Posts Tagged ‘มะเร็ง’

หมดประจำเดือนไว หนีมะเร็งมดลูกห่าง

October 18th, 2011

หมดประจำเดือนไว หนีมะเร็งมดลูกห่าง

หมอญี่ปุ่นพบว่า สตรีที่ชอบออก กำลัง หรือเลือกกินอาหารแต่ที่บำรุงหัวใจ จะถึงวัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ ซึ่งมีความสำคัญกับการป้องกันโรคมะเร็ง

นักวิจัยทางการแพทย์ชาวอาทิตย์อุทัย ได้ศึกษาสตรีที่อยู่ในวัยมีประจำเดือน อายุระหว่าง 35-56 ปี 3 พันกว่าคน เป็นเวลา 10 ปี พบว่า ผู้ที่ออกกำลังมากกว่าที่สุด ประมาณอาทิตย์ละ 8-10 ชม. จะหมดประจำเดือนเร็วกว่าเพื่อนที่ไม่ค่อยออกกำลังร้อยละ 17

ในทำนองเดียวกัน สตรีผู้ที่กินอาหารเป็นน้ำมันพืชและผักมาก ก็จะหมดประจำเดือนเร็วกว่าผู้ที่กินน้อยกว่าอยู่ร้อยละ 15 เช่นกัน

นายกสมาคมนรีเวชแพทย์สหรัฐฯ ดร.โจแอน อี.แมนสัน กล่าวแจ้งว่า ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไว จะเผชิญกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในตัวสูงน้อยกว่าผู้ที่หมดช้ากว่า ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุว่า ผู้ที่หมดประจำเดือนเร็ว จะเสี่ยงอันตรายจากมะเร็งเต้านมต่ำกว่า แต่เขาก็เสริมว่า ก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะจะเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจและกระดูกบางมากขึ้น “แต่ก็ไม่อยากให้ผู้หญิงทั้งหลายเป็นทุกข์ในเรื่องนี้ เพราะว่าคุณประโยชน์มันเหนือกว่าความเสี่ยงกว่ากันมากนัก”.

ตรวจมะเร็งปากมดลูก”รู้เร็ว”-”รอดเร็ว”

March 27th, 2011

มะเร็งปากมดลูก”รู้เร็ว”-”รอดเร็ว”

ข้อมูลสุขภาพหญิงไทยพบว่า “มะเร็งปากมดลูก” ครองแชมป์มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี มีผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 7 คน อายุเฉลี่ยของหญิงที่เป็นมะเร็งปาก-มดลูกอยู่ในช่วง 35-50 ปี ถ้าเป็นขึ้นมาแล้วการรักษาในระยะที่ลุกลามรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอัตรารอดชีวิตภายใน 5 ปี เพียงร้อยละ 10-20 แค่นั้น

จากตัวเลขน่ากลัวๆที่นำมาบอกเล่านี้ ยังมีข้อมูลอีกด้านดีที่ต้องรู้กันไว้คือ มะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้ ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่เรียกว่า “แป๊ปสเมียร์” (Pap smear)

เนื่องจากมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีชนิดนี้ เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสฮิวแมนแพพิโลมา หรือเรียกย่อๆว่า เชื้อเอชพีวี ส่วนใหญ่เชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจากการมีเพศสัมพันธ์ และเมื่อติดเชื้อแล้วจะไม่แสดงอาการ โดยการติดเชื้ออาจหายไปได้เอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากการติดเชื้อไม่หายขาด หรือมีการติดเชื้อซ้ำ อาจทำให้เซลล์ที่ผิวเยื่อบุปากมดลูกเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเซลล์มะเร็ง

การติดเชื้อเอชพีวี ก่อนจะไปถึงระยะก่อมะเร็ง นั้น กินเวลาประมาณ 2-15 ปี และจากระยะ ก่อนมะเร็งจนถึงมะเร็ง ใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปี ดังนั้นหากมีการตรวจ “แป๊ปสเมียร์” แล้วพบว่าเซลล์บริเวณปากมดลูกผิดปกติหรือเปลี่ยนแปลงจากเดิม อาจอยู่ในระยะ “ก่อนเป็นมะเร็ง” ซึ่งรักษาได้ผลดีกว่า “ระยะลุกลาม” พูดให้เข้าใจง่ายๆได้ว่า พบแต่เนิ่นๆก็จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หาย

การตรวจยุ่งยากมั้ย? โครงการเลดี้เช็ค ให้ข้อมูลว่า ใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น แพทย์หรือพยาบาลผู้ตรวจให้บริการตรวจทุกวันจนเคยชิน การตรวจมะเร็งปากมดลูกเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้หญิง และความรู้สึกอายก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน ขอให้คิดเสียว่าอายครู่เดียว ช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็ง

ส่วนการป้องกันอย่างอื่นนั้นก็มี นั่นคือ มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย โดยใช้ถุงยางอนามัย ลดจำนวนคู่นอน หรือมีคู่นอนคนเดียว ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ทุก 1-3 ปี ลดหรือพยายาม เลิกการสูบบุหรี่ ไม่ควรมี เพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย

โครงการเลดี้เช็ค เป็นความร่วมมือกันของกระทรวงแรงงาน สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพฯ และองค์การแพธ สนับสนุนให้มีการจัดบริการตรวจ “แป๊ปสเมียร์” โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้หญิงในกรุงเทพฯ อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่เว็บไซต์ www.ladycheck.net อีเมล์ ladycheck@gmail.com โทร. 08-4900-0949 เวลา 12.00-22.00 น. ทุกวัน.

นิรามิส

สุขภาพน่ารู้ ที่มา ไทยรัฐ

รู้ได้อย่างไร? ว่าเป็นมะเร็งเต้านม

March 13th, 2011

จะรู้ได้อย่างไร? ว่าเป็นมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็ง ที่พบได้บ่อย มากที่สุดในอันดับหนึ่งของผู้หญิง ซึ่งสาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม อาหารทอด อาหารที่มีไขมันสูง ฮอร์โมนความอ้วน หรือมีเนื้องอกที่อวัยวะอื่นๆ ฯลฯ การค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นเป็นวิธีแรกที่ทำให้การรักษาได้ผลดีซึ่งคุณ สุภาพสตรีมีส่วนร่วมในการค้นหาได้โดย

1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรจะตรวจอย่างน้อยเดือนละครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะคลำเต้านมคือช่วง 7 วันหลังหมดประจำเดือน

2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ ควรตรวจตั้งแต่อายุ 20-39 ปีขึ้นไป โดยควรจะตรวจทุก 3 ปี

3. การตรวจเต้านมโดย Mammography ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก แนะนำให้ตรวจทุก 1-2 ปี

อาการของมะเร็งเต้านมที่ตรวจพบในระยะเริ่มต้น จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด แต่เมื่อก้อนโตขึ้นจะทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

1. คลำพบก้อนที่เต้านมหรือใต้รักแร้

2. มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านม

3. มีน้ำไหลออกจากหัวนมหรือเจ็บ หัวนมถูกดึงรั้งเข้าในเต้านม4.ผิวที่เต้านมจะมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม

ถ้าคุณสุภาพสตรีทุกท่านที่มีอาการดังกล่าว หรือสงสัยไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าข่ายที่จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องนะคะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ศัตรูอันดับหนึ่งของผู้หญิง…มะเร็งปากมดลูก

March 10th, 2011

มะเร็งปากมดลูก  ศัตรูอันดับหนึ่งของผู้หญิง…

จากสถิติพบว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของมะเร็งสตรีในประเทศไทย และพบมากในช่วงอายุ 35 – 60 ปี รองลงมาเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งตับตามลำดับ ทั้งๆ ที่มะเร็งปากมดลูกสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนก่อมะเร็ง แต่ก็ยังเป็นศัตรูอันดับหนึ่งในบรรดาโรคร้ายของสตรีทั่วทุกมุมโลก

ในแต่ละปี จะมีสตรีไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 8 พันคน ซึ่งจะพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมากที่สุดในช่วงอายุ 31-60 ปี (ร้อยละ 80 ของมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด) อายุต่ำสุดที่พบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกคือ 17 ปี และสูงสุดคือ 91 ปี

มะเร็งปากมดลูกจะไม่แสดงอาการเจ็บปวดใดๆ ให้ทราบในช่วงแรก ซึ่งเซลล์ที่มดลูกมีโอกาสกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้โดยที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว และเซลล์นั้นจะค่อยๆ กลายเป็นเซลล์มะเร็งที่รุนแรงในที่สุด จนกระทั่งลุกลามไปที่อื่นซึ่งอยากต่อการรักษา วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายนี้คือ เข้ารับการตรวจและทำการรักษาเสียแต่เนิ่นๆ โดยสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มาจากการติดเชื้อไว้รัสฮิวแมนแพพิโลมา ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่าเชื้อ “ เอชพีวี ” (Human Papilloma Virus : HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก เชื้อเอชพีวีมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

- เชื้อเอชพีวี ชนิดก่อมะเร็ง เช่น สายพันธุ์ 16 , 18 , 31 , 33 และ 45 ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคถึงร้อยละ 70 – 90
- เชื้อเอชพีวี ชนิดไม่ก่อมะเร็ง เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหูดที่อวัยวะเพศ

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกคือ การมีคู่นอนหลายคน มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย ตั้งครรภ์หรือมีลูกหลายคน มีประวัติเป็นกามโรค การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน และสำหรับผู้ที่ประจำเดือนมาผิดปกติ มีเลือดออกจากช่องคลอดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวมีสีและกลิ่นผิดปกติ เมื่อสังเกตพบความผิดปกติเหล่านี้ให้รีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดทันที

มะเร็งปากมดลูกเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้

วิธีการตรวจแป๊ปแบบดั้งเดิม (Conventional Pap smear) โดยทำการตรวจหาเซลล์มะเร็งที่ปากมดลูก หรือตรวจหาเซลล์ที่อาจจะกลายเป็นมะเร็ง โดยแพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยไม้พาย จากนั้นป้ายลงบนสไลด์แก้ว นำส่งป้องปฏิบัติการเพื่อย้อมสี และตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ การตรวจด้วยวิธีนี้พบว่ามีการปนเปื้อนของมูก เซลล์เม็ดเลือด หรือการซ้อนทับกันของเซลล์หนาแน่น อาจทำให้บดบังเซลล์ผิดปกติได้ ทำให้อ่านผลยากโอกาสผิดพลาดสูง

วีธีตินแพร็พ (ThinPrep Pap Test) เป็นการตรวจโดยใช้อุปกรณ์เฉพาะเก็บตัวอย่าง โดยแพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ จากนั้นจะนำเซลล์ตัวอย่างที่เก็บมาได้ทั้งหมดใส่ลงในขวดน้ำยาเพื่อรักษาเซลล์ ซึ่งจะทำให้ได้เซลล์ตัวอย่างครบถ้วน นำส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมสไลด์ด้วยเครื่องอัตโนมัติ ทำให้ลักษณะสไลด์เป็นรูปแบบเดียวกัน เซลล์เรียงตัวแบบบางไม่ซ้อนทับกัน มองเห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่าย โอกาสพบเซลล์ผิดปกติสูง การศึกษาวิจัยสถาบันทั่วโลกพบว่าจากการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกโดยวิธี “ ตินแพร็พ ” นั้นให้ผลดีกว่าการตรวจแบบเก่าประมาณ 65 % และเป็นวีธีเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาว่าใช้แทนการตรวจแบบเดิมได้ และมีประสิทธิภาพสูงกว่า

วีธีตินแพร็พร่วมกับการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี (ThinPrep Pap Test + HPVch2) การตรวจหาเชื้อเอชพีวี เป็นการตรวจหาดีเอ็นเอของไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกโดยตรง โดยวิธีการตรวจนี้จะได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อตรวจร่วมกับการตรวจตินแพร็พ

นอกจากการป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจคัดกรองแล้ว การฉีด “วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก” ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน

ตัววัคซีนทำจากส่วนประกอบของโปรตีนที่เปลือกหุ้มของเชื้อไวรัส HPV เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสนี้ได้ และมีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อ HPV ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด โดยเชื้อ HPV ที่ก่อโรคมะเร็งปากมดลูก แต่ละสายพันธุ์มีอุบัติการณ์ของการก่อโรคมะเร็งปากมดลูกแตกต่างกัน โดยสายพันธุ์หลักๆ ที่เป็นสาเหตุคือ สายพันธุ์ 16 (ร้อยละ 57.4) สายพันธุ์ 18 (ร้อยละ 16.6) เนื่องจากวัคซีนประกอบด้วย HPV 16, 18 จึงสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เพียงร้อยละ 70 แต่วัคซีนบางชนิดก็มีถึง 4 สายพันธุ์คือ 16, 18, 6, 11 ซึ่งสายพันธุ์ 6, 11 เป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ดังนั้นถ้าได้รับวัคซีน 4 สายพันธุ์นี้ก็จะสามารถป้องกันหูดหงอนไก่ได้ด้วย

ปัจจัยที่สำคัญในประสิทธิภาพของวัคซีนอีกอย่างหนึ่งคือ วัคซีนจะป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ต่อเมื่อผู้ที่รับวัคซีนต้องไม่มีการติดเชื้อ HPV ในสายพันธุ์เดียวกันกับที่มีอยู่ในวัคซีน เพราะหากมีการติดเชื้อในสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งในวัคซีนอยู่แล้ว การฉีดวัคซีนสายพันธุ์นั้นจะไม่ได้ผล เช่นหากมีการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 อยู่ เมื่อฉีดไปแล้วจะได้ผลคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์ 18 เท่านั้น โดยผลคุ้มกันสายพันธุ์ 18 จะได้ผลถึงร้อยละ 100 แต่ผลคุ้มกันสายพันธุ์ 16 จะไม่ได้ผลเลย

โดยสรุป การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เพียงร้อยละ 70 โดยประมาณ จะได้ผลดีต่อเมื่อผู้รับวัคซีนต้องไม่มีการติดเชื้อในสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งที่มีอยู่ในวัคซีน ดังนั้นจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนในหญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน คือตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไปจะได้ผลดียิ่งขึ้น โดยพบว่าภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 9-15 ปี จะได้ผลดีกว่าการฉีดในผู้ใหญ่ 2-3 เท่า

ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

ตรวจร่างกาย(ด้วยตนเอง)ค้นความเสี่ยง

February 28th, 2011

หลีกเลี่ยง 6 มะเร็งร้ายยอดฮิต..!!

ปัจจุบัน “โรคมะเร็ง” เป็นอีกโรคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยสาเหตุมาจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม มลพิษ ที่เปลี่ยนไปและการใช้ชีวิตที่หนักหน่วงทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงที่ไม่ ค่อยจะทะนุถนอมสุขภาพกันเท่าที่ควร เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ ฯลฯ จึงก่อให้เกิดมะเร็งร้ายต่าง ๆ ตามมา ดังนั้นถ้าเรารู้จักสำรวจและตรวจหาความเสี่ยงด้วยตัวเองก่อนก็จะช่วยป้องกัน มะเร็ง 6 ชนิดยอดฮิตได้

นายแพทย์ศักดิ์พิศิษฏ์ นวสิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลวัฒโนสถ ให้ความรู้ว่า โรคมะเร็งในปัจจุบันนี้เราให้ความสนใจมากขึ้นและถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควร ทำความรู้จัก โดยเฉพาะมะเร็ง 6 ชนิดที่พบกันบ่อยได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยเราจะเริ่มสกรีน มะเร็งในผู้หญิงกันก่อนอันดับหนึ่งคือ “มะเร็งเต้านม” พบในกลุ่มเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ได้แก่ คนไข้ที่มีประวัติการเป็นมะเร็งในครอบครัว, มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างใดข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งก็มีความเสี่ยงที่ จะเป็นมากขึ้น ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่มีพฤติกรรมบริโภคอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ กลุ่มที่มีประจำเดือนมาเร็วก่อนอายุ 12 ปี หรือประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปีขึ้นไป, คนที่มีลูกช้าตั้งแต่อายุ 30 ปี ขึ้นไปหรือไม่มีลูก

ในเมื่อเรามีความเสี่ยงทั้งในกลุ่มพันธุกรรมและปัจจัยอื่น ๆ จึงอยากให้คนกลุ่มนี้ลองสำรวจความเสี่ยงด้วยตัวเองได้โดยการตรวจเต้านมด้วย ตัวเองทุก ๆ 1 เดือนหรือสังเกตอาการผิดปกติดังนี้ คลำพบก้อนเนื้อที่เป็นไตแข็งผิดปกติที่เต้านม มีน้ำเหลืองและเลือดไหลจากเต้านม ผิวหนังบริเวณเต้านมมีรอยบุ๋ม หัวนมถูกดึงรั้งผิดปกติ เต้านมทั้ง 2 ข้างไม่อยู่ในระดับเดียวกัน ขนาดและรูปร่างผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ นอกจากนี้เราควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจโดยใช้เครื่องแมมโมแกรมทุกปี เพราะหากตรวจเจอตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถรักษาหายได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์

มะเร็งปากมดลูก” กลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยและจะเสี่ยงมากยิ่งขึ้นหากมีเพศ สัมพันธ์กับชายมากกว่า 1 คน โดยสาเหตุหลักเกิดจากเชื้อไวรัส เอชพีวี มีการศึกษาวิจัยพบว่าไวรัสตัวนี้เป็นตัวที่กระตุ้นให้เซลล์เปลี่ยนเป็นเซลล์ มะเร็งและสามารถถ่ายทอดติดต่อได้เหมือนกับเชื้อกามโรค คือสามารถถ่ายทอดจากผู้ชายไปสู่ผู้หญิงและจากผู้หญิงไปสู่ผู้ชาย อาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกผิดปกติไม่ตรงกับรอบเดือนหรือในสตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว ตกขาวเรื้อรัง ทางที่ดีใครที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส เอชพีวี และทำ แพ็พสเมียร์ ปีละครั้ง โดยมะเร็งปากมดลูกในระยะแรกจะรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ถ้าพบในระยะแรกการรักษาจะมีประสิทธิภาพมาก อัตราการหายสูงกว่า 90-95%

ส่วนมะเร็งในผู้ชายอันดับหนึ่งคือ “มะเร็งปอด” สาเหตุหลักใหญ่ที่เราทราบกันดีคือ ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์เกิดจากการสูบบุหรี่และบวกกับการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ ไม่ดี เช่น คนสัมผัสกับมลพิษทางอากาศเป็นประจำ โดยมะเร็งปอดค่อนข้างเป็นกันเยอะ เพราะการดำเนินโรคเร็ว ส่วนใหญ่จะตรวจเจอก็อยู่ในระยะที่ 3-4 แล้ว ดังนั้นคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ มีการสูบบุหรี่เยอะ ๆ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเราต้องตรวจคัดกรองตัวเอง เช่น ถ้ามีอาการไอเรื้อรัง ไอแห้ง ๆ มีเสมหะ ไอเป็นเลือด เสียงแหบ หอบเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เจ็บบริเวณทรวงอก น้ำหนักลดมากกว่าปกติ มีไข้เรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ซึ่งอาจจะเป็นมะเร็งปอดได้

ต่อมา “มะเร็งตับ” เป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ชายเป็นอันดับ 2 มี 2 ชนิด ได้แก่ มะเร็งในท่อน้ำดี ซึ่งเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับ มีรายงานว่าจังหวัดขอนแก่นมีสถิติผู้ป่วยสูงที่สุดในโลก เกิดจากพฤติกรรมการกินที่เราชอบกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ กัน ได้รับพยาธิดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย จึงต้องแก้ไขที่พฤติกรรมการกิน หากเรากินครั้งเดียวและโดนไข่พยาธิก็เป็นได้ทันที ส่วนอีกชนิดหนึ่ง คือมะเร็งของเซลล์ตับ สาเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ชนิดซี และมีรายงานว่ามีอีกหลายชนิดตามมา แต่เราสามารถป้องกันในระดับหนึ่ง นอกจากไวรัสแล้วยังมีสารอะฟลาทอกซินที่เกิดจากเชื้อราบางชนิดอยู่ในอาหาร จำพวกพวกกระเทียมแห้ง ถั่วลิสงแห้ง ข้าวโพดแห้ง ถ้าเรากินเข้าไปก็จะเกิดโรคได้ ดังนั้นต้องรู้จักสังเกตว่าถ้าถั่วไม่สดใหม่ก็อย่ารับประทาน หรือในกลุ่มคนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ

มะเร็งตับส่วนใหญ่ตรวจเจอเมื่อเป็นมากแล้วและรักษาไม่ค่อยทัน เนื่องจากธรรมชาติของโรคจะดำเนินเร็ว เพราะหากเป็นแล้วมักเสียชีวิตได้ภายใน 3-6 เดือน ฉะนั้นคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรตรวจร่างกายทุก 3 เดือนหรือสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณอันตรายคือ ปวดในท้องบริเวณชายโครงด้านขวา ท้องอืด โตขึ้น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผอมลงหรือน้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเป็น สีเข้มควรรีบพบแพทย์

ส่วน “มะเร็งลำไส้ใหญ่” เกิดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากลำไส้ต้องรับสารพัดสิ่งของที่เรารับประทานเข้าไปและมีของเสียที่ ต้องขับถ่ายออก เมื่ออายุมากขึ้นทำให้เกิดภาวะเสื่อมหรืออาจเกิดโดยกรรมพันธุ์บางชนิด และกลุ่มที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสัตว์จะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำ ไส้สูงมากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงจึงต้องรู้จักสังเกตตัวเองว่ามีระบบขับถ่ายที่เปลี่ยนไป หรือไม่ เช่น ท้องผูกท้องเสียสลับกัน ปวดท้องบ่อย ๆ ไม่ทราบสาเหตุ อุจจาระมีเลือดปนหรือถ่ายเป็นเลือด อ่อนเพลีย น้ำหนักลด

สุดท้าย “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” เป็นมะเร็งที่พูดถึงบ่อยเช่นกัน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮ็อดกิน (Hodgkin ’s Lymphoma) มักพบในเด็กและวัยหนุ่มสาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนันฮ็อดกิน (Non- Hodgkin ’s Lymphoma) มักพบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุหรือผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ โดยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย ตาเปล่า จึงสังเกตอาการง่าย ๆ คือ ถ้ารู้สึกมีไข้ต่ำ ๆ ไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลด เหงื่อออกในเวลากลางคืน คลำได้เป็นก้อนแต่ไม่เจ็บที่บริเวณคอ ขาหนีบ รักแร้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษา

ทั้งหมดเป็นมะเร็งที่เราเจอบ่อยในปัจจุบัน ซึ่งวิธีการรักษาก็ไม่ยากแล้ว ผลการรักษาก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เช่น การรักษาด้วยการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัดหรือคีโม การฉายรังสีหรือฉายแสง แต่จะยากในคนไข้บางคน เช่น เป็นมะเร็งในบางตำแหน่งที่ต้องการรักษาให้หายและรักษารูปลักษณ์ไว้เพื่อไม่ เป็นปมด้อยในการใช้ชีวิตในสังคม ซึ่งการรักษาให้ดีทุกอย่างค่อนข้างยาก ทำให้หลายฝ่ายต้องร่วมมือกันที่เราเรียกว่า “ทีมแพทย์สหสาขา” คือทางด้านมะเร็ง  เช่น หมอผ่าตัด หมอให้ยาเคมีบำบัด หมอฉายรังสี หมอตรวจชิ้นเนื้อ หมอเอกซเรย์ หมอที่ดูแลเรื่องความเจ็บปวด และหมอที่ดูแลเฉพาะด้าน เช่น ถ้าเป็นมะเร็งปอด หมอที่เชี่ยวชาญด้านปอดจะมาช่วยดูแลและวางแผนการรักษาร่วมกันคนไข้จะได้รับ ประโยชน์สูงสุดและมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดที่เราได้เริ่มทำกันแล้ว

ดังนั้นเมื่อมีทีมแพทย์สหสาขาที่ครบถ้วนพร้อมที่จะช่วยให้เราฝ่า โรคร้ายอย่างมะเร็งไปได้แล้วแบบนี้ ขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองแล้วว่าจะสามารถตรวจวัดความเสี่ยงด้วยตัวเองได้มากน้อย เพียงใดเพื่อนำไปสู่การรักษาที่ทัน ถ่วงทีและมีชีวิตที่ยืนยาวด้วยการดูแลสุขภาพให้ดีก่อนโรคร้ายจะถามหา.

@@@

เคล็ดลับสุขภาพ : ‘งาขาว-งาดำ’ อุดมด้วยวิตามิน…ดีต่อสุขภาพ

งา เป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมายที่ใครหลาย ๆ คนอาจคาดไม่ถึง เพราะเห็นเป็นพืชเมล็ด เล็ก ๆ เท่านั้น แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า เจ้าพืชเมล็ดจิ๋วนี้ที่ สามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมาย แถมยังสามารถนำมาบำรุงผมให้ดกดำและบำรุงผิวพรรณให้สวยงาม ได้อีกด้วย

ปัจจุบันมีการวิจัยค้นคว้าถึง คุณประโยชน์ของ “งา” กันมากขึ้น ซึ่งงาที่เรารู้จักกันมี 2 สี ได้แก่ งาขาวและงาดำ จากการศึกษาพบว่าในงามีสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายหลายด้าน ได้แก่ สรรพคุณทางยา คือ แก้ปัสสาวะ อุจจาระขัด โดยใช้เมล็ดงา 20-25 กรัม แช่ในน้ำเดือดหรือต้มรับประทานขณะท้องว่าง ถ้าความดันโลหิตสูงให้ใช้เมล็ดงา น้ำส้ม ซีอิ๊ว และน้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันแล้วต้มด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุก รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นประจำ ถ้าไอแห้ง ไม่มีเสมหะให้นำเมล็ดงา 250 กรัม น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม บดรวมกันรับประทานครั้งละ 15-20 กรัม จากนั้นนำผงที่ได้เติมน้ำเดือดไว้สัก 2-3 นาที ดื่มขณะยังอุ่น ๆ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น สำหรับน้ำมันงาช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม โดยไปเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบ ๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะ เพิ่มความชุ่มชื้นบำรุงเส้นผม

นอกจากนี้สารอาหารในงายังอุดมไปด้วย วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 9 และวิตามิน ไบโอติน โคลีน ไอโนสิตอล กรดพาราอะมิโนแบนโซอิค ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยบำรุงประสาทให้เป็นไปอย่างปกติ ส่วนกรดไขมันไลโนลีอิกที่มีอยู่มากในงานั้นก็เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็น อย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตและสามารถเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังได้ดี ที่สำคัญงายังเป็นแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก บำรุงเลือด ธาตุไอโอดีน ป้องกันโรคคอพอก ธาตุสังกะสี บำรุงผิวหนัง ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟัน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในงามีแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผักชนิดอื่นถึง 20 เท่า ซึ่งธาตุทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นแร่ธาตุที่สำคัญมาก ในการเสริมสร้างกระดูก

อย่างไรก็ตามหากใครที่มักมีอาการ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย งายังเป็นอาหารที่สามารถช่วยบำรุงกำลังได้เป็นอย่างดีและยังให้ความอบอุ่น แก่ร่างกาย ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันอาการท้องผูก รักษาอาการนอนไม่หลับ และยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดบางชนิดได้อีกด้วย

เห็นสรรพคุณที่มากมายของงากันแบบนี้แล้ว อย่าลืมหามารับประทานกันบ้างนะคะ ไม่ว่าจะนำงามาโรยกับขนมปัง ใส่ในเครื่องดื่มร้อน ๆ หรืออาหารต่าง ๆ ก็ได้รสชาติที่ดีไปอีกแบบแถมดีต่อสุขภาพอีกด้วย.

(ข้อมูลจากกลุ่มสารนิเทศและวิเทศ สัมพันธ์ สำนักยุทธศาสตร์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก)

@@@

สรรหามาบอก

-ชมรมต้อหินแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมงาน ’วันต้อหินโลก“ ใน วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2554 เวลา 06.00-11.00 น. ณ อาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี ภายในงานพบกับกิจกรรมการเดินรณรงค์ “รวมพลังระวังต้อหิน”, ชมนิทรรศการต้อหิน, เสวนารู้ลึก รู้จริงเรื่องต้อหินและกิจกรรมตอบปัญหากับดารานักแสดง อาทิ เขมนิจ จามิกรณ์, กาญจนา จินดาวัฒน์ และวินัย พันธุรักษ์ สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiglaucoma.org หรือสอบถาม โทร. 0-2938-4450-4

-โรงพยาบาลมนารมย์ ขอเชิญประชาชนผู้สนใจรับฟังการบรรยายเรื่อง ’ไบโพลาร์…โรคอารมณ์แปรปรวนที่รักษาได้“  โดย นพ.โกวิทย์ นพพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ ใน วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2554 เวลา 08.30–12.00 น. ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลมนารมย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น สนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0-2725-9595, 0-2399-2822

-บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด จัดทำหนังสือ ’โพรไบโอติก (Probiotic) จุลินทรีย์สุขภาพดี“  โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการ และคุณประโยชน์ของจุลินทรีย์แก่ผู้บริโภค อาทิ โพรไบโอติกดีต่อสุขภาพอย่างไร การส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันที่ดีด้วยโพรไบโอติก ฯลฯ สนใจติดต่อขอรับหนังสือ (ฟรี) ได้ที่ โทร. 0-2881-2222 หรือดาวน์โหลดที่ www.dutchmill.co.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

ที่มา เดลินิวส์