Posts Tagged ‘สุขภาพ’

จัดเต็ม..กับวิธีปลดล็อกไขมัน

September 5th, 2011

จัดเต็ม..กับวิธีปลดล็อกไขมัน

หาทางออกกับปัญหารูปร่างที่มีไขมันส่วนเกินให้หมดสิ้น กับวิธีปลดล็อกไขมันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ภายใน 12 นาที

ปัญหาน้ำหนักเกินหรือความอ้วน เกิดจากการที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากกว่าเกณฑ์ปกติ และไม่สามารถนำเอาไขมันที่สะสมไว้ไปใช้ ไขมันเหล่านี้เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญอาหารที่รับประทานเข้าไปได้หมด จึงนำไปสะสมไว้ตามส่วนต่างๆในร่างกาย ธรรมชาติของร่างกาย เมื่ออาหารถูกเปลี่ยนไปเก็บเป็นรูปไขมันสะสม (storage fat) ก็จะปิดตาย ไม่นำเอาไขมันพวกนี้มาใช้อีก เมื่ออดอาหาร แทนที่จะกำจัดไขมัน กลับกลายเป็นว่ากลับนำเอามวลกล้ามเนื้อออกไป กล้ามเนื้อเป็นตัวช่วยเผาผลาญอาหารเป็นพลังงาน เมื่อสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ การเผาผลาญก็ยิ่งแย่ลง ไขมันสะสมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เราถึงต้องเรียกไขมันพวกนี้ว่าไขมันดื้อด้าน มันมาง่ายแต่จากไปยาก การจะเอาชนะไขมันพวกนี้ด้วยการออกกำลังกายและอดอาหาร จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ผู้พยายามลดน้ำหนักหลายๆคน จึงพบกับความล้มเหลว สุดท้ายก็มักกลับมาอ้วนกว่าเดิม

แล้วเราจะปล่อยความอ้วนไว้อย่างนี้หรือ?

คำตอบคือ ไม่ควรเลยค่ะ โดยเฉพาะไขมันที่อยู่บริเวณกลางลำตัว ผู้ป่วยโรคอ้วนโดยเฉพาะรายที่มีไขมันสะสมกลางลำตัว จะมีการผลิตสารเคมีกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคเรื้อรังอื่นๆ การลดน้ำหนักเพียงไม่กี่กิโลกรัมสามารถลดการทำงานของเซลล์ที่ผลิตสารกระตุ้นการอักเสบได้ถึงร้อยละแปดสิบ งานวิจัยยังบอกอีกว่า การลดน้ำหนักราวหกกิโลกรัมถือว่าเพียงพอสำหรับกระตุ้นเซลล์เกี่ยวกับการอักเสบให้กลับไปทำงานเท่าระดับคนปกติทั่วไป

จัดเต็ม..กับวิธีปลดล็อกไขมัน

เดินออกกำลังหลังอาหาร ช่วยลดการก่อตัวของอนุมูลอิสระ?

ดังนั้น การตั้งใจที่จะลดไขมันหรือสัดส่วน แม้ไม่มาก สัก 2-3 นิ้ว หรือ 5- 6 กก. ก็ถือว่าได้ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ให้ห่างไกลจากโรคเรื้อรังที่บั่นทอนสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ ลองดู วิธีง่ายๆที่ทำได้ด้วยตัวเองกันก่อนค่ะ หลังกินอาหารไปแล้วสองชั่วโมง ให้เดินนาน 90 นาที เหตุผลก็คือ ระบบต้านอนุมูลอิสระในร่างกายจะเต็มไปด้วยโมเลกุลของอนุมูลอิสระมากมายหลังอาหารมื้อหนัก และอาหารมันจัด ซึ่งจะเริ่มทำลายเซลล์เนื้อเยื่อชั้นในที่มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดแดง การออกกำลังกายหลังอาหาร ช่วยให้เกิดกระบวนการตรงกันข้าม และสามารถลดอันตรายลงได้ราวร้อยละ 15

เทคโนโลยีใหม่..กำจัดไขมันได้ถึง 90% ภายใน 12 นาที ?

อย่างไรก็ดี วิถีชีวิตในปัจจุบัน ที่ทุกคนต่างมีงานรัดตัวมากมาย การจะหาโอกาสไปเดินออกกำลัง 90 นาที หลังอาหารมื้อหนัก คงไม่ง่ายนัก ในทางการแพทย์จึงมีความพยายามที่จะมีเทคโนโลยีที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกิน เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี ห่างไกลโรคอ้วนและได้สัดส่วนที่สวยงาม เทคโนโลยีหนึ่งที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ ก็ต้องยกให้กับ Zerona เลยค่ะ เพราะไม่เพียงแต่ช่วยลดสัดส่วนได้ 3.5 นิ้ว ในระยะเวลาสั้นๆเพียง 2 สัปดาห์ แต่มันยังสามารถกำจัดไขมันได้ถึง 90% ภายใน 12 นาที และไขมัน 99% จะถูกกำจัดออกจากเซลล์ภายใน 18 นาที ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกา ข้อดีอีกอย่างก็คือให้ผลการรักษาแบบทั้งตัว ทำให้ไขมันในทุกๆจุดลดลง นอกจากนั้น จากงานวิจัยยังพบว่า ผู้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีการนี้ มีระดับไตรกรีเซอร์ไรด์ ลดลงถึง 60% คอเลสเตอรอลในกระแสเลือดลดลง 85% มีปริมาณไขมันดี คือ HDL เพิ่มขึ้นขณะที่ไขมันเลว (LDL) ลดลง สรุปว่ามันช่วยจัดการศัตรูตัวร้ายที่จะทำให้เกิดโรคร้ายเรื้อรังออกไปจากร่างกายเรานั่นเอง

จัดเต็ม..กับวิธีปลดล็อกไขมัน

วิธีใหม่นี้..กำจัดไขมันร้ายได้อย่างไร ?

Zerona เป็นนวัตกรรมปลดล็อกไขมันที่ใช้พลังงานเลเซอร์อุณหภูมิไม่สูง ทำงานโดยส่งพลังงานเข้าหลอมละลายไขมันภายใต้ชั้นผิวหนัง โดยจะทำลายผนังเซลล์ไขมัน และทำให้ไขมันกลายสภาพเป็นของเหลว หรือหลอมละลายเซลล์ไขมันนั่นเอง เมื่อเซลล์ไขมันกลายเป็นของเหลว ก็สามารถถูกดูดซึมและขับออกจากร่างกายในรูปของของเสียได้อย่างง่ายดาย

แม้จะมีเทคโนโลยีช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินได้ไม่ยากในปัจจุบัน แต่การดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ และเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดแป้งและน้ำตาล ก็จะทำให้เรามีสุขภาพดีในระยะยาว และมีรูปร่างดีอย่างถาวรได้ด้วย

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

อ้วนลงพุง..สัญญาณเตือนภัยร้าย อันตรายต่อสุขภาพ

July 26th, 2011

โรคตามใจปาก นอกจากจะทำให้หุ่นที่เคยฟิตและเฟิร์ม กลายร่างเป็นห่วงยางแล้ว ปัญหาสุขภาพนั้นก็จะตามมาในหลายๆเรื่อง..

“อ้วนลงพุง” ..ได้ยินคำนี้ทีไร หลายคนคงยากอุดหูไม่อยากรับรู้ และไม่อยากส่องกระจกมองตัวเองกันเลย แม้ว่าพฤติกรรมนั้นดูออกจะตรงกันข้าม เพราะยังคงตามใจปากตัวเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วเรื่องความอ้วน และมีพุงที่หน้าท้องก็จะตามมา เนื่องจากเกิดการสะสมของไขมันที่บริเวณหน้าท้อง แต่ว่าไขมันในส่วนนี้มีทั้งไขมันที่อยู่ในช่องท้อง และไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง หากมีไขมันช่องท้องมากจะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าไขมันที่อยู่ตามแขนหรือขา คนที่มีไขมันในส่วนที่อยู่ในช่องท้อง( visceral fat) สูงกว่า จะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานมากขึ้น ในผู้หญิงยังมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมอีกด้วย ดังนั้นการตั้งใจที่จะลดไขมันในส่วนนี้นอกจากจะช่วยให้สวยดูดีแล้ว ยังสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังได้ด้วย อ้วนลงพุงจึงไม่ใช่แค่ปัญหาความสวยความงามเท่านั้น แต่มันหมายถึงสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่เหลืออยู่ของคนๆนั้นเลยทีเดียว

ปัญหาเรื่องลงพุงนั้น หลายคนอาจยังเกิดข้อสงสัยว่า หน้าท้องของตัวเรานั้นเกินกี่นิ้วถึงจะเรียกว่าเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งในผู้ชายนั้นต้องไม่เกิน 36 นิ้ว และผู้หญิง 32 นิ้ว ถ้าเกินกว่านี้จัดว่าอ้วนลงพุง และต้องหันมาเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น ยิ่งถ้ารอบเอวเพิ่มขึ้นทุกๆ 5 เซนติเมตร จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน 3-5 เท่า หรือผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอยู่แล้วก็จะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ง่ายกว่าคนปกติถึง 5 เท่าอีกด้วย

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อดูแลสุขภาพไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเหล่านี้ก็คือการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ลดการทานอาหารพวกแป้งและน้ำตาล และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวันๆ ละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การกำจัดไขมันออกจากร่างกายเป็นไปได้ง่ายขึ้น ไม่เจ็บ ไม่ต้องเจาะผิวหนังเหมือนการดูดไขมัน และสามารถกำจัดไขมันอย่างเห็นผลจริงทางการแพทย์ เป็นวิธีที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐอเมริกา อาจเรียกว่าเป็นนวัตกรรมในการปลดล็อกไขมันเลยก็ว่าได้ เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันว่า ไขมันส่วนเกินไม่สามารถเผาผลาญ หรือกำจัดออกจากร่างกายได้ง่ายๆ ก็เพราะเซลล์ไขมันมีขนาดใหญ่และมีผนังเซลล์ปิดกั้นไม่ให้ไขมันถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียน และขับเป็นของเสียออกจากร่างกาย การจะดูดไขมันออกก็ยังจะต้องใช้เลเซอร์เจาะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ไขมัน เพื่อให้มันกลายเป็นของเหลว และสามารถดูดออกมาได้ วิธีการใหม่นี้ ไม่ต้องเจาะ แต่ใช้พลังงานเลเซอร์อุณหภูมิไม่สูง ที่ออกแบบมาเฉพาะ ฉายผ่านผิวหนังลงไป ทำลายผนังเซลล์ไขมัน และทำให้ไขมันกลายสภาพเป็นของเหลว เมื่อเซลล์ไขมันกลายเป็นของเหลว ก็สามารถถูกดูดซึมและขับออกจากร่างกายในรูปของของเสียได้อย่างง่ายดาย วิธีที่ว่านี้มีชื่อว่า Zerona ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกาถึงความสามารถในการกำจัดไขมันได้จริงทางการแพทย์

จากข้อมูลงานวิจัยในการใช้เครื่องมือนี้พบว่า ไขมันที่ได้รับพลังงานจะถูกกำจัดได้ถึง 90% ภายใน 12 นาที และ 99% จะถูกกำจัดออกจากเซลล์ภายใน 18 นาที ค่าเฉลี่ยของสัดส่วน ใน 3 พื้นที่ คือ เอว สะโพก และต้นขา ลดลงมากถึง 6 นิ้ว ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ผู้เข้ารับการรักษา มีระดับไตรกรีเซอร์ไรด์ ลดลงถึง 60% คลอเลสเตอรอลในกระแสเลือดลดลงถึง 85% และมีปริมาณไขมันดี ( HDL) เพิ่มขึ้น ขณะที่ไชมันเลว (LDL) ลดลง

การกำจัดไขมันออกไปจากร่างกายได้ การทำให้รอบเอวลดลงไม่เพียงแต่ให้รูปร่างและสัดส่วนที่ดี แต่มันยังหมายถึงสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย ถึงเวลาที่เราจะต้องดูแลไขมันรอบเอวกันอย่างจริงจังแล้ว กำจัดมันออกไปไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม อย่าปล่อยให้มันมาทำร้ายเราอยู่ฝ่ายเดียว..

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

สิงห์อมควัน ระวังปอดพังก่อนวัยอันควร

July 26th, 2011

ควันบุหรี่เป็นภัยร้ายที่เป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปอด นอกจากนี้ โรคมะเร็งปอดยังเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้บ่อยที่สุดเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น เหตุผลเพราะว่าในควันบุหรี่มีสารประกอบที่อันตรายมากกว่า 4,000 ชนิด โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 60 ชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดโรคมะเร็งปอดนั่นเอง

บุหรี่กับโรคมะเร็งปอด

นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า สิ่งที่ผู้สูบบุหรี่ได้สูดดมเข้าไป ได้แก่ สารทาร์(น้ำมันดิน) นิโคติน(ส่วนผสมยาฆ่าแมลง) คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรเจนไซยานายด์(ก๊าซพิษ) ฟีนอล แอมโมเนีย(สารที่ใช้ทำความสะอาดห้องสุขา) เบ็นซิน และฟอร์มาลดีฮายด์(สารที่ใช้ในการคงสภาพศพ) เป็นต้น ซึ่งสารพิษเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดโทษรุนแรงต่อร่างกาย เช่น สารนิโคติน เป็นสารพิษอย่างแรงที่ทำให้คนเสพติดควันบุหรี่ และทำให้หลอดเลือดมีการหดตัวผิดปกติ ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจและชีพจรเต้นเร็ว หลอดเลือดตีบแคบ เป็นเหตุทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคความดันโลหิตสูงตามมา ส่วนทาร์นั้นมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน โดยเมื่อสูดเอาควันบุหรี่เข้าไปในร่างกาย ส่วนหนึ่งของทาร์จะจับอยู่ที่บริเวณปอด และจะจับรวมกับฝุ่นละอองที่สะสมอยู่ในถุงลมของปอด หลังจากนั้นทำให้เกิดการอักเสบและระคายต่อหลอดลมและปอด เกิดอาการไอ มีเสมหะ เนื่องจากมีสารระคายเคืองแปลกปลอมเหล่านี้อยู่ การอักเสบที่เกิดขึ้นจากการระคายเคืองเป็นเวลานานก็จะก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและที่ร้ายมากกว่าก็คือการเกิดโรคมะเร็งปอดตามมานั่นเอง

ความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด จะสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณบุหรี่ที่สูบ โดยพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่า 10-20 มวนต่อวัน ติดต่อกันนานมากกว่า 10 ปี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ พบว่าการสูบบุหรี่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งไต มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้และทวารหนัก และมะเร็งเต้านม

มะเร็งปอดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักคือ

1. มะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อของปอดเอง โดยจะแบ่งชนิดตามขนาดของเซลล์มะเร็ง คือมะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก ซึ่งพบได้บ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 80 ของการเกิดโรคมะเร็งปอด ที่พบบ่อยรองลงมาคือโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ก็มีเซลล์มะเร็งชนิดอื่นๆ รวมถึงเซลล์มะเร็งที่หายยากซึ่งพบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 -10 ของการเกิดมะเร็งปอด

2. มะเร็งจากอวัยวะอื่นลุกลามมาสู่ปอด เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่มีน้ำเหลืองและเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีโอกาสที่มะเร็งจากอวัยวะอื่นๆ ลุกลามมาสู่ปอดได้ง่าย

สัญญาณของโรคมะเร็งปอด

- อาการไอที่ผิดปกติไปจากที่เคยเป็น
- ไอเรื้อรัง หรือแย่ลง
- ไอเป็นเลือด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนแรกของโรคมะเร็งปอด
- เจ็บหน้าอก หนึ่งในสี่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดจะมีอาการนี้ และอาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอื่นๆ รอบๆ ปอด
- หายใจถี่ มักเกิดจากการอุดตันของการไหลเวียนของอากาศในปอด การคั่งของน้ำเยื่อหุ้มปอด หรือการแพร่กระจายของมะเร็งทั่วปอด
- เสียงแหบ หายใจมีเสียงหวีด เป็นสัญญาณการอุดตัน หรือการอักเสบในปอด ที่อาจมาพร้อมกับโรคมะเร็ง
- การติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำ เช่น หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบ เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งปอดด้วยเช่นกัน
- มีปัญหาในการกลืน

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดโดยส่วนใหญ่ มักได้รับการวินิจฉัยโรคช้า เนื่องจากขณะที่เริ่มเป็นจะวินิจฉัยยาก ทำให้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมักพบมะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจายไปแล้ว

1. การตรวจโดยการถ่ายภาพ
 การตรวจด้วยการถ่ายภาพมีหลายวิธี เช่น การเอกซเรย์ปอดนับเป็นวิธีพื้นฐานที่สุดที่สามารถมองเห็นมะเร็งที่ปอดได้ ส่วนวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้คือ เครื่อง CT scan คือใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการถ่ายภาพแบบ 3 มิติ ช่วยตรวจพบก้อนเนื้องอกที่อาจไม่ปรากฏบนภาพเอ็กซเรย์ หรือพบเนื้องอกที่แพร่กระจาย นอกจากนี้ยังมี เครื่อง MRI scan เป็นวิธีที่ใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพที่ทำให้เห็นรายละเอียดที่ชัดมากยิ่งขึ้น

2. การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา
 เป็นการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ โดยจะนำชิ้นเนื้อขนาดเล็ก หรือก้อนทั้งหมดของเนื้องอกของร่างกายออก แล้วนำชิ้นเนื้อตัวอย่างมาตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับมะเร็งที่อาจเกิดขึ้น วิธีการในการตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัย ได้แก่

- การใช้เข็มดูด โดยจะใช้เข็มที่บางมากผ่านผิวหนังเข้าไป แล้วดูดเอาชิ้นเนื้อบางส่วนออกมาจากก้อนเนื้อที่สงสัย โดยจะใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อป้องกันอาการปวดระหว่างการดูดเก็บชิ้นเนื้อ บางครั้งอาจจะต้องทำร่วมกับเครื่อง CT scan เพื่อช่วยกำหนดตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับผ่านเข็มเข้าไป

- การส่องกล้องเข้าทางหลอดลม ทำโดยใช้กล้องส่องขนาดเล็กสอดผ่านเข้าทางจมูกลงไปทางหลอดลม ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เห็นภาพของหลอดลมและท่อหลอดลมในปอดได้โดยตรง และยังสามารถมองเห็นก้อนเนื้องอกได้ชัดเจน ทำให้สามารถดูดเซลล์ หรือนำชิ้นเนื้อบริเวณนั้นมาตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไปได้

มะเร็งปอดสามารถรักษาได้อย่างไร

แพทย์จะวางแผนการรักษา โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านต่างๆ เช่น ชนิดของโรคมะเร็งปอด สุขภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วย ระยะและการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ผลการตรวจเลือดและผลจากภาพถ่ายและเอกซเรย์ โดยผู้ป่วยแต่ละท่านอาจมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ตามอาการของโรคมะเร็งปอดที่เป็น โดยการรักษาจะประกอบด้วย การผ่าตัด การฉายรังสี และยาเคมีบำบัด อาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรืออาจใช้หลายวิธีร่วมกัน แล้วแต่ดุลพินิจของแพทย์

เพื่อให้ผลการรักษาดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สหสาขาวิชาชีพ หลากหลายสาขา อาทิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง ศัลยแพทย์ พยาบาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรคจากชิ้นเนื้อเยื่อ นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และนักกำหนดอาหาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การรักษาแต่ละวิธี อาจมีผลข้างเคียงมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

นพ.เทพ กล่าวโดยสรุปว่า โรคมะเร็งปอดยังเป็นโรคที่รุนแรง รักษายาก วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือการป้องกัน หรือหยุดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น และจะได้ไม่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดในที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมที่ คลินิกโรคมะเร็ง
โทร. 0-2734-0000 ต่อ 2200, 2204

อ้วนลงพุง..สัญญาณเตือนภัยร้าย อันตรายต่อสุขภาพ

July 26th, 2011

โรคตามใจปาก นอกจากจะทำให้หุ่นที่เคยฟิตและเฟิร์ม กลายร่างเป็นห่วงยางแล้ว ปัญหาสุขภาพนั้นก็จะตามมาในหลายๆเรื่อง..

“อ้วนลงพุง” ..ได้ยินคำนี้ทีไร หลายคนคงยากอุดหูไม่อยากรับรู้ และไม่อยากส่องกระจกมองตัวเองกันเลย แม้ว่าพฤติกรรมนั้นดูออกจะตรงกันข้าม เพราะยังคงตามใจปากตัวเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วเรื่องความอ้วน และมีพุงที่หน้าท้องก็จะตามมา เนื่องจากเกิดการสะสมของไขมันที่บริเวณหน้าท้อง แต่ว่าไขมันในส่วนนี้มีทั้งไขมันที่อยู่ในช่องท้อง และไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง หากมีไขมันช่องท้องมากจะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าไขมันที่อยู่ตามแขนหรือขา คนที่มีไขมันในส่วนที่อยู่ในช่องท้อง( visceral fat) สูงกว่า จะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานมากขึ้น ในผู้หญิงยังมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมอีกด้วย ดังนั้นการตั้งใจที่จะลดไขมันในส่วนนี้นอกจากจะช่วยให้สวยดูดีแล้ว ยังสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังได้ด้วย อ้วนลงพุงจึงไม่ใช่แค่ปัญหาความสวยความงามเท่านั้น แต่มันหมายถึงสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่เหลืออยู่ของคนๆนั้นเลยทีเดียว

ปัญหาเรื่องลงพุงนั้น หลายคนอาจยังเกิดข้อสงสัยว่า หน้าท้องของตัวเรานั้นเกินกี่นิ้วถึงจะเรียกว่าเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งในผู้ชายนั้นต้องไม่เกิน 36 นิ้ว และผู้หญิง 32 นิ้ว ถ้าเกินกว่านี้จัดว่าอ้วนลงพุง และต้องหันมาเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น ยิ่งถ้ารอบเอวเพิ่มขึ้นทุกๆ 5 เซนติเมตร จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน 3-5 เท่า หรือผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอยู่แล้วก็จะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ง่ายกว่าคนปกติถึง 5 เท่าอีกด้วย

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อดูแลสุขภาพไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเหล่านี้ก็คือการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ลดการทานอาหารพวกแป้งและน้ำตาล และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวันๆ ละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การกำจัดไขมันออกจากร่างกายเป็นไปได้ง่ายขึ้น ไม่เจ็บ ไม่ต้องเจาะผิวหนังเหมือนการดูดไขมัน และสามารถกำจัดไขมันอย่างเห็นผลจริงทางการแพทย์ เป็นวิธีที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐอเมริกา อาจเรียกว่าเป็นนวัตกรรมในการปลดล็อกไขมันเลยก็ว่าได้ เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันว่า ไขมันส่วนเกินไม่สามารถเผาผลาญ หรือกำจัดออกจากร่างกายได้ง่ายๆ ก็เพราะเซลล์ไขมันมีขนาดใหญ่และมีผนังเซลล์ปิดกั้นไม่ให้ไขมันถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียน และขับเป็นของเสียออกจากร่างกาย การจะดูดไขมันออกก็ยังจะต้องใช้เลเซอร์เจาะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ไขมัน เพื่อให้มันกลายเป็นของเหลว และสามารถดูดออกมาได้ วิธีการใหม่นี้ ไม่ต้องเจาะ แต่ใช้พลังงานเลเซอร์อุณหภูมิไม่สูง ที่ออกแบบมาเฉพาะ ฉายผ่านผิวหนังลงไป ทำลายผนังเซลล์ไขมัน และทำให้ไขมันกลายสภาพเป็นของเหลว เมื่อเซลล์ไขมันกลายเป็นของเหลว ก็สามารถถูกดูดซึมและขับออกจากร่างกายในรูปของของเสียได้อย่างง่ายดาย วิธีที่ว่านี้มีชื่อว่า Zerona ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกาถึงความสามารถในการกำจัดไขมันได้จริงทางการแพทย์

จากข้อมูลงานวิจัยในการใช้เครื่องมือนี้พบว่า ไขมันที่ได้รับพลังงานจะถูกกำจัดได้ถึง 90% ภายใน 12 นาที และ 99% จะถูกกำจัดออกจากเซลล์ภายใน 18 นาที ค่าเฉลี่ยของสัดส่วน ใน 3 พื้นที่ คือ เอว สะโพก และต้นขา ลดลงมากถึง 6 นิ้ว ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ผู้เข้ารับการรักษา มีระดับไตรกรีเซอร์ไรด์ ลดลงถึง 60% คลอเลสเตอรอลในกระแสเลือดลดลงถึง 85% และมีปริมาณไขมันดี ( HDL) เพิ่มขึ้น ขณะที่ไชมันเลว (LDL) ลดลง

การกำจัดไขมันออกไปจากร่างกายได้ การทำให้รอบเอวลดลงไม่เพียงแต่ให้รูปร่างและสัดส่วนที่ดี แต่มันยังหมายถึงสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย ถึงเวลาที่เราจะต้องดูแลไขมันรอบเอวกันอย่างจริงจังแล้ว กำจัดมันออกไปไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม อย่าปล่อยให้มันมาทำร้ายเราอยู่ฝ่ายเดียว..

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

คลื่นไฟฟ้าสมอง บอกชนิดโรคลมชัก

June 30th, 2011

อาการของโรคลมชักอาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ และที่สำคัญน่ากังวลว่าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต…

ทำไมจึงเป็นโรคลมชัก

โรคลมชัก เป็นหนึ่งในความผิดปกติของระบบประสาทที่พบได้ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ออกมาจำนวนมากพร้อมๆ กันทีเดียว จึงทำให้มีอาการแสดงของโรคลมชักเกิดขึ้น สาเหตุของโรคลมชักในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่โดยทั่วไปพบว่ามักมาจากปัจจัยที่สำคัญคือ
- กรรมพันธุ์
- สมองเคยได้รับอันตรายต่างๆ มาก่อน เช่น จากภาวะขาดออกซิเจนขณะคลอด อุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนสมอง เนื้องอกในสมอง หลอดเลือดสมองผิดปกติ การติดเชื้อของระบบประสาท
- มีความผิดปกติทางสมองมาตั้งแต่กำเนิด

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

โรคลมชักมีอาการอย่างไร

โรคลมชักมีความหลากหลายทางอาการมาก อยู่ที่ว่าภาวะผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมอง เกิดขึ้นกับสมองส่วนใด และรุนแรงแค่ไหน เช่น
- ลมบ้าหมู เป็นอาการชักชนิดที่เกิดบ่อยคือ อาการชักทั้งตัว เวลาชักจะเกร็งกระตุกนาน 2-3 นาที โดยตัวเองไม่รู้ตัว จำเหตุการณ์ไม่ได้
- ชักเหม่อ เป็นครู่เดียว ไม่เกิน 30 วินาทีก็หาย บางรายมีอาการชักเฉพาะที่แบบรู้ตัว เช่น มีอาการกระตุกที่แขน ขา หรือหน้า ผู้ป่วยจะรู้ตัวและบอกเล่าอาการได้ บางรายอาการชักเป็นแบบทำอะไรซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว ผู้ป่วยบางรายมีอาการชักหลายรูปแบบได้ หลังชักผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มึนงง ต้องการพักผ่อน

บางอาการสังเกตได้ยากมาก โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที ทำให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคลมชัก ถ้าหากมีอาการเหล่านี้ซ้ำๆ และมีอาการวูบตามมา แม้จะไม่มีอาการเกร็ง ชัก กระตุก คนที่เห็นเหตุการณ์ต้องสังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการขณะตื่นหรือหลับ มีอาการนานเท่าไร หลังจากมีอาการผู้ป่วย มีการกระพริบตา เคี้ยวปาก พูดพึมพำ เกร็ง กระตุกอวัยวะส่วนไหน และผู้ป่วยรู้สึกตัวหรือไม่ หลังจากนั้นควรรีบพามาพบแพทย์ เพื่อซักอาการและประวัติ ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) และ MRI Brain ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่าเป็นภาวะของโรคลมชักหรือไม่

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography : EEG)

เป็นการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าของกลุ่มเซลล์ในสมอง ผลการตรวจจะปรากฎเป็นเส้นกราฟต่อเนื่องบนจอภาพ การตรวจคลื่นสมองเป็นการตรวจที่ง่าย ปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วย สามารถทำการตรวจได้ในผู้ป่วยตั้งแต่แรกเกิด
- ประโยชน์ของการตรวจโรคลมชักด้วย EEG
- เพื่อยืนยันการวินิจฉัยให้แน่นอน โดยเฉพาะในรายที่มีประวัติไม่ชัดเจน หรือสงสัยว่าเป็นโรคลมชัก
- เพื่อจำแนกชนิดของโรคลมชัก ซึ่งมีผลต่อการเลือกยากันชักที่เหมาะสมกับโรคลมชักแต่ละประเภท
- เพื่อใช้ประเมินผลการรักษาได้ นอกเหนือจากการติดตามอาการผู้ป่วย
- เพื่อเป็นแนวทางในการลดยา หรือหยุดยากันชัก ในกรณีที่ควบคุมการชักได้แล้ว
- ขั้นตอนการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองมีอะไรบ้าง

เจ้าหน้าที่จะทำการซักประวัติผู้ป่วย เพื่อประกอบการวางแผนการตรวจคลื่นสมอง หลังจากที่ผู้ป่วยนอนบนเตียงตรวจแล้ว เจ้าหน้าที่จะติดสายตรวจ (electrodes) บนหนังศีรษะในตำแหน่งต่างๆ ที่ได้ทำความสะอาดไว้แล้ว จากนั้นจะต่อสายตรวจเข้าเครื่องตรวจคลื่นสมอง เมื่อเปิดเครื่องตรวจจะเกิดเส้นกราฟ ซึ่งเกิดจากสัญญาณไฟฟ้าในสมองปรากฏบนจอภาพตลอดเวลาที่ทำการบันทึก โดยมีระยะเวลาตรวจ 30 นาที – 1 ชั่วโมง ซึ่งมีโอกาสค้นพบคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกติในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักประมาณ 60% หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง 24 ชั่วโมง พร้อมบันทึกวิดีโอเพื่อดูอาการผู้ป่วยร่วมกับการทำคลื่นสมองในเวลาเดียวกัน ซึ่งแพทย์อาจสั่งตรวจเพียง 24 ชั่วโมง หรือตรวจติดต่อกันหลายวันแล้วแต่ความเหมาะสม

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Brain)

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือ EEG นั้น จะเป็นตัวบ่งถึงสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติว่ามาจากบริเวณไหน และความถี่ของการกระจายของไฟฟ้าส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ EEG จะไม่สามารถบอกถึงพยาธิสภาพได้ ซึ่งในปัจจุบันทางศูนย์ฯ ได้นำ MRI Brain มาใช้ประกอบในการตรวจวินิจฉัย ประโยชน์ของ MRI Brain คือ ช่วยในการยืนยันพยาธิสภาพหลังจากตรวจ EEG แล้วว่า รอยโรคเป็นชนิดอะไร ซึ่งถ้าเราพบว่า พยาธิสภาพที่กระตุ้นให้เกิดอาการชักเกิดจากเนื้องอก หลอดเลือดผิดปกติ การรักษาก็จะไม่ใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการผ่าตัดเข้ามาประกอบด้วย

การรักษา

ปัจจุบันผู้ป่วยประมาณ 70-80% สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาสม่ำเสมอ แต่มีบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อยา ปัจจุบันผู้ป่วยโรคลมชักบางชนิดสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด แต่จะต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์อย่างละเอียดเพื่อดูว่าผู้ป่วยเหมาะสมที่จะให้การรักษาโดยการผ่าตัดหรือไม่ การผ่าตัดจะถูกนำมาพิจารณา ในกรณีที่
- สามารถระบุตำแหน่งของรอยโรคในสมองที่ทำให้เกิดการชักได้
- การใช้ยากันชักไม่ได้ผล
- ตำแหน่งที่เป็นสามารถทำการผ่าตัดได้ โดยไม่ทำความเสียหายให้เนื้อสมองส่วนอื่น
- ผู้ป่วยไม่มีผลกระทบจากการผ่าตัดเอาเนื้อสมองบางส่วนออก

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคลมชักควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักมากขึ้น คือการอดนอน ความเครียด ออกกำลังกายมากผิดปกติ แสงกระพริบเป็นจังหวะ เช่น วิดีโอเกม เป็นต้น

ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

นำวิทยาการ ไอที ใช้ในการแพทย์ช่วยการผ่าตัดแม่นยำมากขึ้น

June 30th, 2011

น.อ. (พิเศษ) นพ.จำรูญเกียรติ

นำวิทยาการที่ก้าวไกลส่งให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ล่าสุดวิทยาการทางด้านไอที “Digital Lighbox” ได้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ ทำให้ผลการผ่าตัดแม่นยำขึ้น โดย น.อ. (พิเศษ) นพ. จำรูญเกียรติ ลีลเศรษฐพร ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูข้อเสื่อม โรงพยาบาล เวชธานี เปิดเผยว่า การนำจออัจฉริยะ ที่เรียกว่า Digital Lightbox และคอมพิวเตอร์ที่มีระบบนำวิถีช่วยผ่าตัด นับเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย มีศักยภาพสูงมาช่วยเสริมศักยภาพการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม ทำให้การผ่าตัดมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยจออัจฉริยะจะช่วยคำนวณและให้ข้อมูลเป็นภาพ 3 มิติที่มีความละเอียดสูง มีประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนการผ่าตัด

คุณหมอจำรูญเกียรติอธิบายอีกว่า การผ่าตัดโดยใช้คอมพิวเตอร์จะช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นภาพการเคลื่อนไหวของ ข้อเข่าในระหว่างการผ่าตัด แบบต่อเนื่องตามความเคลื่อนไหวจริง ซึ่งจะจำลองแม่แบบข้อขนาดต่างๆ เป็นภาพดิจิตอลแบบ 3 มิติ สามารถขยาย ปรับหมุน แก้ไข วัดขนาดของข้อเทียมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงคำนวณทิศทางการวางตำแหน่งข้อเทียมได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ก่อนผ่าตัด นอกจากนี้ หากใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็ก แม้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แต่แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะมีข้อจำกัดในการมองเห็น ทำให้มีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อนในการวางตำแหน่งผิวข้อเข่าเทียมได้ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมในการผ่าตัดจึงช่วยได้มากในการผ่าตัดนี้ รวมทั้งสามารถตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำได้ทันทีในระหว่างการผ่าตัด โดยไม่ต้องรอดูภาพเอกซเรย์หลังผ่าตัดเหมือนอย่างวิธีเดิม

สุดท้ายนี้ ผอ.ศูนย์ฟื้นฟูข้อเสื่อม ยังบอกอีกว่า จากการศึกษาวิจัยในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม เปรียบเทียบระหว่างการผ่าตัดแบบธรรมดาและวิธีการใหม่นี้ พบว่ากลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดแบบใหม่มีผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยสามารถลดความคลาดเคลื่อนในการวางตำแหน่งของผิวข้อเข่าเทียมได้ดีกว่าร้อย ละ 53.8 ทั้งนี้ หากมีการคลาดเคลื่อนจะส่งผลให้อายุการใช้งานผิวข้อเข่าเทียมลดน้อยลง และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด จนอาจทำให้ต้องผ่าตัดใหม่โดยไม่จำเป็น การผ่าตัดแบบนี้ ความแม่นยำเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากต่อผลการผ่าตัดในระยะยาว เพราะจะช่วยยืดอายุการใช้งานผิวข้อเข่าเทียมได้นานกว่าเดิม.

สุขภาพน่ารู้ ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อเจ้าตัวเล็กท้องเสีย จะรับมืออย่างไร

June 18th, 2011

หน้าร้อนกำลังจะผ่านพ้นไป แต่อากาศร้อนในบ้านเราก็ดูจะยิ่งทวีความร้อนมากขึ้นไปอีก ประกอบกับความชื้นจากฝนที่ตกมาอย่างคาดเดาไม่ได้ แบบนี้ นอกจากคุณหนูๆ จะเป็นผดผื่นจากอากาศร้อนเหงื่อออกมากมายแล้ว อีกโรคหนึ่งที่จะเป็นกันบ่อยในช่วงนี้ก็คือ โรคท้องเสีย

โรคท้องเสียในเด็กแต่ละช่วงอายุมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป

พญ.สาลินี หิรัญบูรณะ กุมารแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานี แนะนำว่า น้องเล็กๆ โดยเฉพาะอายุ 6 เดือนแรก เป็นช่วงที่เล็กมากเช่นนี้ น้องหนูยังไม่มีภูมิต้านทานในลำไส้ที่มากเพียงพอ ถ้ามีเชื้อโรคเล็ดลอดเข้ามา เพราะดูแลขวดนมไม่สะอาด หรืออมของเล่นที่ไม่ได้ทำความสะอาด ลูกน้อยก็มีโอกาสท้องเสียถ่ายเหลวได้ง่ายๆ หรือบางคนท้องเสียไม่เกี่ยวกับเชื้อโรคเลย แต่อาจท้องเสียเพราะนมไม่ย่อยก็เป็นได้ โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ได้รับประทานนมคุณแม่ ต้องรับประทานนมวัวกระป๋องแล้วมีอาการแพ้นม ย่อยไม่ได้ถ่ายเหลวเป็นน้ำ จนบางครั้งมีเลือดปนออกมากับอุจจาระ ดูแล้วหน้าสงสารจริงๆ

ส่วนน้องๆ ที่โตขึ้นอีกหน่อยลำไส้ก็จะแข็งแรงขึ้น และเป็นวัยที่เริ่มรับประทานอาหารเสริมหลายๆ อย่างได้ สำหรับอาหารที่ไม่สะอาด เก็บไว้อุ่น หรือเป็นอาหารที่ลูกแพ้รับไม่ได้แต่คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ทราบ ก็มีส่วนทำให้ลูกถ่ายเหลวหมดแรงได้เช่นกัน อาหารเสริมในเด็กเล็กๆ จึงต้องค่อยๆ จัดให้ลองทีละอย่าง ทีละอย่าง จนแน่ใจว่าเด็กรับได้ ก็จะจัดอยู่ในอาหารที่รับประทานได้ปกติ

สำหรับสาเหตุที่ทำให้น้องที่โตขึ้นมาท้องเสียและบางคนก็อาเจียนจนหมดแรง อาจมาจากอาหารเป็นพิษ มีเชื้อโรคปนเปื้อน หรือน้องอาจป่วยติดเชื้อไวรัสทำให้อาเจียนและท้องเสีย ซึ่งแพทย์มักจะบอกว่าไวรัสลงกระเพาะ หรือไวรัสกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ไวรัสที่พูดถึงนี้มักจะแพร่ระบาดมากับลมฝนในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง เด็กในช่วงอายุน้อยมากๆ จะไม่มีภูมิต้านทานในลำไส้ที่มากเพียงพอ ถ้ามีชื้อโรคเล็ดลอดมากับขวดนม อาหาร หรือสิ่งของที่ลูกน้อยเผลอหยิบเข้าปาก ก็มีโอกาสถ่ายเหลวได้ง่ายๆ ซึ่งยากจะหลีกเลี่ยง

ไวรัสที่ทำให้น้องๆ ท้องเสียก็เหมือนไวรัสไข้หวัด บางคนอาการท้องเสียน้อย บางคนมีอาการมากจนหมดแรงเพราะภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย และอาจมีอาการหนักจนถึงแก่ชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ถ้าลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ เคยผ่านภาวะท้องเสียมาแล้วโดยมีอาการไม่มากนักก็ถือว่าโชคดี เพราะถ้าเด็กถ่ายมากจนหมดแรง สภาพของหนูน้อยขณะนั้นจะสร้างความสะเทือนใจให้คุณพ่อคุณแม่ชนิดลืมไม่ลงเลยทีเดียว

การดูแลรักษาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาจมีปัญหาหลายๆ อย่างร่วมด้วย นอกจากท้องเสียหรืออาเจียนอย่างมาก ดังนี้

- มีภาวะขาดน้ำในร่างกายอย่างรุนแรง จากการอาเจียนหรือท้องเสียมากๆ
- มีภาวะติดเชื้อจากระบบลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด เชื้อโรคบางอย่างสามารถเข้าสู่ระบบสมอง ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้
- มีภาวะขาดอาหารจากช่วงป่วยและหลังป่วย เนื่องจากลำไส้ดูดซึมอาหารไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ
- พัฒนาการเชื่องช้า เนื่องจากป่วยเป็นเวลานาน

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกน้อยกำลังประสบกับภาวะท้องเสีย สิ่งที่ควรทำเร็วที่สุดคือ ให้น้ำทดแทนในรูปน้ำเกลือแร่ รับประทานอาหารและนมที่ย่อยง่าย รักษาตามปัญหาที่เป็นต้นเหตุ การแพ้อาหาร แพ้นม ก็ต้องงดอาหารและนมนั้น ถ้ามีการติดเชื้อก็ต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย และหากลูกน้อยเพลียมาก อาจต้องให้น้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือด เพื่อให้ร่างกายพ้นภาวะขาดน้ำรุนแรง

อ่านเรื่องน้องๆ ท้องเสีย จนเพลียไปตามกันหรือเปล่าคะ อย่าลืมว่าคุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยให้น้องไม่ป่วยเป็นโรคท้องเสีย หรือพ้นจากโรคท้องเสียได้ ก่อนเกิดอันตรายกับน้องนะคะ

ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

เลือกทานอาหารมีคุณค่า ช่วยต่อต้านโรคต่างๆ

June 18th, 2011

ขนิษฐา นิยมวงศ์ และ อ.ย่ิงศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ – ทญ.สุชาดา โหละสุต

การบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีปริมาณไขมันและแป้งสูงเป็นประจำ จะนำไปสู่ความเสี่ยงของโรคต่างๆ อาทิ โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ฯลฯ โรงพยาบาลวิภาวดี จึงได้จัดกิจกรรมแนะนำการเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า เพื่อช่วยในการต่อต้านโรคต่างๆ

ในฐานะนักกำหนดอาหาร โรงพยา-บาลวิภาวดี ขนิษฐา นิยมวงศ์ กล่าวถึงหน้าที่ของนักกำหนดอาหารคือ ดูแลเรื่องอาหารให้คนไข้ในโรงพยาบาล ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ และในแต่ละราย ความต้องการอาหารก็ไม่เท่ากัน สำหรับคนที่สุขภาพปกติควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยมีหลักง่ายๆคือ
1. ทานอาหารธรรมชาติเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะร่างกายต้องการสารอาหารที่บริสุทธิ์ปราศจากการปรุงแต่ง
2. ทานอาหารที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ เพราะเส้นใยอาหารสูง และมีวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน B1, B6
3. ทานผลไม้และผักสด ช่วยให้ไม่อ้วน ขับถ่ายสะดวก ลดระดับไขมันในเลือด ให้วิตามินและแร่ธาตุ
4. ทานอาหารเนื้อสัตว์ให้น้อยที่สุด เพราะย่อยยาก ควรเลือกเป็นปลา โดยเฉพาะปลาทะเล เพราะมีกรดโอเมก้า 3 ช่วยในเรื่องระบบความจำและการมองเห็น
5.เน้นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เพราะถั่วเหลืองประกอบด้วยโปรตีนจากพืชและไฟโตอีสโตรเจน
6. ระมัดระวังอาหารที่มีไขมัน
7.หลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากแป้งขาวและน้ำตาลทรายขาว และสำหรับผู้สูงอายุควรรับประทานไข่ไก่ 2-3 ฟองต่อสัปดาห์ และที่ขาดไม่ได้ควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

ด้าน ทญ.สุชาดา โหละสุต กล่าวว่า การเลือกรับประทานอาหารนั้นมีผลต่อสุขภาพฟันด้วย ยิ่งอาหารจำพวกแป้งจะกลายเป็นน้ำตาล สามารถทำให้ฟันผุได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กซึ่งมักจะทานอาหารจำพวกนี้ค่อนข้างมาก ในขณะที่ผู้สูงวัยควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารแข็ง เพราะจะทำให้ฟันสึกกร่อนได้เร็ว และมีโอกาสทำให้ฟันร้าว ควรเลือกทานอาหารประเภทเนื้อปลา จะได้ใช้แรงบดเคี้ยวน้อย ช่วยยืดอายุฟันให้ยาวขึ้น

อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ในฐานะนักปรุงอาหารชื่อดัง ได้แนะนำเมนูอาหารที่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ได้แก่ ข้าวห่อสาหร่ายไส้ทูน่า และซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่นใส่ทูน่า โดยกล่าวว่าที่เลือกใช้ปลาทูน่าในการปรุงอาหาร เพราะปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายที่สุด นอกจากนี้คุณค่าทางโภชนาการ อาทิ โปรตีน ไอโอดีน โอเมก้า 3 รวมทั้งมีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ยังช่วยป้องกันคอเลสเทอรอล ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เส้นเลือดอุดตัน.

สุขภาพน่ารู้ ที่มา ไทยรัฐ

ตรวจหลอดเลือดที่คอ บอกความเสี่ยงอัมพฤกษ์/อัมพาตได้

June 18th, 2011

อัมพฤกษ์หรืออัมพาต เกิดจากหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงสมองมีการอุดตันหรือแตก ทำให้เกิดอาการแขนขาอ่อนแรง ร่างกายชาครึ่งซีก ถ้าเป็นน้อยๆ อาจมีเพียงเดินเซ พูดไม่ชัด เวียนศีรษะ เห็นภาพซ้อน หรือปวดศีรษะอย่างรุนแรง หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ สูบบุหรี่ และไขมันในเลือดสูง

เนื่องจากเป็นโรคที่มีอาการค่อนข้างทันทีทันใด และจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว ดังนั้น การตรวจหาสัญญาณของการเกิดอาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้ก่อน จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาทันท่วงที

นายแพทย์ชยานุชิต ชยางศุ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงวิธี Carotid Duplex Ultrasounds ซึ่งเป็นการตรวจหาโอกาสเสี่ยงของการเกิดอัมพฤกษ์/อัมพาต ว่าเป็นการตรวจหลอดเลือดใหญ่ที่คอ ที่ไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า และตรวจหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนหลังด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อดูการไหลเวียนเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงสมอง และตรวจหลอดเลือดว่ามีคราบหินปูน หรือคราบไขมันเกาะอยู่ภายในหลอดเลือดหรือไม่ และสามารถวัดขนาดของคราบดังกล่าวได้ เพราะเมื่อมีการหนาตัวมากขึ้น จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก และอาจทำให้เส้นเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงสมองเกิดการตีบหรือตัน การตรวจนี้สามารถช่วยประเมินผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาต และช่วยในการวินิจฉัย ติดตามสภาพของหลอดเลือดในสมองของผู้ป่วย ในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในห้องผู้ป่วยหนักได้

อาการที่สงสัยว่าอาจมีการตีบของเส้นเลือด
- ตาบอดเพียงส่วนหนึ่งของตา มักจะเป็นข้างเดียว อาจเป็นเพียงชั่วคราว เพราะลิ่มเลือดไปอุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยง retina ถ้าแพทย์ดูในลูกตาอาจเห็นเส้นเลือดที่อุดตัน
- เป็นอัมพาตแขนขา หรือพูดไม่ออก นึกออกแต่พูดไม่เป็นคำพูด อาการจะเป็นอยู่ไม่นาน อาจเพียงไม่กี่นาทีแล้วหายเอง เพราะลิ่มเลือดที่หลุดไปสมองเล็กมาก ถ้าผู้ป่วยนิ่งนอนใจไม่ไปพบแพทย์ ไม่ให้ความสำคัญกับอาการที่เป็น ในอนาคตลิ่มเลือดอาจใหญ่ จนทำให้เกิดอัมพาตถาวรได้ อาการชั่วคราวแบบนี้เรียก TIA (transient ischemic attack) เป็นอาการที่พบบ่อยมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจเพียงพอ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก
- การเป็นลม ล้มลงโดยไม่มีสาเหตุ อยู่ดีๆ ก็ล้ม เรียกว่า drop attack อาจเป็นอาการของเส้นเลือด carotid ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่อยู่บริเวณคอ ตีบได้

อาการทั้งสามอย่างที่กล่าวข้างต้น จำเป็นต้องหาสาเหตุโดยไม่รั้งรอ

ใครบ้างที่ควรตรวจด้วยวิธีนี้
- ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต เพื่อดูรอยโรคของหลอดเลือดแดง carotid และติดตามผลเป็นระยะ
- ผู้ป่วยที่เคยมีอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราว
- ผู้ป่วยที่มีเสียงฟู่ ผิดปกติที่หลอดเลือดแดง carotid ทั้งรายที่มีอาการ และไม่มีอาการของโรคหลอดเลือดสมองที่มีการขาดเลือดเฉพาะที่
- ผู้ที่ต้องผ่าตัดโรคหลอดเลือดอื่นๆ เช่น ผ่าตัดตัดต่อหลอดเลือดแดงหัวใจในรายที่มีหลอดเลือดแดงหัวใจอุดตัน เพื่อตรวจประเมินค่าก่อนนำผู้ป่วยไปผ่าตัด
- ตรวจสุขภาพเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่มีประวัติมีบุคคลในครอบครัวเป็นอัมพาต จากอาการสมองขาดเลือด

ประโยชน์ของการตรวจ
- เพื่อดูรอยโรคของหลอดเลือดแดงที่คอ
- เพื่อดูว่าเส้นเลือดที่คอมีลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดหรือไม่

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการตรวจรักษา

ไม่มีผลข้างเคียง ไม่เจ็บปวด ทำซ้ำได้โดยไม่อันตราย ใช้เวลาตรวจประมาณ 20 นาที ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนเข้ารับการตรวจ แต่มีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่คอสั้นมาก คอหนามาก จะทำให้เห็นหลอดเลือดได้ไม่ชัดเจน

นายแพทย์ชยานุชิต กล่าวทิ้งท้ายว่า การตรวจด้วยเครื่องมือ Carotid Duplex Ultrasounds เป็นการตรวจเบื้องต้นเท่านั้น โดยการตรวจดังกล่าว ควรต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมประสาท

ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชานี
www.vejthani.com

รู้เท่าทัน โรคต้อกระจก

June 13th, 2011

ต้อกระจก คือภาวะที่มีการขุ่นตัวของเลนส์แก้วตา ซึ่งเลนส์แก้วตาเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งภายในลูกตาที่มีลักษณะใส ทำหน้าที่ในการรวมแสง เพื่อให้ตกที่จุดรับภาพช่วยในการมองเห็น เมื่อมีการขุ่นตัวเกิดขึ้น จึงทำให้การรวมแสงไปที่จุดรับภาพผิดปกติไป ส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติตามมา

พญ.พรรณรพี ฟูนฤนารถ จักษุแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึงอาการของต้อกระจกว่า ผู้ป่วยจะมีอาการ ตามัว มักจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับชนิดของต้อกระจก มัวเหมือนมีฝ้าบังตา ในบางรายอาการมัวจะเป็นมากเมื่ออยู่กลางแจ้ง หรือเวลาขับรถตอนกลางคืน อาจมีอาการตาสู้แสงไม่ได้ร่วมด้วย

มีค่าสายตาเปลี่ยนแปลง ต้อกระจกบางชนิดอาจทำให้มีค่าสายตาสั้นเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นมองไกลบ่อยขึ้น ในบางรายที่เคยใช้แว่นอ่านหนังสือ ก็จะมองใกล้ได้โดยไม่ต้องใช้แว่น มองเห็นภาพซ้อน มีอาการทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียว

นอกจากนี้ เมื่อมีภาวะแทรกซ้อนจากต้อกระจก เช่น ต้อหินเฉียบพลัน ม่านตาอักเสบ อาจทำให้เกิดอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดตา เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล แพ้แสงรุนแรง ตามัวลงอย่างรวดเร็ว เป็นต้น ซึ่งในกรณีเหล่านี้จำเป็นต้องพบจักษุแพทย์อย่างเร่งด่วน

สาเหตุของต้อกระจก

ต้อกระจกที่เกิดขึ้นเอง เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด มักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากการเสื่อมและขุ่นตัวของเลนส์แก้วตาตามอายุ ส่วนใหญ่พบได้ในผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป และอาจมีบางรายพบได้เร็วกว่านั้น อาการมักค่อยเป็นค่อยไป ในระยะแรกอาจไม่มีผลต่อการมองเห็นเลยก็ได้

สาเหตุอื่นๆ เช่น พันธุกรรม อุบัติเหตุ การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตรียรอยด์ การได้รับรังสีบริเวณใกล้ตา การอักเสบในลูกตา โรคตาบางชนิด การผ่าตัดในลูกตา เป็นต้น บางสาเหตุอาจทำให้เกิดต้อกระจกในเวลาอันรวดเร็ว และมีอาการรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีโรคทางกายและสภาวะบางชนิดที่กระตุ้นให้เป็นต้อกระจกได้เร็วกว่าปกติด้วย เช่น โรคเบาหวาน การสัมผัสกับแสงแดดปริมาณมากเป็นเวลานาน เป็นต้น

การรักษาต้อกระจก

การรักษาที่ได้ผลในโรคต้อกระจกคือการผ่าตัด โดยขั้นตอนประกอบไปด้วยการผ่าตัดเอาต้อกระจกออก จากนั้นจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ เพื่อทำหน้าที่รวมแสงให้ตกที่จุดรับภาพแทนเลนส์แก้วตาธรรมชาติที่ผ่าตัดออก โดยเลนส์แก้วตาเทียมจะมีอายุการใช้งานไปตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่แต่อย่างใด

ใครบ้างที่ควรรักษาด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดลอกต้อกระจกควรกระทำก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการตามัวจนกระทั่งรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นสายตา จะเห็นได้ว่าข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดของผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันไป ตามความต้องการด้านการมองเห็นของแต่ละคน ในผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อน หรือมีแนวโน้มที่จะมีภาวะแทรกซ้อนจากต้อกระจก เช่น ม่านตาอักเสบ ต้อหิน เป็นต้น หากจักษุแพทย์ตรวจพบมักจะแนะนำให้ผ่าตัดโดยเร็ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับดวงตาอย่างถาวร ในกรณีเหล่านี้การรักษาอย่างทันท่วงทีจะให้ประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วย

วิธีการรักษา

ผ่าตัดเอาเลนส์แก้วตารวมทั้งถุงหุ้มเลนส์ออกมาทั้งอัน คือการผ่าตัดเข้าไปในลูกตา และเอาเลนส์แก้วตารวมทั้งถุงหุ้มเลนส์ออกมาทั้งอัน แล้วค่อยใส่เลนส์เทียมเข้าไปแทน หรือไม่ใส่ก็ได้ แล้วเย็บปิดแผล ตำแหน่งที่ใส่เลนส์แก้วตาเทียมจะไม่อยู่ในตำแหน่งตามธรรมชาติ จำเป็นต้องยึดกับม่านตา ช่องด้านหน้าในลูกตา หรือตาขาว แผลจากการผ่าตัดมีขนาดใหญ่และมีการอักเสบมาก การผ่าตัดวิธีนี้ได้รับความนิยมลดลงในปัจจุบัน จักษุแพทย์พิจารณาทำในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยที่เยื่อยึดถุงหุ้มเลนส์หย่อน หรือฉีกขาดทำให้เลนส์แก้วตาเคลื่อนจากตำแหน่งปกติ ถุงหุ้มเลนส์ฉีกขาดอย่างรุนแรง หรือได้รับอุบัติเหตุกระทบกระแทกที่ตาอย่างรุนแรง เป็นต้น

ผ่าตัดเจาะถุงหุ้มเลนส์ด้านหน้า เอาเฉพาะเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออก คือการผ่าตัดเข้าไปในลูกตา เจาะถุงหุ้มเลนส์ด้านหน้าแล้วเอาเฉพาะเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกทั้งอัน ถุงหุ้มเลนส์ที่เหลือจะมีหน้าที่บรรจุเลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใส่เลนส์แก้วตาเทียมในตำแหน่งอื่นๆ แล้วจึงเย็บปิดแผล วิธีนี้มีความปลอดภัยและได้รับความนิยมสูง แต่มีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่ ทำให้ระยะการหายของแผลนาน มีการเกิดสายตาเอียงหลังการผ่าตัด ปัจจุบันนิยมทำวิธีนี้ในรายที่ต้อกระจกหนาตัวมาก หรือไม่สามารถผ่าตัดด้วยวิธีคลื่นเสียงความถี่สูงได้

การผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูง
คือการผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูง หรืออัลตราซาวด์มาช่วยในการสลายต้อกระจก ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงมาก แพทย์จะเจาะถุงหุ้มเลนส์ด้านหน้า แล้วใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นตัวสลายเนื้อเลนส์ให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยดูดออกมาโดยเครื่องมือเดียวกัน จากนั้นจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมในถุงหุ้มเลนส์ที่เหลืออยู่ และอาจจะเย็บปิดแผลหรือไม่เย็บก็ได้ วิธีการนี้เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง ภาวะแทรกซ้อนต่ำ การอักเสบน้อย แผลหายเร็ว ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติได้เร็วขึ้น

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

ก่อนการผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อเตรียมความพร้อม หากพบโรคทางตาหรือทางกายที่มีผลต่อการผ่าตัด จำเป็นต้องทำการรักษาก่อน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว จะมีการประเมินและแนะนำให้ควบคุมโรคให้ดี ทั้งช่วงก่อนและหลังการผ่าตัด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัด

นอกจากการตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว จักษุแพทย์จะตรวจสภาพดวงตาเพื่อประเมินความเสี่ยงของการผ่าตัดต้อกระจกด้วย เพื่อวางแผนการผ่าตัดที่เหมาะสมกับผู้ป่วย หลังจากนั้นจะมีการตรวจวัดค่าเลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสม

การดูแลตนเองหลังผ่าตัด

- รับประทานยา/หยอดยาตามแพทย์สั่ง และมารับการตรวจตามนัด
- สัปดาห์แรกของการผ่าตัด ให้เช็ดตาวันละ 1-2 ครั้ง ตาข้างที่ทำการผ่าตัดอาจมีอาการเคืองได้ ห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด และระวังอย่าให้น้ำเข้าตาประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
- สัปดาห์แรกให้ใส่ที่ปิดตาไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันแผลผ่าตัด หลังจากนั้นสามารถสวมแว่นกันลมกันแดดในเวลากลางวัน และใส่ที่ปิดตาเวลานอนหลับ เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน
- ไม่ควรไอ จาม สะบัดหน้าแรงๆ หรือออกแรงยกของหนักเพราะจะมีผลกระทบต่อแผลผ่าตัดได้
- ไม่ควรทำกับข้าว กวาดบ้านหรือทำสวน เพราะควันหรือฝุ่นละอองอาจเข้าตาทำให้ตาอักเสบได้

ต้อกระจกป้องกันได้หรือไม่

ต้อกระจกที่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากสาเหตุหรือโรคอื่นๆ สามารถป้องกันหรือชะลอโรคได้ โดยหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเหล่านั้น หรือการรักษาและควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุให้ดี เช่น งดใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น ควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน การรักษาภาวะอักเสบในลูกตาอย่างเหมาะสม เป็นต้น

ส่วนต้อกระจกที่เกิดขึ้นเอง มักเกิดในผู้สูงอายุ ไม่มีวิธีการป้องกันที่ได้ผลชัดเจน เนื่องจากต้อกระจกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเลนส์แก้วตา ที่เกิดขึ้นตามกระบวนการเสื่อมตามธรรมชาติ ซึ่งจะเกิดกับผู้สูงอายุทุกคน การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดปริมาณสูงเป็นเวลานานๆ อาจช่วยชะลอการดำเนินโรคได้บ้าง ผู้สูงอายุควรสังเกตความผิดปกติทางสายตาของตนเอง เมื่อพบความผิดปกติควรพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษาต่อไป

มีข้อควรระวังว่าอาการตามัวหรืออาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น อาจไม่จำเป็นต้องเกิดจากโรคต้อกระจกเสมอไป ดังนั้น เมื่อมีความผิดปกติจึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจเกิดจากโรคอื่นๆ ซึ่งมีอันตรายหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

คลินิกตา โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com