Posts Tagged ‘ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ’

คนวัย 40-60 เสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองโป่ง

March 23rd, 2011

โรคหลอดเลือดสมองโป่ง (Cerebral Aneurysm) เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะสามารถเกิดขึ้นได้ในคนปกติทั่วไปในทุกเพศทุกวัย แต่ส่วนมากพบในคนอายุ 40-60 ปี เพศหญิงพบมากกว่าเพศชายเล็กน้อย (1.6:1) โดยโรคหลอดเลือดสมองโป่งมักจะตรวจพบเมื่อมีอาการแตก ซึ่งเมื่อผู้ป่วยเกิดหลอดเลือดสมองโป่งแตกในสมอง (Rupture Aneurysm) จะมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง คือ 50%, เกิดความพิการ 25% และสามารถหายเป็นปกติแค่ 25% แต่หากตรวจพบหลอดเลือดสมองโป่งก่อนที่จะแตกจะมีอัตราการเสียชีวิตเพียง 2-3%, เกิดความพิการ 7% และกว่า 90% สามารถเป็นปกติ ดังนั้น ถ้าเราสามารถวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองโป่งที่ยังไม่แตกและรักษาตั้งแต่แรกก็จะได้ผลที่ดีกว่า เพราะจะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการลงได้

สาเหตุ เกิดจากผนังเส้นเลือดแดงเส้นใดเส้นหนึ่งส่วนแขนงอ่อนแรง โดยกลไกการเกิดเชื่อว่าเกิดขึ้นเนื่องจากความผิดปกติแต่กำเนิดของผนังเส้นเลือด หรืออีกทฤษฎีเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายหลัง เนื่องจากผนังหลอดเลือดถูกแรงดันกระแทกอยู่ตลอดเวลา เป็นผลให้ผนังผิดปกติ แล้วจึงถูกดันให้โป่งเป็นกระเปาะออกมา ซึ่งหลอดเลือดโป่งในสมองที่เสี่ยงต่อการแตกจะขึ้นอยู่กับ ขนาด และตำแหน่งของเส้นเลือดสมองโป่ง, รูปร่างของเส้นเลือดที่โป่ง, อายุและเพศของคนไข้ รวมถึงสุขภาพและประวัติครอบครัวของคนไข้

ปัจจัยเสี่ยง
- การสูบบุหรี่
- ความดันโลหิตสูง
- การดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมากเป็นประจำ
- มีระดับไขมันในเลือดสูง
- การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นประจำ

อาการเตือน โดยทั่วไปจะไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติก่อนแตก นอกจากบางรายที่มีอาการ โดยส่วนใหญ่จะมีอาการดังต่อไปนี้
- ปวดศีรษะมากอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนหรือเหมือนหัวจะระเบิด บางรายจะมีอาการอาเจียนร่วมด้วย
หนังตาตก มองเห็นภาพซ้อน หรือตาเหล่กระทันหัน และจักษุแพทย์หาสาเหตุไม่พบ

การตรวจวินิจฉัย
การตรวจหาหลอดเลือดโป่งในสมอง ปัจจุบันใช้เครื่องตรวจหลอดเลือดสมองด้วยสนามแม่เหล็ก (MRA) หรือในบางกรณีที่จำเป็นจะใช้การฉีดสีทึบแสงตรวจเส้นเลือด (Angiography) ร่วมด้วย หรือการใช้เครื่อง X-ray คอมพิวเตอร์ (CTA) ช่วยในการดูหลอดเลือดในสมองแล้วแต่กรณี

ทางเลือกของการรักษา
- การรักษาเส้นเลือดสมองโป่งที่แตก เมื่อตรวจพบว่ามีเส้นเลือดโป่งในสมองแตก จะทำการรักษาทันทีโดยการผ่าตัด ซึ่งแนวทางการรักษามี 2 วิธี คือ
การผ่าตัดเข้าไปหนีบคอเส้นเลือดที่โป่ง (Microsurgical Clipping) เป็นวิธีที่ใช้เป็นส่วนใหญ่
การแยงสายเข้าไปในเส้นเลือดแล้วปล่อยขดลวดเข้าไปอุดเส้นเลือดโป่ง (Coil Embolization) ใช้ในกรณีที่คนไข้ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัด หรือขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเส้นเลือดสมองโป่ง
- การรักษาเส้นเลือดสมองโป่งที่ยังไม่แตก การเลือกแนวทางการรักษาจะมีทีมแพทย์ (ศัลยแพทย์ระบบประสาทร่วมกับรังสีแพทย์) ทำการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาวิธีที่เหมาะสมในคนไข้แต่ละราย ซึ่งแนวทางการรักษามี 3 วิธี คือ
การผ่าตัดเข้าไปหนีบคอเส้นเลือดที่โป่ง (Microsurgical Clipping)
การแยงสายเข้าไปในเส้นเลือดแล้วปล่อยขดลวดเข้าไปอุดเส้นเลือดโป่ง (Coil Embolization)
ในกรณีที่เส้นเลือดสมองโป่งมีขนาดเล็ก (< 7 mm.) ซึ่งมีโอกาสในการแตกต่ำมาก จะใช้วิธีตรวจติดตาม (MRA) เป็นระยะๆ และเมื่อพบว่ามีขนาดใหญ่ขึ้นจึงจะทำการรักษา

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการตรวจรักษา ผู้ป่วยส่วนน้อยมีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อ, เลือดออกหรือชักได้ หลังจากการผ่าตัดส่วนใหญ่จะสามารถรักษาได้ด้วยยา

การป้องกัน ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาเส้นเลือดสมองโป่งก่อนที่จะมีอาการแตก โดยกรณีที่ควรตรวจหาอย่างยิ่ง คือ
- เมื่อมีญาติสนิทระดับที่ 1 (บิดา มารดา พี่น้อง หรือบุตร) ที่มีเส้นเลือดในสมองแตก 1 คน และมีญาติสนิท ระดับที่ 1 หรือ ระดับที่ 2 (ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา หรือหลาน) มีเส้นเลือดในสมองแตกอีก 1 คน
- ผู้ที่ป่วยเป็นโรคถุงน้ำในไต
- ผู้ที่เคยมีเส้นเลือดในสมองแตก และได้รับการรักษาแล้ว
- ผู้ที่มีอายุ 40-60 ปี และมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
- หลังการรักษาควรติดตามผลการรักษาเป็นระยะๆ เนื่องจากเส้นเลือดโป่งในสมองมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้ในบางราย

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
 www.bangkokhospital.com, www.bangkokhealth.com

หน้าร้อนระวัง ‘โรคลมแดด’

March 17th, 2011

โรคลมแดด

โรคลมแดด นับวันอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้สภาพอากาศในประเทศไทยร้อนจัดกว่าทุกปี ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วยหลายโรค โรคหนึ่งที่มีคนเป็นบ่อยช่วงหน้าร้อนคือ “โรคฮีทสโตรก” หรือ “โรคลมแดด” (Heat Stroke) โรคลมแดดเริ่มมีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2530 จัดได้ว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์อย่างแท้จริง เนื่องจากหากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย และรักษาได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิต และความพิการลงได้อย่างมาก การป้องกันตัวเช่นหากรู้ว่าจะต้องไปทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อน ก็ควรเตรียมตัวโดยการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ร่างกายชินกับสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้ว่าจะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคลมแดด ได้แก่ ทหารผู้ที่เข้ารับการฝึกโดยปราศจากการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมในการเผชิญสภาพอากาศร้อน, นักกีฬาสมัครเล่น และผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ผู้สูงอายุ เด็ก คนอดนอน คนดื่มเหล้าจัด ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งมียาที่มักเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอุณหพาต ได้แก่ แอมเฟตามีน, โคเคน และยาที่ออกฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก ได้แก่ ยาต้านซึมเศร้าชนิดไตรซัยคลิก, ยาต้านฮิสตามีน เป็นต้น

ลักษณะสำคัญของโรคลมแดด
• ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมแดดมักมาด้วยอาการสามอย่าง คือ มีไข้สูง อุณหภูมิแกนสูงกว่า 40.5 องศาเซลเซียส ระบบประสาทกลางทำงานผิดปกติ และไร้เหงื่อ
• สมองท้ายซีรีเบลลัมเป็นสมองส่วนที่ไวต่อความร้อนมากที่สุด จึงอาจพบอาการโซเซได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ
• ความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ ที่อาจพบ ได้แก่ plantar responses, decorticate และ decerebrate posturing, hemiplegia, status epilepticus และหมดสติ
• สัญญาณสำคัญของโรคลมแดดคือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่วๆ ไป ที่จะพบว่ามีเหงื่อออกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที

สาเหตุ
• เกิดจากความร้อนในสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่มีมากเกินไป ส่วนใหญ่เกิดในช่วงที่มีอากาศร้อน พบบ่อยในผู้ที่มีอายุมากและมีโรคเรื้อรัง มักเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง อาการที่สำคัญ คือ อุณหภุมิร่างกายสูง ไม่มีเหงื่อ
• เกิดจากการออกกำลังที่หักโหมเกินไป มักจะเกิดในหน้าร้อนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และนักกรีฑา ผู้ป่วยประเภทนี้จะมีเหงื่อออก นอกจากนี้ยังพบการเกิดการสลายเซลล์กล้ามเนื้อลาย โดยจะมีอาการแทรกซ้อน ได้แก่ ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ และพบมัยโอโกลบินในปัสสาวะด้วย

อาการ
• โรคฮีทสโตรกเป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส
• อาการที่เบื้องต้น ได้แก่ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล สับสน ปวดศรีษะ ความดันต่ำ หน้ามืด ไวต่อสิ่งเร้าง่าย และยังอาจมีผลต่อระบบไหลเวียน
• อาการเพิ่มเติม ได้แก่ ภาวะขาดเหงื่อ เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว ไตล้มเหลว มีการตายของเซลล์ตับ หายใจเร็ว มีการบวมบริเวณปอดจากการคั่งของของเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ การสลายกล้ามเนื้อลาย ช็อค
• เกิดการสะสมของสารไฟบริน จนไปอุดตันหลอดเลือดขนาดเล็กทำให้อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

การช่วยเหลือเบื้องต้น
• นำผู้มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าออก
• ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน
• เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

การดูแลรักษาผู้ป่วยที่แผนกฉุกเฉิน
• การกู้ชีพเบื้องต้น
• วิธีการลดอุณหภูมิกาย

การกู้ชีพเบื้องต้น
• ในเบื้องต้นต้องให้ความเอาใจใส่กับระบบทางเดินหายใจ และระบบการไหลเวียนโลหิต รวมทั้งให้ออกซิเจนตามความเหมาะสม
• ติดตามสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องวัดชีพจร และออกซิเจนในเลือดชนิดอัตโนมัติ และควรติดเครื่องตรวจวัดระบบไหลเวียนเลือดที่แม่นยำร่วมด้วย
• เปิดหลอดเลือดดำอย่างรวดเร็ว แต่ต้องระวังการให้สารน้ำ โดยแนะนำให้เริ่มให้สารน้ำด้วยน้ำเกลือนอร์มัล หรือสารละลายริงเกอร์แลคเตท ประมาณ 250 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยสูงอายุหรือมีโรคหัวใจ และหลอดเลือด ควรตรวจวัดด้วยความดันพัลโมนารีเว็ดจ์ เพื่อเป็นแนวทางในการให้สารน้ำ รวมทั้งใส่สายสวนปัสสาวะ
• ต้องมีการตรวจวัดอุณหภูมิแกนเป็นระยะๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การสอดปรอทวัดอุณภูมิกายทางทวารหนักชนิดอิเลกทรอนิกส์ การใช้เครื่องวัดอุณหภูมิที่เป็นแก้วอาจเป็นอันตรายในผู้ป่วยที่ชักหรือมีสภาพจิตที่เปลี่ยนแปลงไปได้

วิธีการลดอุณหภูมิกาย
• เป้าหมายของการรักษาในเบื้องต้น คือการลดอุณหภูมิแกนกายอย่างรวดเร็วให้ลงมาที่ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการใช้วิธีทางกายภาพ การใช้ยาลดไข้มักจะไม่ได้ผล
• การแช่ผู้ป่วยลงในน้ำเย็นเป็นข้อห้ามสัมพัทธ์ หากผู้ป่วยต้องได้รับการช็อคหัวใจ หรือใส่เครื่องตรวจวัดระบบไหลเวียนเลือด
• ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลปกป้องทางเดินหายใจ ไม่ควรสวนล้างกระเพาะอาหารด้วยน้ำแข็ง การล้างกระเพาะอาหารด้วยน้ำผสมน้ำแข็งอาจทำได้อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยที่ใส่ท่อหลอดลมแล้ว
• การทำให้เย็นด้วยการล้างช่องเยื่อบุท้องด้วยน้ำแข็ง เป็นวิธีการที่มีประสิทธิผล และทำให้ส่วนกลางของร่างกายเย็นลงอย่างรวดเร็ว วิธีการลดอุณหภูมิกายดังกล่าว ควรหยุดเมื่ออุณหภูมิแกนซึ่งวัดทางทวารหนักลดลงถึง 40 องศาเซลเซียส เพราะหากยังคงดำเนินวิธีการทำให้เย็นต่อไปจนต่ำกว่าอุณหภูมิดังกล่าวนี้ มักทำให้เกิดภาวะอุณหภูมิต่ำเกินไปได้ การล้างช่องเยื่อบุท้องด้วยน้ำแข็งก็มีข้อห้ามสัมพัทธ์ในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์หรือเคยได้รับการผ่าตัดช่องท้องมาก่อน
• การทำให้เย็นโดยอาศัยการระเหยของน้ำทำได้ด้วยการถอดเสื้อผ้าของผู้ป่วยออกให้หมด แล้วเช็ดตัวผู้ป่วยให้ทั่วด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือใช้กระบอกพ่นละอองน้ำ พรมให้ทั่วตัวผู้ป่วย ซึ่งอาจใช้กระบอกพลาสติก เช่นเดียวกับการพรมน้ำเสื้อผ้าเตรียมรีด ตั้งพัดลมให้เป่าที่ตัวผู้ป่วยโดยตรงตลอดเวลา อย่าปกคลุมตัวผู้ป่วยด้วยผ้าแล้วทำให้เปียก เนื่องจากจะขัดขวางการระเหยของน้ำจากผิวหนัง
• พบว่ามีภาวะแทรกซ้อนเพียงสองอย่างเท่านั้นที่อาจเกิดได้จากการทำให้เย็น โดยอาศัยการระเหยของน้ำ คือการสั่น และไม่สามารถติดอิเลคโทรดที่ผิวหนังด้านหน้าของผู้ป่วยได้ อาการสั่นสามารถบำบัดได้ด้วยการให้ยาเบนโซไดอะซีปีนเข้าหลอดเลือดดำ และอิเลคโทรดสามารถติดที่ด้านหลังตัวผู้ป่วยได้

โรคและภาวะแทรกซ้อน
• แม้ในผู้ป่วยที่อายุน้อย และมีสุขภาพดีมาก่อนก็อาจพบภาวะหัวใจวาย, ปอดบวมน้ำ และการทรุดลงของระบบหัวใจ และหลอดเลือด ในทุกอายุการมีภาวะความดันโลหิตต่ำ, ปริมาณเลือดออกจากหัวใจลดลง และการลดลงของหทัยดัชนี บ่งชี้ถึงการพยากรณ์โรคที่แย่ ในกรณีดังกล่าวนี้ อาจมีความจำเป็นต้องใช้สายสวนหลอดเลือดใหญ่ เพื่อประเมินการให้สารน้ำอย่างเหมาะสม
• ความผิดปกติของตับ และไตอาจพบได้ในผู้ป่วยโรคลมแดด อุณหภูมิที่สูงอาจก่อให้เกิดภยันตรายได้โดยตรง ก่อให้เกิดกสรตายของเซลล์ เป็นผลให้ตรวจพบการทำงานของตับผิดปกติได้ แต่มักไม่ใคร่พบว่าเป็นดีซ่าน การตรวจปัสสาวะมักพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะที่ตรวจพบได้ในกล้องจุลทรรศน์ พบโปรตีนในปัสสาวะได้อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนด้วยภาวะพร่องปริมาตร และมีปริมาณเลือดที่ไปสู่ไตลดลง อาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ โรคลมแดดที่เกิดจากการออกกำลังกายมักแทรกซ้อนด้วยการสลายตัวของกล้ามเนื้อ บางครั้งมีภาวะมัยโอโกลบินในปัสสาวะอย่างมาก และมีภาวะไตวาย ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวนี้อาจไม่ได้เกิด ในช่วงแรก แต่อาจพบได้ในหลายวันหลังจากการได้รับภยันตราย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตรวจวัดระดับครีอะตินีนฟอสโฟไคเนส และการตรวจหน้าที่ไต เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
• การตรวจสภาพการแข็งตัวของเลือดอาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ระดับโปรธรอมบินในเลือดต่ำ และระดับไฟบริโนเจนในเลือดสูง
• ความร้อนอาจทำภยันตรายต่อเยื่อบุหลอดเลือดทำให้เกร็ดเลือดเกาะกลุ่มเพิ่มขึ้น ผนังหลอดเลือดฝอยเปลี่ยนแปลงไป, โปรตีนในพลาสมาถูกทำลายจากความร้อน ซึ่งเป็นผลให้ระดับโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดลดลง และอาจพบภาวะเลือดออกทั่วร่างกาย หรือภาวะสลายไฟบรินผิดปกติได้

การป้องกัน

• เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมในกรณีที่จะต้องเผชิญสภาพอากาศร้อน โดยการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพให้เคยชินกับอากาศร้อน
• หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10-15 นาฬิกา
• ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรือออกกำลัง ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละประมาณ 1 ลิตร หรือ 4-6 แก้วต่อชั่วโมง แม้ไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม
• สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี
• ใช้โลชั่นกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟตั้งแต่ 15 ขึ้นไป ก่อนออกจากบ้าน
• สำหรับเด็กเล็ก และคนชราที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยพยายามจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อม หรือห้องที่มีอากาศระบายได้ดี ในเด็กอาจต้องกำหนดให้มีระยะพักระหว่างการเล่นทุกหนึ่งชั่วโมง และให้ดื่มน้ำหนึ่งแก้วในระหว่างพัก
• อย่าเพิกเฉยต่อความรู้สึกร้อน หรือเหนื่อยเกินไปของเด็ก และคนชรา และอย่าปล่อยให้เด็ก หรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง
• หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย หรือต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ
• หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และยาเสพติดทุกชนิด

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
 http://www.bangkokhospital.com , http://www.bangkokhealth.com

หมอแนะสำรวจสรีระก่อนเกิดปัญหา

February 10th, 2011

กระดูกสันหลังคดเป็นอีกหนึ่งปัญหาทางสรีระที่หลายคนวิตกกังวล เพราะส่งผลถึงบุคลิกภาพ ที่ อาจทำให้ใครหลายคนดูสง่างามน้อยลง จนพลาดโอกาสที่จะทำงานในบางอาชีพได้

นายแพทย์ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ไขความกระจ่างเกี่ยวกับโรคกระดูกสันหลังคดว่า เป็นภาวะที่กระดูกสันหลังมีความโค้งในแนวซ้ายหรือขวาที่ผิดปกติ หรืออาจมีการบิดหมุนออกไปจากแนวเดิมของกระดูกสันหลัง ส่งผลให้กระดูกสันหลังมีรูปร่างคดคล้ายรูปตัวเอส S นั่นเอง

โรคกระดูกสันหลังคดนี้มีหลายสาเหตุ อาทิ เคยได้รับอุบัติเหตุที่ทำให้ กระดูกสันหลังได้รับการกระทบกระเทือน แตกหัก การที่กระดูกสันหลังคดมาตั้งแต่ กำเนิด เช่น มีกระดูกสันหลังบางข้อมีรูปร่างที่ผิดปกติ หรือการติดเชื้อในกระดูกสันหลัง แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือ การที่กระดูกสันหลังคดแบบไม่ทราบสาเหตุจะพบถึง 80% ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงอายุของวัยเด็กตั้งแต่ 10 ขวบ จนถึงวัยรุ่น

หลายคนคงสงสัยว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองกระดูกสันหลังคดหรือไม่ ให้ลองถอดเสื้อแล้วยืนหน้ากระจกดู เราจะมองออกเลยว่าตัวเอียง ไหล่ทั้ง 2 ข้าง สูงต่ำไม่เท่ากัน เห็นหลังนูนๆขึ้นมา ระดับของแนวกระดูกสะโพกไม่เท่ากัน และการสังเกตที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดก็คือ ลองยืนตัวตรงเท้าทั้ง 2 ข้างชิดกัน แล้วค่อยๆ ยืดมือทั้ง 2 ข้างลงไปแตะปลายเท้า สังเกตความนูนของหลังซ้าย-ขวาเท่ากันหรือไม่ วิธีที่เห็นผลชัดเจนสุดอีกอย่างคือ การเอกซเรย์นั่นเอง เพราะจะทำให้มองเห็นการเรียงตัวของกระดูกสันหลังได้อย่างชัดเจน และหากพบว่ามีกระดูกสันหลังคดตั้งแต่ในวัยเด็ก สามารถป้องกันไม่ให้เป็นมุมคดมากขึ้นได้ โดยการใช้เสื้อเกราะพยุง ลำตัว (Brace) เพื่อดัดลำตัวไว้ตลอดช่วงวัยรุ่น เมื่อโตเต็มที่กระดูกที่คดจะไม่มากเกินไปจนต้องผ่าตัด

แต่ถ้ามุมการคดมากกว่า 45 องศา อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัด เพื่อจัดแนวกระดูกสันหลังใหม่ การผ่าตัดนี้ใช้หลักการเดียวกับการรักษากระดูกหัก คือการใช้โลหะช่วยดามกระดูกสันหลังให้ตรง เพื่อเป็น การป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป ควรหมั่นสังเกตลูกหลานของท่าน อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และเมื่อสงสัยให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการรักษาและป้องกันในโอกาสต่อไป ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เด็กสาวๆที่มีความฝันกับอาชีพนางฟ้า หรืออาชีพอื่นๆก็ตาม จะได้ไม่ฝันสลายหรือเสียโอกาสการทำงานในอนาคต

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
 www.bangkokhospital.com,www.bangkokhealth.com