

February 21st, 2011

ทีมแพทย์สหสาขาเชี่ยวชาญมะเร็ง ให้ความรู้คนไทย

นพ.ชาตรี ดวงเนตร ประธานคณะผู้บริหาร ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดตัวทีมแพทย์สหสาขารักษาโรคมะเร็ง.

เพราะตระหนักดีถึงโรคมะเร็งว่าเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตและทรมานผู้ป่วย เป็นยิ่งนัก โรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลเฉพาะด้านโรคมะเร็ง จึงจัดกิจกรรมรณรงค์และป้องกันโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง ในงาน Knock Out Cancer by Wattanosoth Navigator นำทางถูกต้อง น็อกมะเร็ง โดยระดมทีมแพทย์สหสาขาผู้เชี่ยวชาญรักษาด้านโรคมะเร็งแบบองค์รวม พร้อมดาราและพิธีกรชื่อดังจากรายการตลาดสดสนามเป้า “รถเมล์-คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์” มาร่วมทีมเนวิเกเตอร์ นำทางสู้ 6 มะเร็งร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด ที่ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ เมื่อเร็วๆนี้

ในงานนอกจากจะจัดให้มีนิทรรศการชี้ทางชนะ โรคมะเร็งร้ายทั้ง 6 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง พร้อมโชว์เทคโนโลยีเครื่องมืออันทันสมัยในการรักษาผู้ป่วย ยังมีทีมแพทย์มาคอยให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็ง โดย พล.ต.นพ.นิวัฒน์ บุญยืน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ เผยถึงโรคมะเร็งว่า ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เห็นได้จากจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลวัฒโนสถ ในฐานะที่เป็นโรงพยาบาลผู้เชี่ยวชาญรักษาด้านโรคมะเร็งด้วยทีมสหแพทย์ ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงอาสาเป็นเนวิเกเตอร์ เข็มทิศนำทางทุกคนมุ่งสู่ชัยชนะกับโรคมะเร็งร้าย โดยตั้งใจที่จะส่งเสริมและให้ความรู้แก่สาธารณชน ทั้งบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่มีพฤติกรรมอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในทุกระดับ รวมถึงญาติผู้ป่วยมะเร็ง ให้มีความรู้ความเข้าใจโรคมะเร็งในแบบองค์รวม เริ่มตั้งแต่ความเข้าถึงสาเหตุ วิธีป้องกัน วิธีการรักษาและฟื้นฟู

นิทรรศการชี้ทางชนะโรคมะเร็งชนิดต่างๆ.

นิทรรศการชี้ทางชนะโรคมะเร็งชนิดต่างๆ.

พล.ต.นพ. นิวัฒน์กล่าวด้วยว่า ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทีมสหแพทย์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายและแต่ละโรคด้วย เช่น รังสีวินิจฉัย เป็นหนึ่งในวิธีรักษาหรือควบคุมมะเร็ง โดยใช้เครื่องฉายรังสี ซึ่งแพทย์รังสีวินิจฉัยจะทำการวางแผนการฉายรังสี กำหนดตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสมกับผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด และการผ่าตัดอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ว่าวิธีการใดจะเหมาะสมที่สุด

ขณะ ที่ดาราสวยและพิธีกรมากความสามารถ “รถเมล์-คะนึงนิจ” บอกถึงการที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนำทางต่อสู้โรคมะเร็งว่า เป็นเพราะมีเพื่อนสนิทเป็นมะเร็งลำไส้ และเพิ่งเสียชีวิตไป เธอจึงหันมาตระหนักถึงภัยร้ายของโรคมะเร็ง และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการบอกให้ทุกๆคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง หรือถ้าสงสัยว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายนี้ก็ให้รีบมาปรึกษาแพทย์ เพราะมะเร็งเป็นโรคที่รักษาได้ หากตรวจพบในระยะแรกๆ หรือได้รับการรักษาที่ดีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.

ที่มา ไทยรัฐ